บทที่ 48 มากจนเกินไป
หมาป่าสีขาวเดินออกมาจากอีกด้านหนึ่งของเตียงเตาช้า ๆ มันค่อย ๆ ยกเปลือกตาขึ้นมองดูหน่วนเป่า
เมื่อหันไปเห็นอาหารบนโต๊ะ ฝีเท้าพลันโซเซ ตนเองปรนนิบัติมังกรหรือว่าหมูอยู่กันแน่
ชั่วขณะนั้นเอง
หลินซื่อถูกหลีซู่แย่งหน้าที่ป้อนอาหาร ก็เดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม ความจริงนางรู้สึกอายที่ลูกสัตว์ตัวน้อยกินเก่งขนาดนี้ทั้งที่มีแขกมาเยือน
หน่วนเป่าชี้อันไหน หลีซู่ก็จะหยิบอันนั้น ทั้งห้องได้ยินเพียงเสียงเจ้าก้อนแป้งเคี้ยวข้าวแจ๊บ ๆ
“อีกไม่กี่วันก็จะมีผู้อพยพมาชิงอาหารแล้ว” หน่วนเป่าพูดแล้วชี้ไปที่ไข่ตุ๋น
หลีซู่มือสั่นขณะตักไข่ตุ๋น “รู้หรือไม่ว่าเป็นผู้อพยพมาจากที่ใด”
เขาเดินทางมาจากเมืองหลวง พบเจอผู้อพยพมามากมาย แต่กลับไม่เคยเห็นพวกที่สร้างกองกำลัง
หน่วนเป่านึกถึงฉากในหัว “หมู่บ้านคูเฟิง ภูเขาสือโต่ว”
หลีซู่บีบชามแน่น ราวกับกลัวว่าจะถือไม่แน่นพอและทำมันร่วง
เขาเพิ่งมาถึงที่นี่และยังไม่คุ้นเคยที่ทางนัก “เรียกคนที่คุ้นเคยกับที่นี่มาสอบถามเถอะ”
“ตั้นปู่หลี่เจิ้ง” หน่วนเป่าตะโกนเรียก หลี่เจิ้งก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก
“หลานข้า เจ้าทำข้าเกือบตกใจแทบแย่ มีอะไรหรือ” หลี่เจิ้งปาดเหงื่อ เขาเหงื่อออกจากชาที่ดื่มเมื่อกี้ ทุกอย่างที่บ้านสกุลเซียวดีมาก แม้กระทั่งชาก็ไม่ธรรมดา
“ตั้นปู่ หมู่บ้านคูเฟิง ภูเขาสือโต่วคือที่ไหนหรือ”
หลี่เจิ้งถูกถามคำถามฉับพลันทันที หลังจากคิดอยู่สักพัก เขาก็พูดอย่างไม่มั่นใจ “หมู่บ้านจูเฟิง ภูเขาสือเหมินใช่หรือไม่”
หน่วนเป่าตกใจ “ไม่ใช่โต่วหรอกหรือ”
หลี่เจิ้งประหลาดใจเช่นกัน เป็นเทพจะต้องรู้หนังสือไม่ใช่หรือ?
พอคิดอีกรอบ นางก็เพิ่งจะหนึ่งขวบ จะไปมีกฎเกณฑ์อะไรเยอะแยะนัก และรีบเปลี่ยนเรื่อง “สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหลังเราไปเพียงภูเขาสองลูก ไม่ได้ไกลมาก ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามก็ไปถึงแล้ว”
หน่วนเป่าปรบมือ “ก็คือที่นั่นแหละ ผู้อพยพมาจากตรงนั้น ฆ่าพวกมันซะ”
ขณะที่พูดก็เอียงหัวน้อย ๆ มองทั้งสองคนอย่างน่ารัก ตากลมโตกะพริบ ๆ เพื่อรอคำชม
หลี่เจิ้งชื่นชมหน่วนเป่า “ยอดเยี่ยมมาก”
รู้เรื่องนี้ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก
หลี่เจิ้งให้คำอธิบายเกี่ยวกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียดแก่หลีซู่
หากผู้อพยพจะบุกเข้ามาจริง ๆ ในอีกหกวันข้างหน้า เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ควรรีรอนั่งกันอยู่ตรงนี้
“หน่วนเป่าพูดถูก รีบจัดการเป็นวิธีการที่ดีที่สุด” หลีซู่น้ำเสียงอ่อนโยนและเป็นกันเองต่อหน้าหน่วนเป่า
ว่าไป ทำไมถึงถูกลดตำแหน่งจากเมืองหลวงกันนะ?
มันคงเกี่ยวข้องกับนิสัยของเขาและความสัมพันธ์อีกมากมาย เขาเป็นคนตรงไปตรงมาเด็ดเดี่ยว ทว่ากลับพูดถึงวิธีการอันน่าพรั่นพรึงออกมาได้อย่างสบาย ๆ
“ใช่แล้ว พวกเรามาสร้างกำแพงก่อนเถอะ เพียงแต่ต้องสร้างกำแพงล้อมพวกเขาเอาไว้ใช่หรือไม่” หน่วนเป่ากัดขนมเค้กแล้วมองทั้งสองคนอย่างสงสัย “แบบนี้ก็เข้าท่า แต่ว่าเราจะจับคนอย่างไร”
นางสามารถพูดโน้มน้าวใจตัวเองได้
หลีซู่อยากจะร้องไห้ เขาควรทำอย่างไรถ้าเทพไม่มีการศึกษา เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างจะเร่งด่วน
“ให้ข้าติดต่อผู้บังคับบัญชาให้ส่งคนไปที่นั่น แล้วท่านค่อยพาชาวบ้านไปกับพวกเรา กำหนดเวลาภายในสามวันเป็นอย่างไร”
คำพูดสุดท้ายของหลีซู่คือถามหน่วนเป่า
หน่วนเป่าเงยหน้าขึ้น “ฤทธิ์มงคล”
มีทั้งความไว้ใจได้และไว้ใจไม่ได้ในตัวหน่วนเป่า พวกเขาจึงสรุปแผนการดำเนินตามนี้
“พี่ใหญ่จะกลับมาวันมะรืนนี้ ให้เขาไปกับเราเถอะ” เซียวหยวนหลางต้องเตรียมตัวสอบ หน่วนเป่าเลยไม่ได้เจอเขามานานมากแล้ว
หลีซู่สงสัยว่า “พี่ชายของท่านอยู่ที่ไหนหรือ”
“สำนักศึกษา เป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ใหญ่เหยียน”
หลีซู่สามารถแปลคำพูดของหน่วนเปาเป็นสิ่งที่เขาเข้าใจได้อัตโนมัติ “พี่ใหญ่ของท่านคือศิษย์… ศิษย์สายตรงของอาจารย์ใหญ่เหยียนหรือ”
“ถูกต้อง” หน่วนเป่าภาคภูมิใจกับสิ่งนี้มาก
พี่ใหญ่ของหน่วนเป่าจะมีโอกาสมากมายในอนาคต พอรู้แบบนี้ หลีซู่ก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้น
แค่ระหว่างหนึ่งมื้ออาหารของหน่วนเป่า เจ้าก้อนแป้งก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ ได้
หลีซู่อุ้มนางออกไปพลางชี้ไปที่ของในบ้าน “นี่คืออาหารและของเล่นที่ข้านำมาให้ท่านและครอบครัว ให้พี่ชายท่านช่วยเก็บแล้วกัน ข้าต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว ข้า...”
เมื่อเห็นว่าเขาเงียบ หน่วนเป่าก็มองตามทิศทางที่อีกฝ่ายมองไป ก็พบว่าเป็นฉีสือเยี่ยนที่กำลังเข้ามา ทำให้ในใจของหลีซู่เกิดคำว่า ‘โอ้ แย่แล้ว’
หลีซู่อุ้มหน่วนเป่าเข้าไปในบ้านอีกครั้งทันที “เด็กคนเมื่อตะกี้นั้นใครกัน”
เขาไม่อยากจะยอมรับ ว่ากันตามตรงไม่ใช่ว่าบุคคลผู้นี้ถูกฝังอยู่ที่เมืองหลวงแล้วหรอกหรือ
“พี่ชายเขาดีกับหน่วนเป่ามาก เขาได้รับการช่วยเหลือจากหน่วนเป่าด้วย เจ้าจะปฏิบัติไม่ดีต่อเขาไม่ได้นะ” หน่วนเป่ามีความกังวลเล็กน้อย ท้ายที่สุดคนเหล่านี้ในนิยายมักจะตายไปก่อนกำหนด ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะมุ่งหน้าไปที่ใคร
หลีซู่ยิ้มอย่างมีความสุขจนหน่วนเป่าขยับตัวไปมาในอ้อมแขนของเขา
“หน่วนเป่า เจ้าโชคดีมาก ท่านได้ช่วยรัฐฉีเอาไว้ รู้หรือไม่?”
เมื่อพูดออกมาเช่นนั้น หลีซู่ก็วางหน่วนเป่าลง และรู้สึกเลื่อมใสนางอีกครั้ง
เจ้าก้อนแป้งถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก และพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ทุกคนสบายดี เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ในเมื่อองค์รัชทายาทรัฐฉีอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย เช่นนั้นเขาควรแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลย ตราบใดที่ปกป้องเขาได้ ทุกอย่างจะเรียบร้อยและดีขึ้น
คราวนี้เขาไม่ได้บอกกล่าวอะไร เพียงรีบนำคนจากไปเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าฉีสือเยี่ยนไม่รู้จักหลีซู่ แต่เหมือนหน่วนเป่าจะเป็นกังวลมาก สรุปแล้วหลีซู่จะยืนอยู่ฝั่งไหน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ได้
หานเหนียงและหลินซื่อเก็บข้าวของในลานเรียบร้อยแล้ว
หน่วนเป่าจึงวิ่งไปหาฉีสือเยี่ยนและกระซิบเสียงเบา “พี่เยี่ยน ไม่ต้องกังวล เขาเป็นคนของข้าเอง”
หมัดที่กำแน่นของฉีสือเยี่ยนพลันคายลง เขาหันไปมองหน่วนเป่าด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณ”
หน่วนเป่าจับมือเขา “พิษของท่าน หมอฟางยังไม่มีวิธีรักษาหรือ”
หน่วนเป่าเห็นว่าหมอฟางกำลังฝังเข็มให้ฉีสือเยี่ยนทุกวัน ดังนั้นหลายวันมานี้จึงไม่ได้ไปล้างพิษให้เขา
คิดไม่ถึงว่าการฝังเข็มจะไม่ช่วยอะไรเลย
ฉีสือเยี่ยนตกใจ เขาได้ยินหมอฟางบอกว่ามีคนถอนพิษให้เขา อ๊ะ หรือว่าจะเป็นเป็นหน่วนเป่าที่รักษาให้เขากันนะ? …แต่ด้วยวิธีใดกัน?!
“ไม่ต้องห่วง มีข้าอยู่” หน่วนเป่าสัญญาพร้อมกับตีอกรับประกัน
“ตกลง” ฉีสือเยี่ยนยิ้ม ในใจรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาตกอยู่ในภวังค์นอนไม่หลับและใบหน้าก็ซีดเซียว นี่คือสาเหตุที่หน่วนเป่าสามารถตรวจจับความผิดปกติได้
ในตอนกลางคืน มังกรทองตัวน้อยบินไปที่ห้องของฉีสือเยี่ยนอีกครั้ง และทำแบบเดิม
ถอนพิษ ปล่อยเลือด
นางยังนำผลไม้ช่วยถอนพิษจากมิติเทพมังกรเอามาป้อนให้ฉีสือเยี่ยน
แต่ไม่ได้คิดว่าพอป้อนไปแล้วจะเกิดปัญหา
เหตุผลที่ฉีสือเยี่ยนตกอยู่ในภวังค์ช่วงนี้ นั่นก็คือเขาจำอดีตชาติของตัวเองได้อย่างคลุมเครือภายใต้อิทธิพลจากแสงของเทพอย่างหน่วนเป่า
แม้ว่าผลไม้ที่หน่วนเป่าป้อนให้มีผลในการถอนพิษด้วย แต่นางไม่รู้ว่ามันมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าผลไม้แห่งความทรงจำหรือผลไม้ฟื้นคืนชีพ
หน่วนเป่ารู้สึกว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วจึงบินกลับไปนอน
แต่ทว่าฉีสือเยี่ยนกับฝันเห็นเรื่องราวในอดีตฉากใหญ่
วันรุ่งขึ้น หานเหนียงพบว่าฉีสือเยี่ยนไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะทำยังไงแล้วก็ตาม นางจึงรีบไปเรียกหมอฟาง
แต่ไม่ว่าเขาจะจับชีพจรฝังเข็ม ฉีสือเยี่ยนก็ยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ
ประเด็นคือเขาร่างกายแข็งแรงและแม้แต่พิษในชีพจรของเขาก็ถอนหมดแล้ว แต่ทำไมเขาถึงยังไม่ตื่นขึ้นมาอีก?
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่” หน่วนเป่าตื่นขึ้นมาและพบว่าทุกคนที่บ้านมารวมตัวกันรอบ ๆ ฉีสือเยี่ยน นางสวมเสื้อผ้าแล้วลากเสี่ยวลิ่วมากับนางด้วย
เมื่อเห็นเข็มเงินบนร่างกายของฉีสือเยี่ยน จึงถามหมอฟางอย่างแปลกใจ “พี่เยี่ยนไม่ใช่ว่าถูกถอนพิษออกหมดแล้วหรือ ทำไมถึงยังฝังเข็มให้กับเขาอีก”
หมอฟางตกใจมาก เรื่องที่ฉีสือเยี่ยนโดนพิษ นอกจากคนของตัวเองแล้ว พวกสกุลเซียวกับคนกลุ่มอื่นไม่น่าที่จะรับรู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ หน่วนเป่ากำลังพูดถึง ‘การถอนพิษ’ แม้ว่าเขาเพิ่งจะได้รับการถอนไป แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาสักคำเดียว และแม้แต่หานเหนียงก็ไม่รู้
แล้วหน่วนเป่าผู้นี้รู้ได้อย่างไร?
“พี่เยี่ยน ทำไมไม่ลุกขึ้นมาล่ะ” หน่วนเป่าเดินเข้าไปแล้วจับมือเพื่อปลุกเขาให้ตื่น แต่ก็ต้องแปลกใจ
“เอ๊ะ คืออะไร” หน่วนเป่าก้มหน้าลงทันที ดูเขินอายมากและพูดเสียงเบา “พี่เยี่ยนอาจจะต้องนอนไปอีกสองสามวัน”
หมอฟางถามอย่างรวดเร็ว “ทำไมกัน”
“กินเยอะเกินไปแล้วล่ะ” หน่วนเป่าก้มหัวลง เป็นเพราะการกินทำให้เกิดปัญหา ทว่าเพราะอะไรในเบื้องลึกเบื้องหลัง นางกลับไม่กล้าพูด