รถอสูรคันนี้มีขนาดใหญ่กว่ารถม้าทั่วไปหลายเท่า ตัวรถทำจากไม้สีดำเนื้อแข็ง ด้านข้างสลักลายเมฆสีเงินเอาไว้สองชั้น สัตว์ที่ลากรถมิใช่ม้าธรรมดา หากเป็อสูรเขาเดียวสองตัวซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าม้าศึกเกือบครึ่งหนึ่ง ทุกครั้งที่กีบเท้ากระทบพื้นดินจะเกิดเสียงหนักแน่นต่อเนื่อง
ฉินเฟิง มู่ชิงหลัน หลี่เทียนิ และรุ่นเยาว์อีกสี่คนนั่งอยู่ภายในรถ
เจียงเหวินไห่นั่งด้านหน้ากับผู้ดูแลอีกสองคน
ั้แ่ออกจากเมือง ไม่มีผู้ใดพูดมากนัก
เส้นทางไปหุบเขาเมฆาอสูรไม่ได้ราบเรียบเหมือนถนนภายในเมือง หลังจากเดินทางได้ประมาณสิบลี้ ถนนหินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ทางดิน ล้อมรอบด้วยป่าทึบและูเาสูง
ฉินเฟิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง
กระบี่สั้นที่บิดามอบให้วางอยู่ข้างกาย
แม้กำลังมองทิวทัศน์ภายนอก แต่ภายในกลับกำลังทบทวนสิ่งที่เจียงเหวินไห่บอกเกี่ยวกับสนามทดสอบ
พื้นที่นี้เพิ่งเปิดขึ้นสามวัน
ผู้มีอายุเกินสิบแปดปีไม่สามารถผ่านประตูชั้นแรก
มีสัตว์อสูรอยู่ภายใน
มีตราเมฆาอสูรเป็เป้าหมายการทดสอบ
และยังไม่ทราบว่าส่วนลึกสุดมีสิ่งใดอยู่
ข้อมูลทั้งหมดมีน้อยเกินไป
แต่สำหรับฉินเฟิง เื่หนึ่งกลับน่าสนใจมาก
สนามทดสอบที่จำกัดอายุผู้เข้า มักมิใช่สถานที่ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ผู้สร้างต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง
อาจเลือกผู้สืบทอด
อาจทดสอบสายเื
หรืออาจใช้เป็สถานที่คัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเพื่อเข้าสู่พื้นที่ลึกกว่า
ฉินเฟิงเคยพบสถานที่เช่นนี้หลายครั้งในแดนเทพ
แต่แดนระดับต่ำย่อมมีมาตรฐานแตกต่างกัน
เขาจึงยังไม่รีบด่วนสรุป
หลี่เทียนิซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามมองกระบี่สั้นข้างกายฉินเฟิง ก่อนเอ่ยขึ้น
“เ้าฝึกกระบี่ด้วยหรือ”
ฉินเฟิงหันกลับมา
“ยังไม่ได้เริ่มฝึกอย่างจริงจัง”
หลี่เทียนิมีสีหน้าประหลาดใจ
“เมื่อวานเ้ามองวิชากระบี่ของข้าออกหลายส่วน ข้ายังคิดว่าเ้าฝึกกระบี่มาหลายปีแล้วเสียอีก”
“การเข้าใจวิชา กับการฝึกจนใช้ได้จริงเป็คนละเื่”
ฉินเฟิงตอบ
“ร่างกายของข้ายังตามความเข้าใจไม่ทัน”
หลี่เทียนิหัวเราะเบา ๆ
“คำพูดเช่นนี้ หากออกจากปากคนอื่นข้าคงคิดว่าโอ้อวด แต่หลังจากเมื่อวาน ข้ากลับไม่กล้าหัวเราะเ้าแล้ว”
ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งไม่ไกลส่งเสียงเบาอย่างไม่เห็นด้วย
เขาคือ กู่เฉิง อัจฉริยะจากเมืองหินวารี อายุสิบเจ็ดปี ขั้นรับปราณขั้นเก้า และเป็คนที่มีระดับสูงที่สุดในกลุ่มรองจากมู่ชิงหลัน
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เข้าร่วมการคัดเลือกเมืองชิงหลาน แต่เดินทางมากับผู้ดูแลสำนักเมฆาฟ้าเพื่อเข้าสนามทดสอบโดยตรง
กู่เฉิงปรายตามองฉินเฟิง
“การต่อสู้บนสนามกับการเอาชีวิตรอดในหุบเขาต่างกันมาก ในสนามยังมีผู้ดูแลช่วยหยุด แต่ด้านในหุบเขา หากเจอสัตว์อสูรระดับสูง ไม่มีผู้ใดยื่นมือช่วยได้ทัน”
น้ำเสียงมิได้ถึงกับดูิ่ แต่เห็นชัดว่าไม่คิดว่าฉินเฟิงควรได้รับความสนใจมากเท่าคนอื่น
หลี่เทียนิกำลังจะตอบ ฉินเฟิงกลับกล่าวขึ้นก่อน
“เ้าพูดถูก”
กู่เฉิงชะงักเล็กน้อย
เขาคงไม่คิดว่าฉินเฟิงจะยอมรับง่ายเช่นนี้
ฉินเฟิงกล่าวต่ออย่างสงบ
“เพราะเหตุนั้น เมื่อเข้าไปแล้วทุกคนจึงควรดูแลชีวิตตนเองให้ดี หากใครคิดว่าระดับพลังสูงกว่าคนอื่นแล้วปลอดภัยกว่าผู้ใด อาจเป็คนแรกที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ข้างใน”
บรรยากาศในรถเงียบลงทันที
กู่เฉิงหรี่ตา
“เ้ากำลังเตือนข้า?”
“ข้าพูดกับทุกคน”
ฉินเฟิงหันกลับไปมองด้านนอก
ไม่มีท่าที้าต่อปากต่อคำอีก
กู่เฉิงมองแผ่นหลังนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“หวังว่าเมื่อเข้าไป เ้าจะยังสงบเช่นนี้ได้”
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบ
มู่ชิงหลันซึ่งนั่งฝั่งเดียวกันมองคนทั้งสองเพียงครู่ ก่อนหันมาถามฉินเฟิงด้วยเสียงที่มีเพียงคนใกล้ ๆ ได้ยิน
“แขนของท่านเป็อย่างไรบ้าง”
ฉินเฟิงมองาแที่หลงเหลือจากการประลองเมื่อวาน
“สมานเกือบหมดแล้ว”
“เร็วเช่นนั้น?”
“ข้าใช้ผงรักษาาแที่ปรุงเอง”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
หลังจากได้เห็นความสามารถด้านโอสถของเขาหลายครั้ง นางไม่รู้สึกแปลกใจเท่าเดิม
ทว่าฉินเฟิงกลับมองนางครู่หนึ่ง
“เมื่อคืนอาการที่แขนขวาเป็อย่างไร”
“ดีขึ้นมาก”
“ระหว่างหมุนพลังมีอาการเย็นแล่นขึ้นไหล่หรือไม่”
“ไม่มี”
ฉินเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อย
“เช่นนั้นเส้นทางพลังที่ปรับให้ใช้ได้ ขากลับจากสนามทดสอบข้าจะช่วยเ้าชำระพลังเย็นส่วนที่เหลือ”
มู่ชิงหลันมองเขา
“เหตุใดต้องรอขากลับ”
“สมุนไพรที่ต้องใช้มีครบแล้ว แต่พวกเรากำลังจะเข้าสถานที่ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใด หากชำระเส้นชีพจรวันนี้ ร่างของเ้าจะต้องใช้เวลาปรับตัวหลายชั่วยาม ไม่เหมาะกับการต่อสู้”
มู่ชิงหลันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
นางไม่ได้คิดถึงเื่นี้มาก่อน
“ข้าเข้าใจแล้ว”
หลี่เทียนิซึ่งนั่งตรงข้ามได้ยินบทสนทนาบางส่วน จึงอดถามไม่ได้
“ฉินเฟิง เ้ารักษาอาการของคุณหนูมู่ด้วยหรือ”
มู่ชิงหลันตอบแทน
“เขาช่วยแนะนำเื่เส้นทางการหมุนพลังให้ข้า”
คำตอบนั้นทำให้คนอื่นในรถหันมามองอีกครั้ง
กู่เฉิงเลิกคิ้ว
“ขั้นรับปราณขั้นสี่ ชี้แนะผู้ฝึกขั้นเปิดชีพจร?”
น้ำเสียงของเขามีความไม่เชื่ออย่างชัดเจน
มู่ชิงหลันไม่ได้สนใจ
“ระดับพลังกับความรู้ด้านโอสถไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”
เพียงประโยคเดียว กู่เฉิงก็ไม่กล่าวต่อ
ฉินเฟิงเองกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
หญิงสาวคนนี้กำลังช่วยอธิบายแทนเขาอีกครั้ง
เมื่อก่อนตามความทรงจำของร่างเดิม มู่ชิงหลันแทบไม่เคยร่วมวงสนทนาเกี่ยวกับเขา หากมีคนกล่าวดูิ่ นางมักเลือกไม่สนใจมากกว่าจะออกหน้าปกป้อง
การเปลี่ยนแปลงยังเล็กน้อย
แต่เห็นได้ชัด
รถอสูรเดินทางต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วยาม
ภูมิประเทศรอบด้านเริ่มเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้น
หมอกสีเทาขาวเริ่มลอยอยู่ตามพื้น
อากาศเย็นลงหลายส่วน
เสียงสัตว์ป่าที่เคยดังเป็ระยะค่อย ๆ หายไป
เหลือเพียงเสียงกีบอสูรเขาเดียวกระทบพื้น
ทันใดนั้น เจียงเหวินไห่จากด้านหน้ากล่าว
“เตรียมตัว อีกหนึ่งลี้จะถึงปากหุบเขา”
ทุกคนภายในรถลุกขึ้นจัดอาวุธ
ฉินเฟิงคาดกระบี่สั้นไว้ด้านหลังเอว
เมื่อรถผ่านแนวต้นไม้สุดท้าย ภาพด้านหน้าก็เปิดกว้างขึ้นทันที
หุบเขาขนาดมหึมาตั้งอยู่ระหว่างูเาสองลูก
หมอกสีเทาหนาแน่นปกคลุมั้แ่ปากทางไปจนมองไม่เห็นปลาย
เหนือหมอกมีแสงสีทองจาง ๆ ลอยเป็สาย
บางครั้งจะเกิดเสียงคำรามต่ำดังมาจากส่วนลึก
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ูเารอบด้านเหมือนสั่นเบา ๆ ตามไปด้วย
อสูรเขาเดียวทั้งสองตัวที่ลากรถหยุดฝีเท้าพร้อมกัน
ขาทั้งสี่เริ่มสั่น
ผู้ควบคุมรถรีบใช้พลังปราณปลอบสัตว์
“เสียงอะไร?”
หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มถามด้วยสีหน้าซีด
เจียงเหวินไห่หันมามองหุบเขา
“ยังไม่ทราบ”
น้ำเสียงของเขาจริงจังกว่าเดิม
“เมื่อสามวันก่อนยังไม่มีเสียงเช่นนี้”
ฉินเฟิงลงจากรถพร้อมคนอื่น
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาก็ััได้ถึงสิ่งผิดปกติ
มิใช่พลังปราณทั่วไป
หากเป็แรงสั่นบางอย่างที่แทรกอยู่ในอากาศ
เบามาก
แต่กลับทำให้โลหิตในร่างเขารู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อย
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แต่สิ่งนี้ไม่เหมือนมรดกของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจริง ๆ
บริเวณปากหุบเขามีคนมาถึงก่อนแล้วจำนวนมาก
เห็นธงของอีกสามเมืองปักอยู่คนละฝั่ง
รุ่นเยาว์เกือบห้าสิบคนรวมตัวกัน
ผู้ใหญ่จากแต่ละสำนักและตระกูลยืนอยู่ด้านนอกเขตหมอก
ตรงกลางมีซุ้มหินโบราณขนาดใหญ่สูงเกือบห้าจั้ง
เสาหินทั้งสองข้างแตกร้าวตามกาลเวลา แต่ตรงกลางกลับมีม่านแสงสีทองปิดอยู่
เหนือซุ้มหินมีภาพสัตว์ขนาดใหญ่สี่ชนิดสลักไว้
ัมีเขา
วิหคเพลิง
พยัคฆ์ขาว
และสัตว์คล้ายเต่าที่มีงูพันรอบกระดอง
เมื่อฉินเฟิงเห็นภาพเ่าั้ ดวงตาก็เปลี่ยนไปทันที
สี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์?
แต่ลวดลายไม่เหมือนรูปแบบที่เขาคุ้นเคยในแดนเทพ
โดยเฉพาะั
เขาทั้งสองของมันยาวกว่า ลำตัวมีลายสายฟ้า และด้านหลังมีปีกคู่หนึ่ง
คล้ายเงาที่หญิงชุดขาวเห็นเหนือหุบเขาก่อนหน้านี้อย่างยิ่ง
เจียงเหวินไห่เดินไปพบผู้ดูแลจากอีกเมือง
ฉินเฟิงจึงมีเวลาพิจารณาประตูหินมากขึ้น
บนเสาด้านซ้ายมีอักษรโบราณชุดหนึ่ง
คนรอบข้างดูเหมือนไม่มีผู้ใดอ่านออก
แต่ฉินเฟิงกลับรู้จักอักษรนี้
เป็รูปแบบโบราณยิ่งกว่าภาษาที่ใช้ในแดนเทพยุคปัจจุบัน
ชาติก่อนเขาเคยศึกษาอักษรประเภทนี้จากตำราที่พบในสุสานเทพโบราณแห่งหนึ่ง
ข้อความเขียนว่า
ผู้มีวัยไม่เกินสิบแปดปี ผู้มีโลหิตยังมิแห้งเหือด จงผ่านประตูแห่งการเลือกสรร
บรรทัดล่างมีอักษรเสียหายเกือบครึ่ง
ฉินเฟิงอ่านได้เพียงบางส่วน
ผู้ได้ยินเสียงเรียก จงตามเสียงนั้นไป
เขามองอักษรอยู่นาน
ผู้ได้ยินเสียงเรียก?
หมายถึงเสียงคำรามเมื่อครู่หรือไม่
หลี่เทียนิเดินเข้ามาข้าง ๆ
“เ้ามองอะไร”
ฉินเฟิงไม่คิดเปิดเผยทั้งหมด
“อักษรบนประตู”
“เ้าอ่านออกหรือ”
“ได้เพียงบางคำ อาจารย์เคยสอนอักษรโบราณให้บ้าง”
หลี่เทียนิหัวเราะอย่างจนใจ
“อาจารย์ของเ้าสอนทุกอย่างจริง ๆ”
ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย
“ข้าก็ยังเรียนได้ไม่ถึงส่วนหนึ่งของท่าน”
คำตอบนั้นฟังดูถ่อมตัว
แต่หากคนรู้ความจริงว่าตัวตนของอาจารย์ไม่มีอยู่ ย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่าควรพูดเช่นไร
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกด้าน
“มู่ชิงหลัน?”
ชายหนุ่มอายุราวสิบแปดปีในชุดสีม่วงเดินเข้ามา
ระดับพลังของเขาอยู่ขั้นเปิดชีพจรขั้นหนึ่งเช่นเดียวกับมู่ชิงหลัน
ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทีเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ด้านหลังมีรุ่นเยาว์จากเมืองธารม่วงติดตามหลายคน
เขามองมู่ชิงหลันด้วยความสนใจอย่างไม่ปิดบัง
“ไม่คิดว่าจะพบนางที่นี่”
มู่ชิงหลันพยักหน้าเล็กน้อย
“คุณชายจื่อหยาง”
ฉินเฟิงรับรู้จากความทรงจำของร่างเดิมทันที
จื่อหยางเฉิน
บุตรชายเ้าเมืองธารม่วง
หนึ่งในอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงในเขตตะวันออก
เคยมาที่เมืองชิงหลานครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน และแสดงความสนใจมู่ชิงหลันต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
จื่อหยางเฉินกำลังจะกล่าวต่อ แต่สายตากลับเห็นฉินเฟิงยืนอยู่ไม่ไกล
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง
“คนผู้นี้คือ?”
รุ่นเยาว์ข้างหลังเขากระซิบบางอย่าง
สีหน้าจื่อหยางเฉินเปลี่ยนไปทันที
“ที่แท้คือคุณชายฉิน”
น้ำเสียงฟังดูสุภาพ แต่มีความหมายอื่นแฝงอยู่
“ข้าเคยได้ยินชื่อมานานแล้ว”
ฉินเฟิงตอบ
“ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อคุณชายจื่อเช่นกัน”
จื่อหยางเฉินยิ้ม
“ข่าวที่ข้าได้ยินเกี่ยวกับคุณชายฉิน ดูเหมือนต่างจากสิ่งที่เห็นวันนี้ไม่น้อย”
สายตาเขาเลื่อนลงมาที่ระดับพลังของฉินเฟิง
ขั้นรับปราณขั้นสี่
“ได้ยินว่าเมื่อก่อนท่านไม่สามารถฝึกปราณได้”
“ข่าวนั้นเคยเป็จริง”
“แล้วตอนนี้?”
“อย่างที่ท่านเห็น”
จื่อหยางเฉินหัวเราะเบา ๆ
“น่าสนใจ”
จากนั้นหันไปหามู่ชิงหลัน
“คุณหนูมู่ ภายในสนามทดสอบอันตรายไม่น้อย กลุ่มของข้ามีผู้ฝึกขั้นเปิดชีพจรสองคน หากเข้าไปแล้วเ้า้าร่วมเดินทาง ข้ายินดีต้อนรับ”
มู่ชิงหลันตอบโดยไม่ลังเล
“ขอบคุณคุณชายจื่อ แต่ข้ามากับคนของสำนักเมฆาฟ้า ย่อมร่วมทางกับกลุ่มเดิมก่อน”
จื่อหยางเฉินเหลือบมองฉินเฟิงอีกครั้ง
“บางครั้งเลือกสหายร่วมทางควรดูว่าผู้ใดช่วยได้จริง หากพบสัตว์อสูรระดับสอง คนขั้นรับปราณขั้นสี่อาจช่วยอะไรไม่ได้”
คำพูดนี้ชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายว่าเจาะจงผู้ใด
หลี่เทียนิขมวดคิ้ว
กำลังจะกล่าว ฉินเฟิงกลับยิ้มบาง ๆ
“คุณชายจื่อพูดถูก”
จื่อหยางเฉินเหมือนคาดว่าจะมีการโต้เถียง จึงชะงักเล็กน้อย
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“เมื่อพบอันตราย คนเราควรรู้ก่อนว่าตนช่วยผู้อื่นได้จริงหรือไม่ อย่าเพิ่งเอ่ยรับรองชีวิตของคนอื่น ทั้งที่ยังไม่แน่ว่าจะรักษาชีวิตตนเองได้หรือเปล่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าจื่อหยางเฉินหายไปบางส่วน
“เ้าคิดว่าข้ารักษาตัวเองไม่ได้?”
“ข้าไม่ได้กล่าวชื่อผู้ใด”
ฉินเฟิงตอบอย่างสงบ
“หากคุณชายจื่อคิดว่าข้าหมายถึงท่าน ย่อมเป็ความคิดของท่านเอง”
หลี่เทียนิเกือบหัวเราะออกมา
มู่ชิงหลันเองมีประกายบางอย่างผ่านดวงตา
จื่อหยางเฉินมองฉินเฟิงอยู่นาน ก่อนหัวเราะขึ้นอีกครั้ง
“ดี”
“หวังว่าเราจะพบกันด้านใน”
“หากมีวาสนาก็คงได้พบ”
ฉินเฟิงตอบ
จื่อหยางเฉินหันหลังกลับไปยังกลุ่มของตน
แต่ก่อนเดินพ้น เขากล่าวโดยไม่หันกลับ
“ถ้าเ้าเข้าไปได้ลึกพอ”
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบ
คนประเภทนี้ยังไม่ได้ลงมือทำร้ายเขา
เพียงมีความไม่พอใจและดูิ่อยู่บ้าง
ยังไม่ถึงขั้นต้องเสียเวลาใส่ใจ
เจียงเหวินไห่กลับมาในเวลาไม่นาน
เขาเรียกคนทั้งเจ็ดรวมตัว
“ข้างในมีสามเขตตามข้อมูลที่พบเมื่อวาน”
“เขตแรกคือป่าหมอก มีสัตว์อสูรระดับหนึ่งเป็หลัก”
“เขตสองเป็หุบผาศิลา สัตว์อสูรระดับสองเริ่มปรากฏ”
“ส่วนเขตสามยังไม่มีข้อมูล เพราะคนที่เข้าไปสำรวจก่อนหน้าถูกบังคับให้ออกจากสนามก่อนถึงพื้นที่นั้น”
หญิงสาวคนหนึ่งถาม
“เหตุใดจึงถูกบังคับออกเ้าคะ”
“าเ็หนัก”
เจียงเหวินไห่ตอบ
“สนามจะส่งคนที่ได้รับาเ็ใกล้ถึงชีวิตออกมานอกประตูโดยอัตโนมัติ แต่ข้าไม่รับรองว่าจะช่วยทุกคนทัน”
สีหน้าคนหลายคนจริงจังขึ้นทันที
“ตราเมฆาอสูรพบได้จากแท่นศิลาในเขตสอง ผู้ใดได้ตราแล้วไม่ต้องเข้าเขตสามก็ถือว่าผ่านภารกิจ”
เจียงเหวินไห่มองทุกคน
“ข้าย้ำอีกครั้ง เป้าหมายของพวกเ้าคือเก็บประสบการณ์และกลับออกมา ไม่ใช่เอาชีวิตไปแลกกับสิ่งที่ไม่รู้จัก”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กู่เฉิงเป็พิเศษ
“อย่าโลภเกินกำลัง”
กู่เฉิงประสานมือ
“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ”
หลังจากนั้นเจียงเหวินไห่แจกถุงผ้าใบเล็กให้คนละใบ
ด้านในมีผงห้ามเื น้ำยาฟื้นปราณธรรมดาหนึ่งขวด และป้ายหยกฉุกเฉิน
ฉินเฟิงเปิดขวดดมเล็กน้อย
น้ำยาฟื้นปราณคุณภาพต่ำกว่าที่เขาปรุงเองหลายเท่า
แต่ก็เก็บไว้
ในสถานการณ์อันตราย ต่อให้มีประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ผู้ดูแลจากทุกเมืองเริ่มจัดกลุ่มรุ่นเยาว์เข้าแถว
ม่านแสงสีทองตรงซุ้มหินสว่างขึ้นเรื่อย ๆ
คนกลุ่มแรกจากเมืองธารม่วงเดินเข้าไป
เมื่อร่างััม่านแสงก็หายไปทันที
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป กลุ่มของสำนักเมฆาฟ้าก็ถึงคิว
เจียงเหวินไห่กล่าวคำสุดท้าย
“พวกเ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ในเขตแรก แต่เมื่อผ่านเขตสอง เส้นทางอาจแยกออกเอง”
“สองวันหลังจากนี้ ประตูจะปิด”
“ผู้ใดยังไม่ออกมา สนามจะส่งออกเองหากยังมีชีวิต”
ทุกคนประสานมือ
มู่ชิงหลันเป็คนแรกที่เดินผ่านม่าน
ตามด้วยกู่เฉิง
หลี่เทียนิ
คนอื่น ๆ
ฉินเฟิงอยู่ท้ายสุด
ก่อนก้าวผ่าน เขาเงยหน้ามองอักษรบนประตูอีกครั้ง
ผู้ได้ยินเสียงเรียก จงตามเสียงนั้นไป
เขาไม่รู้เหตุใด เมื่ออ่านประโยคนี้เป็ครั้งที่สอง โลหิตในร่างกลับอุ่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
ฉินเฟิงก้าวเข้าไป
ภาพตรงหน้าพลันเปลี่ยน
ความรู้สึกเหมือนร่างถูกดึงผ่านม่านน้ำเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
จากนั้นเท้าก็แตะพื้นอีกครั้ง
กลิ่นดินชื้นพุ่งเข้าสู่จมูก
เบื้องหน้าเป็ป่าขนาดใหญ่
ต้นไม้สูงหลายสิบจั้ง
หมอกสีขาวลอยต่ำใกล้พื้น
แสงจากท้องฟ้าส่องลงมาได้น้อยกว่าด้านนอก
คนทั้งเจ็ดยืนอยู่ไม่ห่างกัน
หลี่เทียนิสูดลมหายใจ
“พลังฟ้าดินข้างในหนาแน่นกว่าด้านนอกมาก”
ฉินเฟิงเองััได้เช่นกัน
อย่างน้อยมากกว่าเมืองชิงหลานเกือบหนึ่งเท่า
หากฝึกอยู่ที่นี่ ความเร็วจะเพิ่มขึ้นชัดเจน
กู่เฉิงชักกระบี่ยาวออกมา
“เราเดินทางรวมกันก่อน”
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ในป่าที่ไม่รู้จัก การกระจายตัวั้แ่แรกเป็เื่ไม่ฉลาด
ฉินเฟิงเดินอยู่กลางกลุ่ม
มู่ชิงหลันอยู่ไม่ไกล
พวกเขาเดินไปประมาณร้อยก้าว ก็เริ่มพบร่องรอยสัตว์อสูร
ต้นไม้หลายต้นมีรอยข่วน
พื้นมีรอยเท้าขนาดใหญ่
ฉินเฟิงย่อตัวตรวจ
“หมาป่า”
กู่เฉิงมอง
“เ้ารู้จากอะไร”
“รอยเท้ามีสี่นิ้ว ระยะก้าวประมาณสามฉื่อ รอยเล็บลึกกว่าปกติเล็กน้อย น่าจะเป็หมาป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าสัตว์ธรรมดา”
กู่เฉิงกำลังจะพูด
ทันใดนั้นเสียงคำรามต่ำดังจากพุ่มไม้ด้านซ้าย
กรรร!
ทุกคนหยุดทันที
ดวงตาสีเขียวสองคู่ปรากฏในหมอก
จากนั้นหมาป่าขนาดใหญ่สองตัวเดินออกมา
ขนสีเทาดำ
สูงเกือบถึงเอวคน
เขี้ยวยาว
พลังอสูรแผ่ออกมาอย่างชัดเจน
หลี่เทียนิกล่าว
“หมาป่าเขี้ยวเหล็ก ระดับหนึ่งขั้นสูง”
สำหรับผู้ฝึกขั้นรับปราณขั้นเจ็ดถึงเก้า ไม่ถือว่าอันตรายมากนัก
กู่เฉิงก้าวออกมา
“ข้าจัดการเอง”
เขาชักกระบี่
แต่ยังไม่ทันออกท่า หมาป่าตัวที่สาม ตัวที่สี่ และตัวที่ห้าก็เดินออกจากหมอก
จากนั้นอีกสามตัวปรากฏทางด้านหลัง
ทั้งหมดแปดตัว
กู่เฉิงหยุดฝีเท้า
“ดูเหมือนจะเป็ฝูง”
หลี่เทียนิหัวเราะ
“เช่นนั้นแบ่งกัน”
ฉินเฟิงกลับขมวดคิ้ว
เขามองหมาป่าทั้งแปด
พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีทันที
กลับค่อย ๆ ล้อมวง
พฤติกรรมมีระเบียบเกินสัตว์อสูรระดับหนึ่งทั่วไป
ที่สำคัญ พวกมันมองไปยังด้านหลังของคนกลุ่มนี้เป็ระยะ
เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
ฉินเฟิงกล่าวทันที
“อย่าเพิ่งแยกออกจากกัน”
กู่เฉิงถาม
“เพราะอะไร”
“พวกมันกำลังล่อให้เราแบ่งกลุ่ม”
กู่เฉิงยังไม่ทันตอบ เสียงคำรามที่หนักกว่าก็ดังขึ้นจากหมอก
กรรรรร!
ต้นไม้ด้านข้างสั่น
หมาป่าขนาดเกือบเท่าม้าศึกเดินออกมา
กลางหน้าผากมีเขาสั้นสีดำหนึ่งอัน
ขนบริเวณคอเป็สีเงิน
มู่ชิงหลันมีสีหน้าเปลี่ยน
“าาหมาป่าเขี้ยวเงิน”
หลี่เทียนิกำกระบี่แน่น
“ระดับสองขั้นต้น”
สัตว์อสูรระดับสองเทียบได้กับผู้ฝึกขั้นเปิดชีพจร
คนในกลุ่มมีเพียงมู่ชิงหลันที่อยู่ระดับเดียวกัน
กู่เฉิงขั้นรับปราณขั้นเก้ายังห่างอยู่หนึ่งขอบเขต
าาหมาป่าแยกเขี้ยว
ทันใดนั้นหมาป่าทั้งแปดตัวก็พุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน
“ระวัง!”
กู่เฉิงตวาด
การต่อสู้เริ่มขึ้นทันที
หลี่เทียนิฟันกระบี่ใส่ตัวที่พุ่งมาจากด้านขวา
เืกระเด็น
หมาป่าตัวนั้นถูกฟันเป็แผลยาว แต่ยังไม่ล้ม
อีกตัวพุ่งเข้าจากด้านหลัง
ชายหนุ่มอีกคนรีบรับไว้
มู่ชิงหลันกลับเผชิญาาหมาป่าโดยตรง
พลังเหมันต์สีฟ้าอ่อนแผ่ออกจากฝ่ามือ
“ฝ่ามือเหมันต์สะท้อนจันทร์!”
ฝ่ามือปะทะกับกรงเล็บ
ตูม!
มู่ชิงหลันถอยหนึ่งก้าว
าาหมาป่าถอยไปสองก้าว
เห็นชัดว่าพลังของนางเหนือกว่าสัตว์อสูรเล็กน้อย
ฉินเฟิงเผชิญหมาป่าเขี้ยวเหล็กหนึ่งตัว
ระดับหนึ่งขั้นสูง
พลังจริงเทียบได้กับผู้ฝึกขั้นรับปราณขั้นหกหรือเจ็ด
สูงกว่าเขาหลายขั้น
แต่สัตว์อสูรต่างจากมนุษย์
พลังมากกว่า
ร่างกายแข็งแรงกว่า
แต่รูปแบบการโจมตีตรงกว่า
หมาป่าพุ่งเข้ามา
กรงเล็บขวาฟาดหาศีรษะ
ฉินเฟิงไม่ได้ชักกระบี่ทันที
เขาถอยเฉียงหนึ่งก้าว
กรงเล็บผ่านข้างหน้า
หมาป่าหมุนตัวกัด
ฉินเฟิงรอจนปากอ้าเต็มที่จึงชักกระบี่
ฉึก!
ปลายกระบี่แทงเข้าบริเวณใต้คางซึ่งไม่มีขนแข็งป้องกัน
เืพุ่งออกมา
แต่าแยังไม่ถึงสมอง
หมาป่าร้องคำรามแล้วสะบัดศีรษะอย่างรุนแรง
ฉินเฟิงถอนกระบี่ทันที
ไม่พยายามฝืน
หมาป่าพุ่งอีกครั้ง
คราวนี้เขาหลบไปด้านเดียวกับาแเดิม
ทำให้สัตว์ต้องหันคอ
ทันทีที่แผลเปิดกว้าง ฉินเฟิงแทงซ้ำตำแหน่งเดิม
ฉึก!
กระบี่เข้าไปลึกกว่าเดิม
ปลายแทงถึงส่วนสำคัญตรงฐานศีรษะ
ร่างหมาป่ากระตุก
จากนั้นล้มลง
ฉินเฟิงถอนกระบี่
เือุ่นไหลตามใบกระบี่ลงพื้น
นี่เป็สัตว์อสูรตัวแรกที่เขาสังหารหลังกลับชาติมาเกิด..