ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_64_ไม่เห็นด้วย

    หลังจากที่ปาร์คเจซอง พูดจบทั้งห้องประชุมก็เงียบลง ทุกคนต่างครุ่นคิดและวิเคราะห์ตาม


    ไม่มีใครคิดว่าปาร์คเจซองจะเอ่ยออกมาจริงๆ เพราะปกติเงื่อนไขการเจรจาลงทุนในภูเขาชุ่ยผิงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายไม่ค่อยเป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาก่อน ยิ่งเห็นสถานการณ์ของจิงหลินและกวนซานพวกเขามักจะถอนตัวอย่างไม่ลังเล แต่ปาร์คเจซองบอกว่าเขาอยากลงทุนจริงๆ มันทำให้เสวี่ยเหวินหลงกับซือเจิ้นเฉียงตื่นเต้นอย่างมาก เพราะเขารู้ดีว่าโครงการนี้คือผลงานชิ้นใหญ่ ต้องรู้ว่าเทศมณฑลต่างๆ มีการประเมินผลงานจากการดึงดูดนักลงทุนในทุกๆ ปี โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้ หากโครงการนี้สำเร็จเส้นทางของเสวี่ยเหวินหลงก็จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ


    อย่างไรก็ตามเขาสังเกตว่า นี่คือเงื่อนไขข้อแรกที่ปาร์คเจซองเรียกร้อง คือสิทธิ์ผูกขาดการพัฒนาภูเขาชุ่ยผิง เป็นเวลา 100 ปี และห้ามผู้ใดเข้ามายุ่งกับโครงการพัฒนา นี่เท่ากับว่าเขาคิดจะครอบครองที่นี่แต่เพียงผู้เดียว แล้วจุดประสงค์เบื้องหลังคืออะไร ถึงกระนั้นสำหรับเสวี่ยเหวินหลงมันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับเขาคือผลงานความสำเร็จทางการเมือง ส่วนการพัฒนาหรือครอบครองเอกสิทธิ์ร้อยปีเขาไม่สนใจว่าใครจะดำเนินการ ตราบใดที่โครงการพัฒนาผลักดันเศรษฐกิจได้ แม้จะเพียงเล็กน้อยมันก็ช่วยเพิ่มผลงานให้เขา แน่นอนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้


    อย่างไรก็ตามหลิวชิงหยู่กับเซี่ยเจิ้งเต๋อไม่ได้คิดเหมือนกับเสวี่ยเหวินหลง เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนหน้าในขณะที่ปาร์คเจซองพูด ดวงตาเขาก็แฝงไปด้วยความเยาะเย้ย แต่เขาก็ไม่ได้เปิดเผยความคิดของตัวเองออกมา เพียงพูดอย่างเฉยเมยว่า “เอาล่ะ นอกจากเงื่อนไขแรก ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกหรือไม่”


    ความจริงแล้วปฏิกิริยาของเสวี่ยเหวินหลง กับซือเฉินเฉียง เป็นสิ่งที่ปาร์คเจซองคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เขารู้ความคิดของทั้งสอง เพราะเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนและมีความเชี่ยวชาญในวัฒนธรรมจีน จึงคุ้นเคยกับวิถีแนวคิดของคนจีน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังท่องกระทู้มากมายของประเทศจีน และได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่หลากหลายหน่วยงาน มันทำให้เขาได้รับรู้ข้อมูลและแนวโน้มทางสังคม หนำซ้ำการท่องไปตามกระทู้เขายังสามารถหาโอกาสในการลงทุนผ่านกระทู้และยังพบปะแลกเปลี่ยนความคิดมากมายจากหลายๆ คน มันทำให้เขาเชื่อว่านักการเมืองส่วนใหญ่ต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และเมื่อเห็นว่าหลิวชิงหยู่ถามเงื่อนไขต่อไปโดยไม่คัดค้านเงื่อนไขข้อแรก มันก็ทำให้เขาดีใจอย่างมาก เงื่อนไขข้อแรกที่เสนอไปจริงๆ แล้วมันคือการโยนหินถามทาง ดังนั้นการที่หลิวชิงหยู่รอให้เขาบอกเงื่อนไขข้อต่อไป มันชี้ให้เห็นว่าหลิวชิงหยู่เป็นคนประเภทกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว ดังนั้นเขาจึงเปิดปากพูดอย่างไม่ลังเล “นายกเทศมนตรีหลิวเงื่อนไขประการที่สองของเราคือ คุณต้องยกเว้นภาษีให้หยู่เทียนกรุ๊ปของเราเป็นเวลา 20 ปี เพราะเมื่อโครงการของเราสำเร็จมันจะกระตุ้นเศรษฐกิจของจิงหลินได้อย่างมาก ผมเชื่อว่าแม้จะไม่มีรายได้จากภาษี แต่จิงหลิงก็จะพัฒนาขึ้นไป มิหนำซ้ำเส้นทางจากจิงหลินมากวนซานก็ยังจะได้รับการขยายและซ่อมแซมโดยเร็วที่สุด เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังกวนซานได้อย่างราบรื่น”


    ใบหน้าของหลิวชิงหยู่ยังคงสงบนิ่งเขาพูดออกไปว่า “อ่อ แล้วยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกไหม”


    ปาร์คเจซองตกตะลึงมากจริงๆ เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะเปิดโอกาสให้เขาตั้งเงื่อนไขโดยที่ไม่ต่อรองใดๆ มันทำให้เขาเกิดความโลภมากยิ่งขึ้น จึงพูดออกไปว่า “เงื่อนไขอีกประการหนึ่งก็คือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในรัศมีสองกิโลเมตรนับจากจุดชมวิวต้องย้ายออกไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพ ทิวทัศน์อันงดงาม ส่วนข้อกำหนดอื่นๆ ตัวแทนเจรจาของเราจะเป็นผู้ดำเนินการ”


    “โอ้ ผู้จัดการปาร์ค ผมเข้าใจแล้ว นี่คือข้อกำเนิดเบื้องต้นในการจะร่วมมือกับเราใช่หรือไม่ ถ้าเราปฏิเสธไม่ยอมรับ คุณก็จะไม่ลงทุนกับเราใช่หรือเปล่า” หลิวชิงหยู่ ถามกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    ปาร์คเจซองพยักหน้า แล้วพูดว่า “ถูกต้อง นี่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของเรา แน่นอนว่าบางเงื่อนไขเราสามารถเจรจาต่อรองกันได้” ปาร์คเจซองไม่พูดอะไรมาก เพราะเขามองเห็นทิศทางอันสดใสของโครงการนี้แล้ว เขาจึงไม่พูดเงื่อนไขทั้งหมดออกไปในคราวเดียว


    อย่างไรก็ตามหลิวชิงหยู่ในเวลานั้นก็ได้แสดงสีหน้าจริงจังออกมา แล้วพูดว่า “เอาล่ะ การเจรจาครั้งนี้ ผมคิดว่าผมคงไม่สามารถยอมรับได้ เพราะผมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขทั้งหมดของคุณแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราควรยุติการเจรจาในครั้งนี้” หลิวชิงหยู่ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือออกมาพร้อมพูดว่า “ผู้จัดการปาร์ค ขอบคุณที่สละเวลามากวนซานของเรา เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ ผมรู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆ หากมีโอกาสหวังว่าเราคงได้ร่วมงานกันในครั้งต่อไป”


    ปาร์คเจซองตกตะลึง เซี่ยเจิ้งเต๋อตกตะลึง เสวี่ยเหวินหลงกับซือเจิ้นเฉียงก็เช่นกัน


    ไม่มีใครคิดว่าหลิวชิงหยู่ จะปฏิเสธการเจรจาโดยไม่คิดจะต่อรองเงื่อนไขของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังผลักไสไล่ส่งโดยปราศจากการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น


    ใบหน้าของปาร์คเจซองพลันบิดเบี้ยว เขาไม่คิดเลยว่าหลิวชิงหยู่จะไม่ไว้หน้าเขาในฐานะนักลงทุน เขาที่เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติเวลาเขาไปที่ไหน เจ้าหน้าที่ที่นั่นมักจะไม่กล้าวางตัวสูงหยิ่งยโสเพราะกลัวเขาจะไม่พอใจ ถึงแม้เงื่อนไขที่เขาหยิบยื่นเสนอออกมาจะเป็นการเอาเปรียบกดขี่ แต่อีกฝ่ายก็จะใช้คำพูดประนีประนอมพยายามเจรจาต่อรองด้วยความพินอบพิเทา แต่หลิวชิงหยู่กลับปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า หนำซ้ำยังไล่เขากลับในทันที นี่มันหยาบคายและดิบเถื่อนอย่างมาก


    ปาร์คเจซองเป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เมื่อเขาเห็นหลิวชิงหยู่ตอนนี้เขาก็รู้ว่านี่เป็นการตัดสินใจโดยพลการของหลิวชิงหยู่เพียงคนเดียว ถือเป็นพฤติกรรมที่ดูไม่ค่อยจะเหมาะสม เพราะที่นี่ยังมีผู้บังคับบัญชาอยู่ ดังนั้นเขาจึงกลอกตา แสร้งพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “นายกหลิวผมไม่คิดเลยว่ากวนซานและจิงหลินจะปฏิบัติกับนักลงทุนแบบนี้ ผมผิดหวังจริงๆ ในเมื่อคุณมีความเห็นเช่นนี้เราก็จะไม่มีอะไรจะพูดต่อ เราจะกลับไปบอกเพื่อนๆ ในแวดวงธุรกิจของเราถึงทัศนคติที่มีต่อพวกคุณ ผมจะบอกพวกเขาว่าพวกคุณปฏิบัติกับนักลงทุนอย่างไร ขอตัวลา"


    พูดจบปาร์คเจซองก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที


    เมื่อเสวี่ยเหวินหลงเห็นแบบนั้นก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีก เพราะนี่คือโอกาสดีที่เขาจะสร้างผลงานให้ตัวเอง และอีกฝ่ายก็มีความคิดต้องการจะลงทุน เขาจึงไม่สามารถปล่อยไปได้ จากคำพูดของปาร์คเจซองเห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกกับหลิวชิงหยู่ยังไง ทันทีที่เขาลุกขึ้น ก็เอ่ยปากทันที “ผู้จัดการปาร์ค อย่าพึ่งรีบร้อนด่วนจากไป ในจิงหลินหลิวชิงหยู่ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เรายังสามารถเจรจาพูดคุยกันได้”


    แน่นอนว่าปาร์คเจซองไม่คิดที่จะล้มเลิกแผนการลงทุนจริงๆ เขาแค่อยากจะดูปฏิกิริยา หลังจากเสวี่ยเหวินหลงพูดจบ เขาก็หันหน้ากลับมา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจว่า “คุณเสวี่ย ผมขอโทษจริงๆ ผมต้องไปเทศมณฑลเทียนเฉินเพื่อตรวจสอบโครงการของที่อื่นก่อน ถ้าคุณสนใจจะร่วมมือกับเราจริงๆ ผมจะรอคำยืนยันที่ชัดเจน ภายในจิงหลินใครที่มีอำนาจในการตัดสินใจก็ให้ติดต่อมายังเลขาของผม ผมจะแจ้งให้เขาทราบ แต่ตอนนี้ผมขอตัวก่อน”


    พูดจบปาร์คเจซองก็เดินออกไปอย่างไม่ลังเล


    เสวี่ยเหวินหลงยังคงตามตื๊อและเกลี้ยกล่อม แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองอีกฝ่ายเดินจากไป ในเวลานั้นหลิวชิงหยู่ เซี่ยเจิ้งเต๋อและคนอื่นๆ ก็ลุกขึ้น แต่จู่ๆ เสวี่ยเหวินหลง ก็หันมาพูดกับหลิวชิงหยู่ด้วยความโกรธว่า “หลิวชิงหยู่คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ใครให้อำนาจคุณตัดสินใจว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธนักลงทุน คุณไม่รู้วิธีการเจรจากับนักลงทุนงั้นรึ ถ้าเรื่องแค่นี้ยังไม่รู้ คุณก็ไม่คู่ควรกับตำแหน่งนายกอีกต่อไป”


    เสวี่ยเหวินหลง ตะโกนเสียงดังลั่น พลางชี้นิ้วไปทางหลิวชิงหยู่


    ซือเจิ้นเฉียงพูดด้วยความโมโหว่า “หลิวชิงหยู่ การทำตามอำเภอใจของคุณมันมากเกินไปแล้ว ที่นี่มีหัวหน้าพรรคประจำเทศมณฑล และยังมีเลขาธิการพรรคประจำตำบลแบบผม คุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันเหมาะสมแล้วหรือไม่ วันนี้คุณต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”


    ตอนนี้เซี่ยเจิ้งเต๋อไม่ได้พูดอะไร เขามองไปที่หลิวชิงหยู่อย่างเงียบๆ เขาเองก็ต้องการคำอธิบายของหลิวชิงหยู่เช่นกัน


    เมื่อเห็นว่าเสวี่ยเหวินหลงกับซือเจิ้นเฉียงโมโห หลิวชิงหยู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ผู้ว่าการเสวี่ย เลขาธิการซือ ผมเข้าใจว่าพวกคุณอยากสร้างผลงานจากการลงทุนครั้งนี้ แต่ผมอยากถามคำถามหนึ่ง ว่าเหตุผลที่เราริเริ่มโครงการภูเขาชุ่ยผิง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลงานให้กับอาชีพข้าราชการของพวกเรา หรือส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ ผมถามหน่อยว่า ถ้าเรายอมรับเงื่อนไขข้อเสนอของปาร์คเจซอง นอกจากผลงานแล้ว ชาวบ้านตำบลกวนซานจะได้รับประโยชน์อะไร?”