ณ.เมืองลับแลปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นเมืองยุทธภพเนื่องจากในช่วงที่ศิลารอเกิดเมืองลับแลได้ถูกกิลด์ยอดยุทธ์ยึดครองซึ่งเมืองยุทธภพอยู่ในทวีปมืดที่ปัจจุบันถูกเรียกว่าทวีปสวรรค์เนื่องจากด้านเทคโนโลยี ต้นไม้ ทุกสิ่งอย่างในทวีปดูคล้ายกับสวรรค์ไม่มีผิดที่สำคัญสัตว์อสูรยังมีแต่พวกทวยเทพ สัตว์ในตำนานเทวะทั้งนั้น
ภายในปราสาทของเมืองยุทธภพห้องประชุมของกิลด์ปรากฎชายหนุ่มประมาณ 4 คนแต่งกายในชุดจอมยุทธ์หลากสีนั่งเรียงรายสีหน้าเคร่งเครียด ตามมาด้วยหญิงสาวในชุดจอมยุทธ์อีก 3 คน แต่ละคนล้วนหน้าตาดีหล่อสวยกันทุกคน
“ชางหลงนายจะจัดการยังไง” ชายในชุดจอมยุทธ์เสื้อสีแดงเลือดใบหน้าคมมือขวาสวมกำไลสีเขียวถามขึ้นกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ใจเย็นๆน่าโมนา” ชางหลงในชุดจอมยุทธ์สีเขียวตอบหน้ารื่นข้างกายมีกระบี่สีเขียว
“แกอย่ามาพูดบ้าๆ ไอ้สามพี่น้องตับหวานจุงอะไรของแกมันไปเอาไอเท็มของไอ้เจ้าศิลามา และไอ้ชุดบ้าอะไรของมันยังพยศราวกับมีชีวิตแผ่คลื่นพลังฆ่าคนของเราไปเท่าไหร่แกหัดอบรมณ์ลูกพี่ลูกน้องเองบ่างนี่คืองาน” โมนาชี้หน้าตวาดลั่น
“เห็นด้วยค่ะ” หญิงสาวในชุดเกราะจอมยุทธ์สีแดงพูดเสริม
เมื่อมองไปจะพบเข้ากลับหญิงสาวใบหน้าสวยคมเข้มหวานมีสิ่งคล้ายสร้อยสีเงินประดับไว้ที่หน้าผากพร้อมอัญมณีสีทับทิมขนาดเท่าเม็ดถั่วติดไว้ตรงกล้างจี้
“ห่ะ!...ฉันก็แค่ลูกพี่ลูกน้องของพวกมันอีกอย่างจะกลัวอะไร” ชางหลงพูดเสียงเข้ม “ฉันว่าเม่ยจังเธอควรจะขอบใจน้องๆฉันด้วยนะไม่งั้นชาตินี้เธอคงไม่ได้มีโอกาสครอบครองดาบสะบั่นเมลัยหรอกจริงไหมแถมมันยังเอาดวงใจภูติมาให้เราได้ถึงที่อีกด้วย”
“เหอ!...” โมนาถอนหายใจ “แบบนี้ต้องเปลี่ยนแผนไปเข้าร่วมกับสมาพันธ์ฮีโร่แล้วล่ะ ”
“น้องไม่เห็นด้วยค่ะ” หญิงสาวในชุดจอมยุทธ์สีชมพูพูดพร้อมรุกเอามือตบโต๊ะท่าทางจริงจังความงามของหญิงสาวเทียบได้กับฟ้าครามก็ไม่ปาน
“ทำไมล่ะน้องนีวา” ชิงหลงถาม
“ไอ้สมาพันธ์ปัญญานิ่มแบบนั้นขืนเราไปร่วมด้วยมีหวังถูกมองเป็นเด็กไม่พ้นยอดหญ้ากันพอดีอายุ 18-19 ยังมาฮีรงฮีโร่อะไรกันอีก” หญิงสาวตอบเสียงสูง ชางหลงมองหน้าหญิงสาวก่อนจะพูดขึ้น
“ไม่ใช่ว่าเธออยากให้กิลด์ยอดยุทธ์ของเราเข้าเป็นพันธมิตรกับกิลด์ Destroyer หรอกหรอ” นีวาชะงักไปชั่วขณะก่อนจะนั่งลงสงบสติอารมณ์พร้อมกับพูดขึ้น
“ใช่” หญิงสาวกระแทกเสียงมองหน้าชางหลงแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
“ปัญญ่าอ่อน” ชายคนหนึ่งนั่งข้างชางหลงพูดขึ้น “เธออยากจะเจอไอ้ศิลามากกว่ามั้งแค่เคยถูกมันช่วยครั้งเดียวก็เลิฟๆมันซะแล้วใจง่าย”
“ว่าไงนะกวนฮุก นายอยากโดนใช่ไหม” หญิงสาวตอบเสียงสูงควันออกหูชี้ดาบใส่ชายหนุ่มก่อนจะพูดขึ้นต่อ “อย่างน้อยๆฉันก็เจอเขาในโลกความจริง” หญิงสาวประกบมือตัวเองแววตาระริกหน้าแดงนึกถึงความหลัง
“เอาไว้น้องก็ไปปลั้มมันในโลกจริงแล้วกันอีกไม่นานสำนักงานใหญ่เราจะย้ายไปแถวบ้านหมอนั่นพอดีถึงตอนนั้นเรื่องส่วนตัวของน้องจะทำอะไรพี่ไม่ห้าม” โมนาพูดปนสายหัวจากนั้นเขาก็พูดขึ้นต่อ
“ตกลงค่ะ” นีวารับคำ
“ส่งทูตไปเจรจากลับทางศิลาพร้อมส่งเครื่องราชบัณนาการเป็นไอเท็มทั้งหมดยกเว้นดวงใจภูติให้กับเขาไปแต่ถ้าฝั่งนั้นไม่ยอมเราจะถล่มทันที” โมนาพูดเสียงเข้ม
“แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองได้จากนี้ไปพวกเราจะเดินทางไปยังตำหนักศิลา” โมนาสั่งพร้อมกับทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
“ท่านจะไปด้วยตนเองเลยหรอครับองค์ชาย” ชายวัยกลางคนไว้นวดเครายาวสีขาวใบหน้ามลสะอาดพูดขึ้นด้วยท่าทางนอบน้อม
“ท่านหัวหน้าราชองครักษ์หรอ” โมนาหันมา “ใช่ผมจะไปเองให้คนเตรียมไอเท็มของเขาเอาไว้ด้วยส่วนชุดเกราะเดี๋ยวผมจะไปหยิบเอาเองขืนให้คนอื่นเข้าไปมีหวังไอ้มังกรโลหิตบ้านั่นได้พังปราสาทผมอีก” โมนาพูดจบก็เดินหายเข้าไปในห้องหนึ่ง
ภายในห้องคล้ายกับคลังเก็บสมบัติของราชวงศ์มีอุปกรณ์อาวุธ ไอเท็มมากมายใจกลางห้องปรากฎแท่นหินเชือกลงอาคมกระจกแก้วเวทมนต์เขตแดนทั้งหมดเพื่อใช้สยบของที่อยู่ภายในเมื่อมองไปจะพบตู้ใสขนาดใหญ่ภายในเป็นชุดเกราะสีดำแดงเลือดและหอกโมกขศักดิ์ถัดไปคือชุดเกราะสีดำน้ำเงินกระจ่างดาวภายในตู้กระจกคาดเชือกลงอาคมเผยให้เห็นวิญญาณมังกรตัวสีแดงเลือดบินวนไปมาอย่างบ้าคลั่งส่งเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด
“ชุดเกราะมารมังกรโลหิต กับชุดเกาะมังกรไวเวิร์นรัตติกาลไอเท็มของคนที่ชื่อศิลาทำไมมันถึงมีวิญญาณสลักเอาไว้ได้ล่ะไอ้เวทมนต์แบบนี้มันมีด้วยหรอ” โมนาเปรยหรี่ตามองชุดเกาะของศิลาและฟ้าคราม
“เหมือนชุดเกราะนั่นจะมีจิตวิญญาณเลือกผู้เป็นนายนะครับ” ราชองครักษ์พูดขึ้น
“ยังงั้นหรอ ปู่ถอยไปก่อนผมจะคลายผนึก” โมนาบอกก่อนจะรายเวทมนต์คลายผนึก
ณ.เกาะเริ่มต้น
ศิลาตื่นนอนในยามสายหลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องราวจริงๆของโลกจากเง็กเซียนทำให้เขาเก็บไปคิดจนนอนไม่หลับหลังจากทราบว่าดวงใจภูติทั้ง 7 คือสิ่งที่เอาไว้ปลดผนึกร่างเทพีรัตติกาลของฟ้าครามให้กลับมาเป็นเทพีจันทรา ส่วนเศษวิญญาณทั้ง 7 มีไว้เพื่อปลดผนึกพลังแห่งโลกาหรือก็คือผู้ครอบครองสามารถนำไปหลอมรวมกับร่างกายและจะทำให้สามารถควบคุมกฎต่างๆของโลกได้อย่างใจนึก
ทว่าดวงใจภูติก็สามารถทำได้เช่นกันแต่พลังจะด่อยกว่ามากและที่เขาอยากรู้คือก่อนที่ฟ้าครามจะมายึดตัวละครเทพีรัตติกาลหรือภูติแห่งความมืดนั้นเคยเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมเทพีจันทราถึงลดละดับลงมาเป็นภูติแล้วที่เขาหนักใจที่สุดคือการจะพิชิตเกมนี้ได้เขาต้องมีทั้งดวงใจภูติ เศษวิญญาณธรรมชาติ รวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง และสังหารสุริยเทพ
เดิมทีโลกนี้พระอาทิตย์และพระจันทร์ขึ้นอยู่เหนือผืนฟ้าพร้อมกันทำให้โลกไม่มีเวลากลางวันและกลางคืนมีแต่เพียงเวลารุ่งอรุณแต่เมื่อครั้งที่มนตราจันทราเทพได้ปะทะกับสุริยเทพหลังจากนั้นพระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ไม่เคยขึ้นพร้อมกันอีกเลย
ตามที่เง็กเซียนบอกกับเขาดูเหมือนทศกัณฐ์จะถูกสุริยเทพบงการอยู่เบื้องหลัง
“ตื่นแล้วหรอคะ” ฟ้าครามรุกนั่งบนเตียงด้วยสภาพงัวเงียเอ่ยถาม
“ค่ะ ไม่รู้ว่าหงอคงสัมพาทีดื่มกับนาจาเสร็จหรือยัง น้องนอนต่อก็ได้นะ” เขาบอกหันไปมองเจ้าหล่อนที่นั่งกอดสดายุราวกับตุ๊กตา
“ไม่เอาค่ะ” หญิงสาวไล่ความง้วง “ถ้านอนต่อเดี๋ยวพี่ก็ไปแอบส่องนางฟ้าอะเด่” เธอพูดดักอย่างรู้ทัน
“อ่ะจึ๋ย!...” เขายิ้มแห้งๆ “งั้นไปกันเถอะ” เขาพูดก่อนจะพาหญิงสาวเดินอุ้มสดายุที่หลับเป็นตายออกไปจากวิมานเทพ
ศิลาและฟ้าครามเดินไปตามสะพานเดินลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างเกาะเพื่อจะไปยังเกาะเพลิงวิมานเทพของนาจาเมื่อเขาเดินมาได้สักพักก็ได้ยินเสียงของซุนหงอคงกำลังร้องเพลง
“ยึดอำนาจเอาเองทำทวยเทพเคืองใจ อยู่กี่ปีก็ได้เพราะกูยึดเอานาจเขามา...ซุนหงอคงร้องเพลง
“โย่ว...โย่ว...” สัมพาทีขานรับ
“เพลงกูเปิดทุกที่ล่ะพวกมึงฟังไว้ เดี๋ยวพวกมึงก็รู้ว่าเป็นใคร” นาจาร้องเสริม
“ทศไง...ทศไง...ลุงทศไง” สัมพาทีรับช่วงต่อ
ศิลาที่ได้ยินมองไปยังวิมานเทพของนาจาพบทั้งสามกำลังตั้งก๊กเหล้ากันอย่างสนุก เขามองด้วยสีหน้าปั้นยากยิ้มแห้งเอามือกุมขมับส่ายหัวไปมา
ฟ้าครามเงยหน้ามามองศิลาตาแป๋วก่อนจะถามขึ้น
“พี่ศิว่านิยายเราจะบินก่อนจบไหมค่ะ” ศิลาหันมายิ้มเปรยก่อนจะตอบ
“ไม่รู้ค่ะ”
“พี่เคยได้ยินเพลงที่หงอคงร้องไหม” เจ้าหล่อนถามต่อ
“เคยค่ะชื่อเพลงดูไว้ลุงต...” เขาบอกเจ้าหล่อนก่อนจะเดินไปรากสองพี่น้องออกมาเพื่อออกเดินทางต่อ
“เอ็งอย่าร้องเพลงนั้นอีกเชียวนะ” เขาสั่ง
“งั้นเพลงนี้ล่ะ เราจะทำตามสัญญาโกงกินมันทุกบาทททททททท” หงอคงเปลี่ยนเนื้อทำนองร้องเสียงหลงเดินเซไปมา
“No......!...ไม่ด๊ายยยย” ฟ้าครามรีบเอามือปิดปากมัน
“และศรัทธา” สดายุเสริม
“เหอ!...ฟ้าเพลียค่ะ”
หลังจากเสร็จธุระกับเง็กเซียนแล้วเขาก็ได้รับแหวนเซียนมาหนึ่งวงสีเงินสลักลวดลายแบบจีนโบราณเขาให้ซุนหงอคงร่ำลาน้องเล็กทั้งสองของมันอีกชั่วครู่ก่อนจะออกมาจากแดนเซียนอย่างน้อยเขาก็ทราบว่าเจ้าเมืองของเกาะเริ่มต้นคือเง็กเซียน
ศิลาและคณะเดินทางออกมาจากหุบเขาก่อนจะหยุดพักที่ริมธารเพื่อให้หงอคงและสัมพาทีล้างหน้าล้างตาเพื่อส่างเมา
“เอาไงต่อดีคะพี่ศิ” ฟ้าครามถามศิลาในขณะที่เขากำลังรอสองพี่น้องล้างหน้า
“พี่อยากจะอยู่เกาะเริ่มต้นสักพัก” เขาตอบ
ฟ้าครามเอียงคอมองนัยน์ของศิลาที่กำลังฉายแววพิลึกพิลัน
ว่างเปล่า?...ครุ่นคิด? กังวล?...หรืออะไรกันแน่แม้แต่เธอเองก็ไม่เข้าใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงกระท่อน “ฟ้าว่าพี่ดูจะแปลกไปนะอยู่ๆก็ผนึกพลังเวทมนต์แห่งสูญของตัวเองซะงั้นไหนจะพลังปราณสะบั่นเมลัยอีก” หญิงสาวถาม
ศิลาหันมามองเจ้าหล่อน
“ฟ้าจำตอนที่พี่ได้ตำราเวทมนต์มาจากมนตราได้หรือเปล่า” เขาถามเจ้าหล่อน
“ได้ค่ะ” ฟ้าครามพยักหน้า “ตอนนั้นเค๊าก็อยู่ในผ้าพลันคอ”
“พี่ว่ามนตราก็ต้องรู้ว่าพี่ได้อดีตจันทราเทพมาเป็นภูติรับใช้บางทีหมอนั่นอาจจะพยายามส่งมอบพลังของการลบล้างคืนให้กลับจันทราเทพโดยการให้พี่ใช้พลังแห่งสูญผจญภัยรวบรวมดวงใจภูติไปเรื่อยๆเมื่อถึงวันที่เออ” เขาหยุดก่อนจะชี้ไปที่ฟ้าคราม “วันที่ตัวละครที่น้องใช้ปลดผนึกคืนร่างเป็นจันทราเทพมีความเป็นไปได้ว่าพลังแห่งสูญของพี่อาจจะหวนคืนไปที่จันทราเทพ”
“ถึงแบบนั้นพี่กับฟ้าก็นับว่าเป็นคนเดียวกันอยู่ดีพี่ก็ยังสามารถใช้เวทมนต์แห่งสูญได้สำหรับเจ้านายแล้วสามารถใช้สิ่งของ พลัง ของสัตว์อสูรหรือภูติรับใช้ได้แบบไร้เงื่อนไขอยู่แล้ว” ฟ้าครามพูด
“สำหรับคนอื่นอาจจะเห็นว่าไม่เป็นปัญหาแต่สำหรับคนแบบพี่มันไม่ใช่ ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนยืมมือคนอื่นตลอดเวลาพี่ว่าช่วงนี้พี่จะลองอยู่เกาะเริ่มต้นหา NPC ลับทำเควสลับหาสกิลอื่นๆมาเพิ่มสะหน่อยไม่งั้นการเดินทางที่ผ่านมาพี่ก็ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยแบบนี้ก็ไม่ต่างจากชีวิตจริงเท่าไหร่”
“คนอื่น!... คนอื่นหรอค่ะ” เจ้าหล่อนถามเสียงสูงตาอาฆาต “อีกอย่างพี่ก็มีฟ้าเป็นของพี่หนึ่งอย่างแล้วไง” ศิลาฉีกยิ้มชั่วร้าย
“เอ่ยฟ้าหมายถึง หมายถึง” หญิงสาวหันรีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่คนอื่นใครค่ะ คนอื่นน่ะหมายถึงฟ้าหรอ”
“เอ่ย!...” ศิลาโบกไม้โบกมือ “ไม่ใช่พี่แค่เปรย! เอ่ย ไม่ใช่พี่แค่ พี่แค่ยกตัวอย่าง” หงอคงหัวเราะก๊ากเมื่อเห็นทาทีรนรานตาเหลือกของศิลา
“เจ้านายได้รับบัญญัติที่หนึ่งมาแล้วผมว่าแค่นี้ก็มีพลังมากเกินพอแล้วนะครับ” สัมพาทีพูดขึ้น
“บัญญัติที่หนึ่ง?...อะไร” ซุนหงอคงหน้าตางง
“การควบคุมสภาพอากาศ” ศิลาตอบ
“เหมือนผลไม้ปีศาจเลยเนอะ” หงอคงเปรย
วินาทีนั้นนัยน์ตาของศิลามองมันด้วยความค้นหาอะไรบางอย่างส่วนหงอคงหันไปผิวปาก
‘ฮืม!...จะเล่นแบบนี้ใช่ไหมไอ้จ๋อฉันเริ่มมั่นใจมากขึ้นแล้วนะคำพูดคำจาของเองนี่มันคล้ายคนจริงไม่มีผิด’ ศิลาคิดในใจ
“ถ้างั้นข้าว่าเจ้าก็โหดมากเกินแล้วล่ะแต่ข้าว่าแค่นี้ยังไม่พอ” ซุนหงอคงพูด
“ใช่” เขาตอบยิ้มๆก่อนที่จะออกเดินทางเข้าเมือง
“แล้วถ้าเจอตัวโหดๆเราจะทำไงคะเง็กเซียนบอกว่าบางทีสุริยพเทพอาจจะส่งลูกน้องมาจัดการพวกเราก็ได้ฝั่งนั้นมีสิบสองขุนพลนักษัตรเลยนะ” ฟ้าครามถามขณะที่กำลังเดินกลับเข้าเมือง
“เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยคลายผนึกคาลิเนียร์ออกมาช่วยเราสู้แล้วกัน” ศิลาหันมาบอก ฟ้าครามฝืนยิ้มก่อนจะพูดขึ้น
“ฟ้าว่าไอ้ตัวนั้นแหละปัญหา”
“นั่นสิ” ซุนหงอคงเสริม
“ผมลืมไปแล้วนะครับว่าเจ้านายเคยผนึกไอ้ตัวนั้นไว้ด้วย” สัมพาทีสีหน้าหวนนึกถึงความหลัง
“ว่าแต่สดายุมันหลับหรือซ้อมตาย” ซุนหงอคงเอานิ้วจิ้มสดายุ
“ระดับของพลังไม่เพิ่มตามเลเวลจริงๆด้วย เหมือนต้องมาเริ่มใหม่เลยแหะขืนเป็นแบบนี้มีหวังสู้ใครไม่ได้แน่” ศิลาพึมพัมเมื่อดูค่าสถานะพบว่าสกิลของเขาตกมาอยู่ระดับ 0 ทุกสกิลต่อให้เลเวลของเขาจะกระโดดฮวบมา 120 ก็ตาม