บทที่ 11 เ้าเป็ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว
แม้ว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้า แต่ลู่จือฉิงกลับรู้สึกเหมือนมีลมหนาวและฝนตกหนัก ท้องฟ้ามืดครึ้มและมืดมิด เมื่อมองดูเครื่องมือทรมานแปลกประหลาดต่าง ๆ ที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า เธออดไม่ได้ที่จะขยับมุมปากและรู้สึกว่า...
คนโบราณพวกนี้นี่บ้าหรือเปล่า? มีอำนาจแต่ก็ยังใช้ศาลเตี้ยได้หรือ?
แล้วจะให้พูดอะไรอีก มีอะไรให้พูดอีกล่ะ?
ชิวหลินรุ่ยรู้สึกพอใจที่เห็นสีหน้าของลู่จือฉิงซีดเผือด ส่วนเซี่ยมู่ก็มีสีหน้าเป็ห่วงแม่ เขาหยิบเครื่องมือทรมานขึ้นมาชิ้นหนึ่งและแกล้งโบกไปมาต่อหน้าลู่จือฉิงอย่างไม่ตั้งใจ พลางอธิบายอย่างสบาย ๆ ว่า “นี่เป็เครื่องมือที่ผู้ชันสูตรศพหลี่คิดค้นขึ้น เขาใช้เวลาทดลองนานมากสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ถอดเล็บโดยเฉพาะ เรียกว่า 'หยดเืแดง' มันจะถอนเล็บออกจนถึงรากอย่างแน่นอน ไม่มีหัก”
สายตาของเขาจับจ้องไปที่มืออันอ่อนนุ่มของลู่จือฉิง เขาจ้องมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโบกมือ ทันใดนั้นองครักษ์สองคนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ลู่จือฉิงใมาก ขณะที่เสียงในหัวของนางกำลังโต้ตอบกับตัวเองอย่างตื่นตระหนก ‘จริงหรือเนี่ย? มันไม่จริงใช่หรือไม่! นี่ต้องเป็แค่การขู่แน่ ๆ!’ อย่างไรก็ตามสีหน้าและมือที่สั่นเทาของนางได้ทรยศความรู้สึกที่แท้จริงของนางไปแล้ว…
เซี่ยมู่มองนางด้วยความเวทนา พร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ คิดในใจว่า ‘ปกติก็สอนข้าว่าไม่ก่อเื่ก็ไม่ตายไม่ใช่หรือไง พอถึงคราวตัวเองกลับลืมหมดเลยสินะ แต่ถึงอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมให้ท่านแม่ถูกรังแกหรอก!’
ทว่ายังมีคนที่เร็วกว่าเซี่ยมู่ เพราะจู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งก็โผล่เข้ามาขวางไว้อย่างกะทันหัน ที่แท้ก็เป็เยว่เชียนหาน ทำให้องครักษ์ทั้งสองต้องหยุดอยู่กับที่ชั่วขณะ
ชิวหลินรุ่ยทำหน้าใ เยว่เชียนหานหันกลับไปมองน้องสาวที่เพิ่งจะผลักเขาออกมาเมื่อครู่ด้วยสายตาเศร้าสร้อยพลางกลืนน้ำลาย ก่อนจะพูดกับชิวหลินรุ่ยว่า “เอ่อ ข้าคิดว่าท่านอาจจะเข้าใจผิด นางเป็เพียงหญิงโง่คนหนึ่งเท่านั้น จะมีความสามารถวางแผนการสมคบคิดได้อย่างไรกัน แม้แต่จะเป็หมากก็ยังไม่ได้เลย”
ชิวหลินรุ่ย มีสีหน้าเ็า มองเยว่เชียนหานด้วยความไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงพูดแทนคนที่ไม่รู้จัก และนี่คือคำพูดที่ดีจริง ๆ หรือ?
ลู่จือฉิงกลับจ้องเขาตาเขม็ง “ว่าใครโง่! หลอกคนได้คิดว่าเก่งนักหรือไงข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเ้าเลยนะ! รู้หรือไม่ว่าเ้าได้สูญสิ้นสิ่งที่มีค่าที่สุดของบุรุษไปแล้ว เ้าได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว!”
ชิวหลินรุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อน จะว่ากลัวก็ไม่กลัวเพราะแต่ละคำพูดที่พูดออกมาก็ทำเขาคาดไม่ถึง จะว่ากล้าก็ไม่กล้า เพราะเพียงแค่ทำให้ใก็หน้าซีดได้แล้ว
เยว่ชูหลิง คิดว่าพี่สาวคนนี้ทั้งสวยทั้งน่าสนใจ แม้จะหน้าตาละม้ายคล้ายกับพระชายาที่ล่วงลับไปแล้วก็ตาม แต่จะอย่างไรก็ช่างเถอะ ไม่รู้ว่าท่านอ๋องคิดอะไรอยู่ ถึงได้คิดว่านางวางแผนอะไรไว้ถึงได้ลงไม้ลงมือเช่นนี้
ชิวหลินรุ่ยมองลู่จือฉิงด้วยแววตาที่เป็ประกายอยู่นาน ซ่อนความสนใจไว้ได้อย่างแเี เวลานี้หลังจากที่เขาได้รับจดหมายของชิวหลินเหม่าก็ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามแล้ว ละครแสร้งหาเื่ของเขาก็จบลงแล้ว
ฮึ! อยากเห็นข้าโกรธงั้นหรือ? อยากเห็นข้าฆ่าคนใช่หรือไม่? ฝันไปเถอะ!
ชิวหลินรุ่ยนั่งลงข้างหน้าเซี่ยมู่และจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือออกไปช้า ๆ และเห็นว่าเซี่ยมู่ไม่ได้ถอยหนีแต่อย่างใด
เซี่ยมู่เพียงจ้องมองดเขาอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาของเขาก็เป็สีดำราวกับไม้มะเกลือเช่นเดียวกันกับเขา แต่แฝงไว้ด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับมีมนต์สะกด
ชิวหลินรุ่ยนึกขึ้นได้ว่าหากเมื่อห้าปีก่อนไม่ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บุตรของเขาก็คงจะมีอายุเท่ากับเซี่ยมู่ หากเป็ชายก็คงจะมีความฉลาดเฉลียวและกล้าหาญเช่นเดียวกับเซี่ยมู่ผู้นี้...
คาดไม่ถึงว่าชิวหลินรุ่ยจะโอบกระชับร่างเล็กของเซี่ยมู่ไว้ด้วยมือทั้งสอง เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นแล้วยืนขึ้นอย่างว่องไว
เซี่ยมู่ใรีบร้องเรียก “ท่านแม่!”
ลู่จือฉิงไม่ได้สนใจเหล่าองครักษ์อีก นางทนไม่ได้ที่ผู้อื่นแตะต้องตัว
เซี่ยมู่ “เ้า้าอะไรกันแน่? เ้าคนชั่วช้าสามานย์ ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้ มีอะไรก็มาลงที่ข้าสิ!”
ชิวหลินรุ่ยหันหลังให้โดยไม่เหลียวหลัง “ข้าแค่อยากรู้ที่ของเ้า ระหว่างนี้ข้าจะดูแลเซี่ยมู่เอง”
เขาเดินออกไปสองสามก้าวก็ออกคำสั่ง “จับนางไปขังไว้”
…
ชิวหลินรุ่ยอุ้มร่างเล็ก ๆ นุ่มนิ่มไว้ในอ้อมแขน เขานิ่งไปสักพักท่าทางสงบนิ่ง ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เซี่ยมู่ก็อดทนรอคอย นิ่งเฉย ไม่ร้องไห้ ไม่สงสัย ไม่ทำสิ่งใด เพียงนิ่งสงบยอมให้ชิวหลินรุ่ยอุ้มโดยไม่ได้ขัดขืน
ในที่สุดชิวหลินรุ่ยก็เอ่ยขึ้น เขามองหน้าและเอามือลูบแก้มน้อย ๆ นั้นอย่างแ่เบา “เ้าช่างแตกต่างจากที่ข้าคิดไว้มาก หากข้าเดาไม่ผิด เ้าต้องเป็เด็กที่ฉลาดคนหนึ่งแน่”
เซี่ยมู่ยังคงไม่พูดอะไร เพียงกะพริบตาถี่ ๆ ราวกับพยายามทำให้ตนเองดูน่าสงสาร
“บอกมาเถอะ เ้ากับแม่ของเ้ามีความเป็มาอย่างไรกันแน่?” ชิวหลินรุ่ยถามเสียงเรียบ
เซี่ยมู่คร่ำครวญอยู่ในใจว่า ‘เื่นี้อีกแล้ว น่ารำคาญจริง!’ เขาถอนหายใจเบา ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “พูดอะไรไปท่านก็ไม่เชื่ออยู่แล้ว ข้าไม่พูดดีกว่า”
ชิวหลินรุ่ยยิ้ม เด็กคนนี้ไม่ว่าจะแสดงอารมณ์ใดออกมาก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไปเสียหมด
แต่พอเห็นเซี่ยมู่ทีไร เขาก็จะนึกถึงลูกของตัวเองที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกอยู่เสมอ ความเ็ปร้าวรานในหัวใจแทบต้านทานไม่ไหว เขาจับมือของเซี่ยมู่แน่นมาก แต่ก็พยายามกลั้นไว้อารมณ์ไว้จนสุดความสามารถ
ชิวหลินรุ่ยเองก็ถอนหายใจเบา ๆ “เ้าช่างน่ารักจริง ๆ ข้าชอบเ้ามาก ข้าไม่เคยชอบเด็กเลย แต่เ้าเป็ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว”
ที่เขาพูดเป็จริง แม้จะดูเฉยชาเช่นนั้น แม้แต่ความรักที่ทุ่มเทให้กับพระชายาของเขาก็ยังเกิดขึ้นหลังจากที่นางตายไปแล้วตั้งหลายปี และส่วนใหญ่ก็เป็ความรู้สึกผิด