The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

บทที่ ๑๗๖ ทัพเสริม

        ทักษะขั้นกลาง รามอวตาร นารายณ์สี่กร

        ภาพเบื้องหน้าของผู้เล่นทุกคนที่อยู่ใกล้ตัวต้นเรื่องเห็นแขนอีกสองข้างที่ก่อตัวขึ้นจากมวลแสงงอกออกมาจากหัวไหล่ของราม มือหนึ่งคว้าจับคันธนูอันโปร่งใสอีกข้างก็ควงจักรแก้ว และพร้อมกันนั้นก็มีดาบและสังข์วิเศษผุดขึ้นมาในมือข้างที่เหลือ

        แขนทั้งสี่เสมือนมีนัยน์ตางอกเงยเจ้าตัวเขวี้ยงจักรต้านรับสัตว์เวทของวิฬาร์ที่เพิ่งถูกเสกออกมาพร้อมกับน้าวศรยิงสกัดผู้เล่นอีกสองคนจากด้านหน้าส่วนอีกมือก็ยกสังข์ขึ้นประทับแนบปาก เป่าออกมาจนเกิดเสียงสูงระคายหู ก่อนจะปรากฏเกราะเวทครึ่งทรงกลมขึ้นมาป้องกันตัวพร้อมกับรักษาบาดแผลบริเวณไหปลาร้าที่ถูกวิฬาร์ทำร้าย

        ถึงมีสี่กร ทว่าการโจมตีส่วนใหญ่ก็ยังทะลวงผ่านเข้าไปได้แต่น่าเสียดายนัก ที่ผู้เล่นและทหารอีกหกคนล้วนมีเลเวลต่ำกว่ารามมากบาดแผลที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผลเท่าที่ควร แต่ทั้งหมดไม่ได้ย่อท้อใช้ความเหนือกว่าทางด้านจำนวน กัดกร่อนการตั้งรับของรามเข้าไปทีละนิด สตาร์ดัสต์ที่บาดเจ็บจากการโรมรันกับนิลพัทเมื่อครู่ก็เข้ามาร่วมวงด้วยแม้มันได้รับการรักษามาบ้างแล้ว ทว่าความเร็วก็ยังลดลงไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถช่วยวิฬาร์อุดรอยรั่วได้หลายจุด

        ในที่นี้วิฬาร์มีเลเวลสูงสุดเพราะเรียกใช้ทักษะอวตารของทศกัณฐ์ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นมือดาเมจหลักที่ควบคุมกระแสการต่อสู้เอาไว้ ส่วนคนที่เหลือต่างก็ทำหน้าที่เป็นลูกล่อลูกชนไปพลางๆ

        การต่อสู้เริ่มชุลมุนขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้รามและพวกวิฬาร์กำลังต่อกรอยู่อย่างดุเดือดส่วนเหล่าทหารทั้งเผ่ายักษ์และวานรก็สู้กันอยู่โดยรอบอย่างวุ่นวาย

        นิลพัทเองก็เห็นเหตุการณ์ตรงกลางสนามรบถนัดตา แต่บัดนี้ตนถูกพวกยักษ์ล้อมไว้ถึงสี่ตนจึงไม่อาจปลีกตัวมาช่วยองค์รามได้

        แน่นอนว่าสู้กันลั่นป่าเช่นนี้หน่วยตรวจการณ์ของฝ่ายมนุษย์ย่อมตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าก็จะเห็นเงาวูบไหวลอยมาจากเหนือหัวไม่หยุด

        นั่นคือกำลังเสริมของฝ่ายมนุษย์

        พวกมันมากันหลายสิบตัว ทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์อสูรบินได้ที่ตัวใหญ่มาก

        บนหลังสัตว์อสูรเหล่านั้นบรรทุกไว้ด้วยทหารลิงจำนวนหนึ่งแต่ละนายรู้เป้าหมายของภารกิจนี้ดีอยู่แล้ว ทำให้เมื่อสัตว์ขี่บินมาใกล้เป้าหมาย ทหารเหล่านั้นก็กระโดดลงมาจากหลังมันรีบรูดตัวลงมาตามยอดไม้เพื่อเริ่มการโจมตี

        เมื่อมีจำนวนที่เหนือกว่า ก็ทำให้ทหารเผ่ายักษ์ถูกกดดันจนถอยร่นเข้ามาเรื่อยๆทำให้ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องถอยมาล้อมวิฬาร์กับรามไว้ตรงกลางพยายามตั้งรับการโจมตีที่ประดังเข้ามาอย่างหืดจับ แม้จะเริ่มมีการประสานมนตราแล้วทว่าด้วยจำนวนที่แตกต่างกัน ก็ทำให้ได้ผลไม่ดีนัก เกราะเวทประสานที่คลุมพวกเขาเอาไว้กะพริบถี่แสงรัวแสดงออกว่ามันกำลังต้านรับอย่างเกินกำลัง พร้อมจะแตกออกได้ทุกเมื่อ

        วิฬาร์ที่เห็นดังนั้นก็ร้อนรนไม่น้อยเขากำลังประสานกำลังกับหมู่ทหารเพื่อกดรามเอาไว้ นี่ขนาดมีผลจากทักษะอวตารของทศกัณฐ์แล้วแต่รามก็ยังฝืนรับไว้ได้ วินาทีนี้ วิฬาร์พลันอยากเรียกใช้ทักษะอวตารอีกสักอันแต่น่าเสียดายนัก ที่แต่ละทักษะห้ามใช้ในเวลาเดียวกัน

        ทว่าไม่ใช่เพียงวิฬาร์คนเดียวที่อยากใช้ทักษะร่างอวตารซ้อนเพราะรามก็กำลังคิดไม่ต่างกัน

        ตนเป็นถึงกษัตริย์เหนือหมู่มวลมนุษย์ทว่าในเวลาเพียงไม่กี่วัน กลับถูกหยามเกียรติถึงสองครั้งสองคราครั้งแรกถูกพวกยักษ์คร่าตัวออกมาจากกลางค่ายทหารครั้งที่สองถึงกับถูกนายกองตัวเล็กๆคนหนึ่งเกือบสังหารเขาที่ไร้หนทางตอบโต้อยู่ในโลงซ้ำแล้วบัดนี้ยังถูกหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถเอาตัวออกจากวงล้อมนี้ไปได้รามจึงร้อนใจดุจเพลิงผลาญ พยายามอย่างยิ่งที่จะกำจัดเจ้านายกองคนนี้ไปให้พ้นทาง

        ทว่ายิ่งสู้เขาก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับฝีมือของเจ้าหมอนี่

        เขาดูออกแล้วว่าทหารยักษ์นายนั้นใช้ทักษะประหลาดที่สามารถเพิ่มกำลังต่อสู้ได้ทว่าหมอนั่นกลับมิได้ใช้พลังนั้นอย่างทื่อด้านเพราะแม้ว่ามันจะพาตัวเองเข้ามาเป็นกันชนหลักแต่ก็มีบางจังหวะที่สลับเปลี่ยนทหารนายอื่นเข้ามายันเพื่อประคองสถานการณ์เอาไว้ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรในมือได้ถึงขีดสุด นั่นจึงเป็นเหตุให้แม้ว่าตนจะมีเลเวลถึง240 ก็ทำได้เพียงตั้งรับอย่างกดดัน

        หากเจ้านี่มีกำลังในมือมากกว่านี้เกรงว่าตนอาจเพลี่ยงพล้ำก็เป็นได้

        แต่เพราะขณะนี้ทหารเกือบทั้งหมดของทัพวิฬาร์กำลังตั้งรับแรงโจมตีจากทหารลิงด้านนอกอยู่มันจึงทำให้วิฬาร์ไม่สามารถหาผู้ช่วยมาเพิ่ม

        แรงกดดันจากวงนอกทวีความแรงมากขึ้นเรื่อยๆบัดนี้ทหารของพวกวิฬาร์ลดจำนวนลงเหลือเพียงร้อยเศษจากเดิมแล้วในขณะที่พวกวานรยังคงมีกำลังเสริมมาเพิ่มไม่หยุด ภาพที่เห็นจึงค่อยๆกัดเซาะจิตใจของทหารและผู้เล่นในทีมจนตึงเครียด มือไม้เริ่มปั่นป่วน

        วิฬาร์เห็นเช่นนั้นก็รู้ดีว่าสถานการณ์กำลังจะถึงจุดพังทลายแล้วผู้คุมกระบวนเวทในกองร้อยเองก็เริ่มยันไม่ไหวแล้วเช่นกันในที่สุดเจ้าตัวจึงตัดสินใจละทิ้งการปะทะกับรามเพื่อไปยันทัพหลักก่อน

        “ซิกมา! มาแทนที!”

        เขาหันไปตะโกนเรียกซิกมาที่บัดนี้โรมรันอยู่แนวหน้าด้านนอกผู้ซึ่งกำลังพยายามยื้อการป้องกันของเผ่ายักษ์อย่างสุดความสามารถ

        หนุ่มร่างใหญ่ที่ได้ยินเสียงของวิฬาร์ไม่มีลังเลเขารีบถอนตัวออกมาจากตรงนั้น แล้วหมุนกลับเข้ามาสลับที่กับวิฬาร์ทันทีแต่เจ้าตัวรู้ดีว่าฝีมือตนแตกต่างกับลูกพี่ไม่น้อย จึงพาผู้เล่นตามมาเพิ่มอีกสามคนเพื่อช่วยกันตั้งรับราม

        และเมื่อวิฬาร์ถอนตัวออกมาได้แล้วเจ้าของฉายาอนันตกาลก็รีบหันมารับไม้ต่อมาจากผู้บัญชาการวงเวทเพื่อคุมกระแสการต่อสู้ทันทีทำให้ช่องโหว่ของซิกมาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ถูกอุดได้อย่างรวดเร็วแม้จะเกิดความเสียหายแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่รามแม้ตอนนี้จะเปลี่ยนจากหนึ่งต่อเจ็ดเป็นหนึ่งต่อสิบ ทว่าสถานการณ์กลับดีขึ้น เนื่องจากการประสานงานของกลุ่มสิบคนนี้ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อครู่ทว่าก็ยังห่างไกลเกินกว่าคำปลอดโปร่ง

        เมื่อเปลี่ยนผู้บัญชาการหลักเป็นวิฬาร์ที่กำลังใช้ทักษะราชันอสูรอยู่การตั้งรับของฝ่ายยักษ์ก็เริ่มดีขึ้นย่างเห็นได้ชัด ค่อยๆ ถอยจากประตูมรณะออกมาทีละก้าวจากนั้นเมื่อวิฬาร์เริ่มบรรเลงกลยุทธ์ สถานการณ์ก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น

        นิลพัทมองความสำเร็จที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ด้วยใจเต้นรัวขณะนี้มันรับหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันอยู่หน้าสุดพยายามเจาะแนวป้องกันเวทมนตร์ของพวกยักษ์เข้าไปทีละคืบทว่าหลังจากฝั่งนั้นเปลี่ยนมือคนคุมกระบวนเวท เกราะเวทสีเงินที่ริบหรี่นั้นก็เริ่มฟื้นฟูตัวเองสีสันที่เหือดแห้งพลันสว่างขึ้น นักรบแนวหน้าเริ่มได้รับการฟื้นฟูรักษาทว่าก็ยังมีคนล้มลงไปเรื่อยๆ เพียงแต่น้อยลงกว่าเดิม

        บุตรแห่งพระกาฬเห็นแล้วว่าฝั่งตรงข้ามกำลังยื้อเวลาห้วงวินาทีสุดท้ายเอาไว้เพื่อหาทางรอดสายอื่นจากการประมือเมื่อครู่ เจ้าหมอนั่นรู้จักพลิกแพลงและหาช่องว่างเขาจึงรีบออกคำสั่งใหม่ เพิ่มการโหมตีเพื่อเจาะทะลวงเหตุเพราะขอแค่เขาพาพระองค์ออกมาได้ ศึกนี่ย่อมจะยุติลง

        พอได้รับคำสั่งเช่นนั้น ทหารกองหน้าอย่างกลุ่มยุทธเวทก็โหมตีใส่เกราะเวทนั่นอย่างแม่นยำทุกดาบที่ฟันใส่ ทุกขวานที่สับลงไป ล้วนเล็งอย่างประณีต มันจึงสร้างความเสียหายบนเกราะเวทและหัวใจของผู้เล่นที่อยู่ด้านหลังมันได้อย่างรุนแรงและบีบให้พวกยักษ์หดวงแคบลงเรื่อยๆ ทีละก้าว ส่วนกองหลังก็โหมพลังเวทมนตร์หนุนเสริมให้อย่างบ้าคลั่ง

        วิฬาร์มองภาพที่เกิดขึ้นอย่างหนาวเหน็บ ภาวนาให้สิ่งที่เขารอคอยอยู่มาทันเวลา

        แคร่ก…

        แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงแตกเบาบางดังขึ้นที่เกราะเวทจุดหนึ่งจากนั้นมันก็ลามเลียออกมาเป็นบริเวณกว้าง

        ก่อนที่หนึ่งในสิบวินาทีถัดจากนั้นรอยแตกของเกราะเวทเงินนั่นก็ถล่มลงเป็นรูขนาดใหญ่

        พลวานรทั้งหมดพลันโหมการโจมตีใส่ทันที

        ตู้มมมมมม!!!

        เสียงระเบิดดังสนั่นจนสะเทือนไปทั่วทั้งพงไพรแรงอัดอากาศแผ่กว้างออกจนต้นไม้บางต้นถึงกับไหวเอน ทว่าที่น่าแปลกคือมันไม่ได้เกิดขึ้น ณ จุดที่เกราะเวทของพวกวิฬาร์แตก แต่เกิดขึ้น ณแนวหลังของทหารฝ่ายลิง

        หาก ณ เวลานี้ มีใครมองลงมาจากเบื้องบนก็คงจะเห็นดอกเห็ดสีเพลิงขนาดมหึมาที่พวยพุ่งขึ้นสู่ด้านบน ประกอบกับเศษต้นไม้และวัตถุไม่ทราบชนิดปลิวว่อนขึ้นฟ้าซ้ำยังมีทหารลิงหลายนายปลิวกระเด็นไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้

        กองกำลังเสริมของฝ่ายยักษ์มาถึงแล้ว

        ให้กองกำลังแค่สองสามร้อยนายพาตัวรามออกจากเขตแดนมนุษย์เพียงลำพังหากฝ่ายยักษ์วางแผนไว้เช่นนี้จริง เกรงว่าจะไร้หัวคิดเกินไป

        หากฝ่ายมนุษย์สามารถเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อตามล่าพวกเขาได้ฝ่ายเขาก็สามารถเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อไปแจ้งข่าวกับกองกำลังเสริมได้เช่นกัน

        วิฬาร์ที่รับตัวไมยราพมาตั้งแต่แรก จึงส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วสิบคนล่วงหน้ากลับไปแจ้งข่าวก่อนรวมถึงส่งตัวไมยราพกลับไปรักษาเพื่อให้นำกำลังเสริมมาหนุนในภายหลัง

        ส่งผลให้นวนันท์ส่งกองกำลังเสริมมารับช่วงต่อได้อย่างทันเวลา

        ทหารยักษ์ผู้มาใหม่เร่งโหมเดินทางมาทั้งคืนผ่านสัตว์อสูรเหินฟ้าเมื่อพวกเขามาถึง ก็กระโดดลงมาพร้อมกับอาวุธทั้งหนักเบา จากนั้นส่วนที่เหลือก็หันไปโจมตีทัพฟ้าเพื่อตัดกำลังฝั่งตรงข้ามส่วนที่ภาคพื้นดินก็เริ่มจัดขบวนกันเพื่อเจาะแนวหลังของพวกลิง เกิดเป็นสองสนามรบหนึ่งฟ้าหนึ่งดิน เพื่อช่วงชิงสภาวะให้ทัพของฝ่ายตนกระทำการสำเร็จ

         ทั้งหมดควงดาบขวานคทาเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว ทำให้ทัพวานรที่รุมบดอัดใส่ของว่างของวิฬาร์เมื่อครู่ผ่อนลงวิฬาร์จึงรีบควบคุมให้หน่วยเสริมรีบไปอุดรอยแตกตรงนั้นไว้ก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเกราะเวทที่แตกไปก็ทำให้เขาเสียกำลังไปสิบกว่านาย

        กองกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างเข้ามาเติมเรื่อยๆเดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา การรบจึงเริ่มทวีความซับซ้อนขึ้นทันที

        กองกำลังลิงเองก็เข้ามาจากคนละทิศทาง แต่ก็ยังล้อมวิฬาร์เอาไว้จากทุกมุมเขาจึงไม่อาจใช้ช่องว่างเพื่อเคลื่อนไปรวมกับกองกำลังพวกยักษ์ที่รวมตัวอยู่อีกฟากได้จำต้องยืนเป็นเป้านิ่งอยู่ตรงกลาง

        ฝ่ายยักษ์ที่มาเสริมเองก็เห็นพวกวิฬาร์อยู่อีกด้านทั้งหมดจึงเร่งโหมตีเพื่อจะบุกฝ่าเข้าไปรวมตัวกันทว่าฝ่ายลิงเองก็เหนียวแน่นใช่ย่อย ทหารผู้มาใหม่นั้นล้วนมีกำลังวังชาสดชื่นกว่าเวทมนตร์หรือก็พร้อมพรัก จึงสามารถยันเอาไว้ได้อย่างสูสีเกิดเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้น

        ในสนามรบบัดนี้จึงมีกองย่อยของวิฬาร์ที่มีรามอยู่ตรงกลางและต่อกรกับทัพฝ่ายนิลพัทที่มีพลวานรเข้ามาเติม แต่ในขณะเดียวกันทัพวานรนั้นก็กำลังสู้กับทัพเสริมของนวนันท์จากด้านหลังไปด้วย

        เพราะถูกกระหนาบหน้าหลังจากทัพของวิฬาร์และทัพใหม่ของพวกยักษ์นิลพัทผู้ซึ่งกำลังประชิดอยู่กับฝั่งของวิฬาร์จึงมองภาพรอบด้านด้วยจิตใจที่ตึงเครียดทหารฝ่ายยักษ์ที่มาใหม่มีกว่าพันคน นับว่ามากกว่าฝั่งเขาไม่น้อยพวกมันขึ้นชื่อเรื่องหนังหนาเลือดเยอะ แม้จะเชื่องช้ากว่า ทว่าการโจมตีต่างๆล้วนดุดันแข็งกร้าว ทำให้ทัพของเขาตั้งรับอย่างลำบาก ทหารลิงที่มาใหม่นั้นแม้กำลังโอบล้อมเข้ามาแต่น้ำไกลย่อมยากจะดับไฟใกล้ เจ้าตัวจึงร้อนใจดุจถูกไฟสุม

        ส่วนวิฬาร์ที่เพิ่งต่อลมหายใจมาได้อีกหลายเฮือกก็ไม่ได้ใช้โอกาสนั้นอย่างสูญเปล่าเขาแบ่งความคิดในหัวออกอย่างมีลำดับ และหลังจากเริ่มตั้งรับจนอยู่ตัว ก็ค่อยๆสั่งการเพื่อโจมตีกลับด้วยเวทมนตร์กระบวนแรก

        มนตราประสาน คลื่นพสุธามืด

        แผ่นดินรอบทัพของวิฬาร์คล้ายเปลี่ยนตัวเองเป็นของเหลวจากนั้นมัจฉาเวทสีดำสนิทนับสิบๆ ตัวก็กระโดดขึ้นมาพร้อมผิวดินที่กระเพื่อมขึ้นคลื่นพสุธาแผ่ออกไปทุกทิศทางราวน้ำหลากส่งผลให้ทัพวานรใกล้เคียงถูกแรงปะทะจนเสียการทรงตัว จากนั้นมัจฉาดำก็จะกระโจนเข้าใส่เพื่อโจมตีทหารลิงทั้งหลายจึงปัดป่ายกันจนมือไม้พันกันพวกที่อยู่แนวหลังนั้นดีหน่อยที่สามารถตั้งรับได้ทันทว่าพวกที่อยู่แนวหน้าต่างก็โดนกันไปไม่น้อยจุดที่โดนปลาพวกนั้นกัดใส่ก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำ จากนั้นก็ชาวาบทำให้เรี่ยวแรงหดหายจนจับอาวุธไม่มั่น

        ทว่าขณะที่วิฬาร์ประสานมนตราเสร็จพวกวานรแนวหลังก็เรียกใช้มนตราขึ้นมาเช่นกัน

        ทว่ามนตร์ที่พวกมันใช้ ไม่ใช่การโจมตีแต่กลับเป็นมนตร์เสริมพลัง

        มนตราประสาน วสันต์อำพัน

        และจุดที่มันหนุนเสริมกลับไม่ใช่ทัพหน้าที่กำลังพยายามเจาะทะลวงการตั้งรับของพวกเขาอยู่ แต่คือมนุษย์กายเขียวผู้กำลังถูกพวกซิกมาล้อมตีแบบเอาเป็นเอาตาย

        ท่ามกลางสนามรบอันเดือดระอุขณะที่รามกำลังฟาดฟันกับหน่วยรบทั้งสิบคนที่มีซิกมาเป็นหัวหอกอยู่ใต้เท้าของเขาก็ปรากฏบุปผามนตราดอกหนึ่งผุดขึ้นอย่างเงียบเชียบจากนั้นมันก็ผลิบานออก แล้วทอแสงสว่างนวลตา อักขระเวทที่วิ่งล้อมมันอยู่ก็ส่องประกายเจิดจ้าส่งพลังสายหนึ่งให้กับรามโดยตรง

        และทันทีที่ได้รับมันมารามผู้ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมก็พลันเลือดลมสูบฉีด กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงกลับฟื้นคืนพลังและพร้อมกันนั้น ทั่วร่างก็ปรากฏเกราะเวทสีเหลืองใสปกคลุมอวัยวะสำคัญทำให้ความสามารถในการป้องกันตัวของรามสูงขึ้นอีกระดับ

        และนั่นก็ทำให้เขาเหมือนปลาได้น้ำ!

        รามที่ต่อสู้อย่างระมัดระวังมาตลอดบัดนี้กลับสลัดความรอบคอบทิ้งจนสิ้น เขาเลือกช่องว่างหนึ่งแล้วพุ่งออกไปแบบลืมตายใช้เกราะเวทที่เพิ่งได้รับมารับการโจมตีอย่างไม่กลัวเกรง เพราะเขารู้ดีว่าตนคือกุญแจสำคัญของการรบขอเพียงตนหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย ศึกนี้ก็จะยุติลงทันที

        ซิกมาผู้อยู่ใกล้เหตุการณ์นี้ที่สุดจึงไม่รอช้าเร่งพาร่างตัวเองพุ่งเข้ามาขวางโดยไม่แยแสความเสียหายแต่เขาที่มีเลเวลเพียงร้อยเจ็ดสิบเศษ ก็ทำได้เพียงต้านรับสามดาบจากกษัตริย์แห่งอยุธยาก่อนจะล้มลงโดยไม่อาจขัดขืน

        และเพียงอึดใจเดียว รามก็ฝ่าทะลวงแนวรับทั้งสิบคนและพุ่งชนดะไปตลอดทางไม่มีทหารแม้สักนายที่ต้านทานได้

        วิฬาร์มองดาวตกสีทองที่กำลังเจาะทะลุทัพของเขาด้วยจิตใจที่หนังอึ้งงานคุมกระบวนเวทของเขาตรงนี้เรียกได้ว่าตึงจนจะขาดแล้ว หากตนทิ้งตรงนี้ไปขวางรามเอาไว้แนวรับทั้งหมดจะแตกทันที และนั่นเท่ากับเปิดทางให้รามฝ่าออกไปได้ง่ายกว่าเดิมเขาจึงทำได้เพียงมองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจทำสิ่งใดได้

        ดูเหมือนว่าภารกิจคราวนี้…

        ...เขาจะทำมันไม่ผ่าน




        ทุกคนเอาใจช่วยวิฬาร์และพรรคพวกด้วยนะครับ

คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน