เดิมที่หานเหวินหลางไม่ใช่คนของโลกนี้ในโลกเก่ามันเป็นแค่วัยรุ่นว่างงานที่ชอบอ่านนิยายออนไลน์เท่านั้นเองอย่างไรก็ตามวันหนึ่งในขณะที่มันออกนอกบ้านไปซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มให้แม่ระหว่างที่มันกำลังเดินข้ามถนนนั้นเอง รถบรรทุกหรือที่รู้จักกันดีในชื่อทรัคซังก็นำมันมายังต่างโลกโดยไม่ทันรู้ตัว.......
วิญญาณของมันเข้ามาอยู่ในร่างของหานเหวินหลางเมื่อหลายปีก่อนคุณชายสามแห่งตระกูลหานผู้ไม่มีอะไรดี..... อย่างไรก็ตามคล้ายกับสวรรค์ได้เมตตาที่มันถูกส่งมาจากต่างโลกอย่างกะทันหัน
วันหนึ่งมันก็ค้นพบกับคัมภีร์ที่หายสาบสูญไปหลายร้อยปีของตระกูลหานใต้เตียงนอนของมันเคล็ดวิชาประจำตระกูลหานวิชานี้มีนามว่า ‘หนึ่งเดียวใต้หล้ามีข้าเป็นราชัน’เคล็ดวิชาประจำตัวของปรมาจารย์รุ่นแรกตระกูลหาน
หนึ่งเดี่ยวใต้หล้ามีข้าเป็นราชันไม่ใช้กระบวนท่าหรือกายเนื้อใดๆ หากแต่เป็นวิถีแห่งการฝึกฝนหานเหวินหลางก้าวกระโดดจากขยะประจำตระกูลกลายมาเป็นยอดฝีมือเช่นทุกวันนี้ได้ก็เพราะได้วิชานี้นี่เอง
หานเหวินหลางลอบวางแผนในใจว่าจะหาวิธีพิชิตใจสตรีเหล่านี้ยังไงเงียบๆชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นชิงเดินไปร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆเพื่อยลโฉมคณะการแสดงที่ถูกยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นจู
ในตอนนี้กึ่งกลางของท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่ยืนไว้ด้วยสตรีหนึ่งนางกับผีผาชิ้นหนึ่งนางมีใบหน้าที่เรียบง่ายหากทว่าเป็นความเรียบง่ายที่งดงามในแบบของมันชุดสีฟ้ายาวจรดพื้นของนางไม่ได้มีลวดลายที่สวยงามเหมือนกับสตรีทั่วๆไป ทว่าความเรียบง่ายและความธรรมดานั้นกลับช่วยขับความสง่าและงดงามของหญิงสาวออกมาได้อย่างน่าประหลาด
ปลายนิ้วเรียวของหญิงสาวเริ่มเคลื่อนไหวพริบตาที่ปลายนิ้วของกรีดผ่านเส้นสายของผีผาเสียงเล็กแหลมของเครื่องดนตรีโบราณเปล่งออกดังไปทั่วท้องพระโรงที่กำลังเงียบกริบ
บทเพลงที่นางกำลังบรรเลงอยู่นี่ทำนองฟังดูเฉื่อยชาไม่คล้ายกระตุ้นให้ผู้คนสนุกสนานกับงานเลี้ยงทว่าน่าแปลกกลับไม่มีผู้ใดเลยที่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเลยแม้แต่น้อยกลับกันยังคล้ายกับว่ากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงดนตรีที่ดูเอื่อยเฉื่อยนี้ด้วยซ้ำ
‘ไม่เลว ยากนักที่จะผู้ใดที่สามารถเข้าถึงแก่นแท้แห่งเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งขนาดนี้หนำซ้ำยังมีอายุเพียงนี้เอง’ ผู้คุ้มกฎชราพยักหน้าอย่างชื่นชมตอนนี้ชายชราที่อาวุโสที่สุดในหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์กำลังเฝ้ามองทุกอย่างในงานเลี้ยงอย่างเงียบๆ
เสียงดนตรีที่เอื่อยเฉื่อยยังคงดำเนินต่อไปอย่างเอื่อยๆอย่างไรก็ตามดนตรีที่เอื่อยเฉื่อยนั่นกลับค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นอย่างช้าๆจากบทเพลงที่ฟังดูลื่นหูราวกับสายลมที่พัดโชยถูกหญิงสาวใช้ปลายนิ้วกรีดผ่านเปลี่ยนทิศทางของมันกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ร่มสีแดงที่มีไม่ซ้ำกันถูกกางออกโดยเหล่านักแสดงหลายสิบคนที่อยู่ๆก็ปรากฏออกมาพวกมันกางร่มสีแดงที่มีลวดลายแปลกประหลาดจนดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไรร่มสีแดงมากมายหมุนวิ่งล้อมรอบหญิงและผีผา อย่างหน้าตกใจร่มหลากหลายเมื่อนำมาเรียงกันกลับปรากฏเป็นรูปของหงส์และมังกรที่กำลังโบยบินอยู่เคียงคู่กัน
มังกรและหงส์โบยบินอยู่ในร่มสีแดงเคียงคู่ราวกับเป็นสหายเสียงดนตรีที่ถูกเปลี่ยนจากความเอื่อยเฉื่อยของสายลมกลายมาเป็นเสียงเริงระบำของสายลมยิ่งผสานกับมังกรและหงส์ที่กำลังโบยบินอยู่บนร่มสีแดงให้น่าตื้นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก
ร่มสีแดงมากมายถูกกางไว้ล้อมรอบหญิงสาวจนทำไม่อาจมองเห็นร่างของนางได้เลยแม้แต่น้อยมีเพียงเสียงดนตรีที่เร่งเร้าจังหวะขึ้นเรื่อยๆพริบตานั้นเสียงดนตรีอีกสายหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากภายในกลุ่มร่มสีแดงราวกับว่ามีนักดนตรีอีกคนปรากฏขึ้นบรรเลงเพลงเคียงข้างกับหญิงสาว
ตอนนั้นเองนางรำหลายนางในชุดสีแดงและสีเขียวอ่อนพลันขยับตัวเข้ามาร่ายรำรอบๆกลุ่มร่มอย่างพลิ้วไหวนางรำแต่ล่ะคนต่างถือพัดที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันท่วงท่าในการร่ายรำของพวกนางนั้นช่างน่างดงามราวกับนางเซียนแห่งสวรรค์จังหวะเสียงเพลงเร้าขึ้นเรื่อยๆเสียงดนตรีสองสายคล้ายกำลังประชันกันว่าเป็นเสียงของผู้ใดที่เหนือกว่า
เหล่านางรำกรีดพัดไปมาอย่างงดงามพวกนางค่อยล้อมรอบกลุ่มร่มอย่างช้าๆพริบตานั้นเองร่มสีแดงมากมายก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นสตรีนางหนึ่งที่มีใบหน้าที่เรียบง่ายและบุรุษในชุดสีขาวที่มีใบหน้าอันหล่อเหล่าในมือของบุรุษคนนั้นถือซวินไม้สีน้ำตาลแดงที่สวยงาม
หนุ่งบุรุษเป่าซวินและหนึ่งสตรีที่กำลังกรีดผีผาเสียงดนตรีที่เร่งเร้าขึ้นสร้างความระทึกใจให้กับผู้คนเหล่านางรัดผ่านท่วงทำนองอย่างงดงามและเมื่อดนตรีที่ขึ้นสู่จุดสูงสุด ร่างๆหนึ่งก็‘สไลด์’ออกมาอย่างงดงามชายหนุ่มในชุดสีเขียวที่มีผีเสื้อสีดำทัดอยู่ที่ข้างหูพร้อมกับท่าแดปอย่างสง่างามไถลมาตามพื้นพร้อมกับเสียงดนตรี
พรูด!
หลายๆคนจากหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ที่กำลังเพลิดเพลินกับการแสดงสำลักน้ำออกมาเกือบจะทุกคนแม้แต่ผู้คุ้มกฎที่กำลังปล่อยจิตใจไปกับเสียงดนตรีก็แทบจะร่วงจากเก้าอี้
ชายหนุ่มชุดเขียวหมุนตัวพลางลุกขึ้นพร้อมกับเสียงดนตรีที่จบลงอย่างยิ่งใหญ่ชายหนุ่มตั้งท่าแดปอีกครั้งเป็นการปิดท้าย....
ทุกคนในท้องพระโรงกระพริบตาปริบๆหรืออันที่แม้แต่เหล่าคณะนักแสดงเองก็ยังมีสีหน้าแปลกๆโดยเฉพาะบุรุษหนุ่มชุดขาวที่ตอนนี้หน้าขาวๆบิดเบี้ยวจนแทบไม่เป็นมนุษย์อยู่แล้วมีเพียงหญิงสาวที่มีใบหน้าทีเรียบง่ายที่คล้ายกลับมีรอยยิ้มขำน้อยๆที่มุมปาก
“แค่กแค่ก สมเป็น‘เพลิงพิรุณ’เสียงดนตรีและการร่ายรำเรียกได้ว่านับเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใครเลยทีเดียว.....โดยเฉพาะความ....สร้างสรรค์” จักรพรรดิชิงไอแห้งๆเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยกำลังยืนทำท่าแปลกๆ
ทุกคนที่ในท้องพระโรงมีสีหน้าแปลกๆแต่เมื่อห็นว่าจักรพรรดิของพวกมันเอ่ยคำชมเหล่าผู้ภัคดีของจักรพรรดิก็ได้แต่ปรบมือชื่นชมพร้อมกับตะโกนให้กำลังใจ
“ยอดเยี่ยมๆ!สมเป็นคณะดนตรีอันหนึ่งจริงๆ!”
“ใช่ๆยอดเยี่ยม!”
“ยอดเยี่ยม!”
คำว่ายอดเยี่ยมถูกเอ่ยออกมาซ้ำแล้วซ้ำเหล่าราวกับคิดคำชมอื่นไม่ออกชายหนุ่มที่มีผีเสื้อสีดำทัดข้างหูเห็นผู้คนกำลังปรบมือโห่ร้องชื่นชมก็เอามือลูบคางไปมา
“ฮืม...หรือว่าข้าจะเปลี่ยนมาเอาดีด้านการแสดงและดนตรีดีน่ะ?” เว่ยเมิ่งคิดในใจแต่ปากกลับเผลอพูดออกมา
ทุกคนในท้องพระโรงที่ได้ยินก็แต่สบถในใจ‘บัดซบ! เพราะการมีอยู่ของเจ้านั้นแหละที่ทำให้การร่ายรำและเสียงดนตรีของเทพเซียนต้องแปดเปื้อน!’ แน่นอนทุกได้แต่คิดในใจแต่ไม่กล้าพูกออกมาเพราะจำเป็นต้องไว้หน้าองค์จักรพรรดิ
“อ่ะ!พี่เยว์เอ๋อร์!” เว่ยเมิ่งโบกมือทักทายหลี่เยว์เอ๋อร์ที่ตอนนี้กำลังกลั่นขำอย่างเอาเป็นเอาตาย
“โฮ่?ท่านแม่กับท่านปู่ก็มาด้วยหรือนี่?”แน่นอนว่าเว่ยเมิ่งย่อมไม่ลืมเรื่องมารยาทในการทักทายญาติผู้ใหญ่เว่ยเมิ่งเดินออกจากกลุ่มนักแสดงไปหาท่านแม่ซาลาเปาที่กำลังโบกมือยิ้มทักทายมาทางตนและตงฟางซานที่กำลังเอามือทาบหน้าผากเหมือนกำลังปวดหัวกับนิสัยของหลานชายผู้นี้
“ท่านแม่ท่านปู่” เว่ยเมิ่งยิ้มทักทายแม่และปู่ของตนเองโดยที่ไม่ได้สนใจสายตาของคนรอบข้างที่มองมาเลยแม้แต่น้อยจักรพรรดิชิงฝืนยิ้ม บุรุษผู้สืบสายเลือดแห่งมังกรเขียวปรบมือสองสามครั้งเรียกความสนใจของทุกคนกลับมาจักรพรรดิชิงเอ่ยชื่นชมคณะนักแสดงอีกเล็กน้อยและตบรางวัลให้กับเหล่านางรำและนักดนตรีทุกคน
“ต้วนเหยียน?” หยางหานเอ่ยทักหญิงสาวที่อยู่ข้างอย่างสงสัย ตอนนี้ลมหายใจของนางหอบถี่สีผิวสีขาวชมพูของนางเปลี่ยนมาเป็นสีขาวซีดพร้อมกับสีหน้าที่คล้ายดูตื้นกลัวอะไรบ้างอย่าง
“ปะเป็นคนผู้นั้น” ต้วนเหยียนพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นเทาในขณะที่พูด
หยางหานมีสีหน้างุนงงในขณะที่หลินปาคล้ายเข้าใจอะไรบ้างอย่างสายตาของมันจ้องไปที่เว่ยเมิ่งอย่างพิจารนา
“เป็นมันที่สังหารเหล่าทหารแคว้นชิง”ต้วนเหยียนเอ่ยถึงฝันร้ายที่ยังคงติดตาของนางมาจนถึงตอนนี้