บทที่ 30
ซื้อบ้าน
ท่ามกลางสำนักงานค้าบ้าน ภายในห้องเล็กๆนั้นเงียบสงัดขึ้นมาทันที นอกจากเสียงข่าวที่ออกอากาศอยู่ในทีวีแล้ว นอกจากนั้นก็ไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น ทั้งสามคนที่อยู่ภายในนั้นต่างจ้องมองซึ่งกันและกัน
“ขอโทษนะ? ช่วยพูดอีกทีหนึ่งได้หรือเปล่า?”
ชายหนุ่มคนเดิมนั้นเกรงว่าเขาอาจจะได้ยินอะไรผิดไป เขาจึงต้องถามอีกรอบด้วยความงุนงง
อู๋ตี้ชู 3 นิ้วขึ้นมาและพูดแบบจริงจัง “ผมบอกว่า ผมจะซื้อบ้านของคุณ ในราคา 3 ล้านหยวน”
“ฮ่าๆๆๆ”
ในทันทีที่อู๋ตี้พูดออกมา ผู้จัดการฝ่ายขายก็กุมท้องหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าเหยียดหยามสุดๆ
“เสี่ยวลี่ นายคงไม่เชื่อเรื่องไร้สาระที่เจ้าขี้แพ้นี่พูดหรอกนะ? หรือว่านายเชื่อ? ถ้ายังไงก็ดูเศษผ้าบนตัวหมอนี่ก่อนแล้วตัดสินใจดีๆละกัน ฉันเองก็ไม่คิดด้วยซ้ำว่าสภาพแบบนี้จะมีเงินถึง 300 หยวนหรือเปล่า”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็มองตั้งแต่หัวจรดเท้าอู๋ตี้อีกครั้ง ก่อนที่เขาจะรู้สึกโกรธเพราะคิดว่าตนเองโดนหลอกเล่น
ใช่แล้ว ชายที่อายุราวๆ 20 ต้นๆคนนี้ แถมสวมเสื้อผ้าที่ซื้อได้ตามตลาดนัดกำลังพูดว่าจะซื้อบ้านของเขาในราคา 3 ล้านหยวน แบบนี้จะให้ใครเชื่อ?
ดังนั้นแล้วในความคิดของเขานั้น ชายอ้วนคนนี้ต้องกำลังแกล้งหลอกเขาอยู่แน่ๆ ใช้ความฉุกละหุกและอวดเบ่งใส่เข้า
“ไปไกลๆเลยนะ! อย่ามายึกยื้อฉัน! ให้ตายเถอะ ไอ้เรื่องที่ว่าคนเรามันมีทุกรูปแบบนี้ไม่ได้พูดเล่นๆสินะ ฉันกล้าที่จะพูดอะไรก็ตามที่ต้องการพูดก็จริง แต่ฉันพูดแค่ในหัวเท่านั้นแหละ! ถ้านายทำให้พี่ฉีโกรธจนเขาไม่ยอมซื้อบ้านฉัน นายจะรับผิดชอบสิ่งของราคาหลักล้านได้ยังไง! ออกไปจากที่นี่ซะ!”
ชายหนุ่มคนนั้นยังคงใจร้อนและมันทำให้เขาหมดความอดทนกับอู๋ตี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเขานั้นโดนค่าบ้านที่สูงกำลังกดให้เขาจมอยู่ เพราะงั้นแล้วสำหรับเขาในตอนนี้ ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นเป็นเพียงผู้ช่วยชีวิตหนึ่งเดียว การที่อู๋ตี้ปรากฏตัวขึ้นมาและทำแบบนี้มันจึงอยู่เหนือความคาดหมายของเขาแบบสุดๆ
มองกลับไปยังท่าทีของชายหนุ่ม อู๋ตี้นั้นทำได้แค่ถอนหายใจและหยิบบัตรธนาคารขึ้นมา
“มานี่ เซ็นสัญญาเลย ผมจะได้โอน 3 ล้านหยวนให้เลย”
“บ้าไปแล้วหรือไง!”
ชายหนุ่มก่นด่าด้วยเสียงเบา จากนั้นเขาก็หันไปหาผู้จัดการฝ่ายขายด้วยรอยยิ้ม “พี่ฉี อย่าไปสนใจพวกไม่เต็มนี่เลย มาต่อเรื่องของเรากันดีกว่า”
เขายังคงคิดว่าอู๋ตี้นั้นพูดเล่นอยู่ เพราะงั้นเขาจึงไม่สนใจอู๋ตี้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้จัดการฝ่ายขายคนนั้นเห็นอู๋ตี้ เขาก็หัวเราะก่อนจะพูดขึ้น “แล้วทำไมนายไม่เซ็นสัญญากับคนคนนั้นล่ะ? เอางี้ไหม ถ้าเกิดเจ้าอ้วนนี่น่ะมีเงิน 3 ล้านให้นาย นายไม่ต้องจ่ายค่านายหน้าเลยเอ้า!”
ชายหนุ่มเลิ่กลั่ก เขาคิดว่าที่อีกฝ่ายพูดแบบนี้น่าจะเป็นเพราะกำลังโกรธที่อู๋ตี้จะมาแย่งซื้อบ้านแน่ๆ เพราะงั้นเขาเลยรีบพูดไปก่อน
“ไม่ต้องหรอกน่าพี่ฉี ทำไมเราต้องไปห่วงเจ้าขี้แพ้นั่นด้วย? พี่ก็เห็นว่าหมอนั่นมันยากจนขนาดไหน ไม่ต้องพูดถึง 3 ล้านหยวนก็ได้ มันก็เหมือนกับที่พี่พูดนั่นแหละ 300 หยวนจะมีให้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นก็ยกมือขึ้นกวักเรียกชายหนุ่มให้เข้ามากระซิบกระซาบแบบที่ได้ยินกันแค่ 2 คนเท่านั้น
“น้องชาย ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอแบบนั้นแล้วก็เซ็นต์สัญญากับมันไปเถอะ ตราบใดที่สัญญาถูกเซ็นต์ขึ้นมาแล้ว แต่เจ้านั่นไม่มีเงิน 3 ล้านหยวนมาจ่าย เจ้านั่นก็จะโดนคิดค่าละเมิดสัญญา 10% และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเราก็ค่อยเอาเงินนั่นมาแบ่งกันคนละครึ่งก็ได้ จากนั้นจะให้เจ้านั่นจ่ายค่าเสียหายหรือจะส่งมันไปเข้าคุกก็ตามสะดวกเลย!” ในสองประโยคสุดท้ายนั้น ผู้จัดการเน้นย้ำเป็นพิเศษและมันค่อนข้างจะเป็นจริงได้ง่ายๆ
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมา ขณะที่ผู้จัดการฝ่ายขายคนโฉดนั้นก็คิดคำนวณขึ้นในใจ 10% ของเงิน 3 ล้านหยวนก็คือ 300,000 หยวน ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เจ้าอ้วนขี้แพ้นี่ไม่มีปัญหาหาเงิน 3 ล้านหยวนมาหรอก เพราะงั้นแล้วเขาก็จะแบล็กเมล์และเรียกค่าสินไหมชดเชย 300,000 หยวนได้โดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย
และชายหนุ่มเองก็มองว่า หากเขาแบ่งเงิน 300,000 หยวนนั่นกับผู้จัดการ เขาก็ได้จะ 150,000 หยวน ซึ่งมากพอที่จะจ่ายค่าบ้านได้อีกหลายเดือนโดยที่ไม่ต้องรีบขายบ้านเช่นนี้
คิดดังนั้นแล้วหัวใจของเขาก็เต้นรัวแบบไม่มีเหตุผลขึ้นมา
“โอเค ฉันจะเซ็นต์สัญญากับนาย แต่ต้องเป็น 3 ล้านหยวนเท่านั้นนะ ไม่ขาดแม้แต่นิดเดียว!”
อู๋ตี้มองทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันแถมยังเหลือบมองมายังเขาด้วย เพราะงั้นสำหรับเขาแล้วมันอดไม่ได้ที่จะเปิดระบบบันทึกเสียงในโทรศัพท์ทิ้งไว้และซ่อนมันไว้ในกระเป๋า
“โอเค ผมจะซื้อบ้านของคุณในราคา 3 ล้านหยวน แล้วก็ที่พูดอะไรเอาไว้ก่อนหน้าก็นับรวมด้วยนะ คุณผู้จัดการฝ่าย”
อู๋ตี้มองไปยังผู้จัดการฝ่ายขายในทันที
เขาทำหน้างงก่อนจะถามกลับ “ฉันพูดอะไรไป?”
“คุณพูดว่า ถ้าเกิดผมสามารถจ่ายเงิน 3 ล้านเพื่อซื้อบ้านหลังนี้ได้ คุณจะไม่เก็บค่านายหน้า ไม่ใช่หรือไง?” อู๋ตี้เปล่งเสียง
ทันใดนั้น ผู้จัดการฝ่ายขายก็หัวเราะออกมาเสียงดังอีกครั้ง “โอเค แน่นอน ฉันจะเตรียมสัญญาไว้ให้นายแล้วก็จะทำตามที่พูดด้วย หลังจากที่การซื้อขายเสร็จสิ้น ฉันจะไม่เก็บค่านายหน้าจากนาย โอเคนะ”
ผู้จัดการฝ่ายขายคิดในใจ : เมื่อไหร่ที่เซ็นต์สัญญา แกก็จะได้เห็นว่าฉันจะทำยังไงกับไอ้หมูยากจนอย่างแก เตรียมตัวเรียกครอบครัวมารับผิดชอบได้เลย! ฮ่า ฮ่า ฮ่า
10 นาทีต่อมา อู๋ตี้และชายหนุ่มก็เซ็นต์สัญญาซื้อขายกันเสร็จพร้อมทั้งจัดการเซ็นต์สัญญาด้วยระบบออนไลน์ของอสังหาริมทรัพย์ด้วย
การกระทำของผู้จัดการฝ่ายขายนั้นเหี้ยมโหดชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายได้นั่นก็เพราะว่าการที่เซ็นต์สัญญาด้วยระบบออนไลน์เช่นนี้ เมื่อมันสำเร็จ นั่นหมายถึงมันจะเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการซื้อขายบ้านเลย ต่อให้อู๋ตี้จะฉีกสัญญาที่เป็นกระดาษเมื่อจนแต้ม แต่สัญญาออนไลน์ยังอยู่ และมันไม่สามารถทำลายได้ เรียกได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมอย่างดีเลยก็ว่าได้
หลังจากที่ได้รับลายเซ็นมาแล้ว ผู้จัดการฝ่ายขายก็ขยิบตาให้กับชายหนุ่ม
“เสี่ยวลี่ ไปรับเงินมา ถ้าเมื่อไหร่เงินถึงมือนาย บ้านนี่ก็จะเป็นของพ่อหนุ่มคนนี้ในทันทีที่นายจัดการโอนชื่อในวันพรุ่งนี้เลย”
ชายหนุ่มเข้าใจคำพูดนั้นดี เขาหันหน้าไปมองทางอู๋ตี้และพูดพร้อมกับรอยยิ้มประหลาด “โอเค คุณลูกค้ารายใหญ่ ผมยินดีมากๆเลยที่สามารถขายบ้านหลังใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่นให้แก่คุณ เพราะงั้น จ่ายเงินมา”
การเผชิญหน้ากับทั้งสองคนนั้น อู๋ตี้ไม่ได้มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเลย
“เอาเลขบัญชีมาเดี๋ยวผมจะโอนให้เลย”
“62212……..”
ชายหนุ่มรีบพูดเลขบัญชีออกไปในทันที แต่กระนั้นเขาก็ยังคงทำสีหน้าเหยียดอู๋ตี้อยู่
แกจะทำตัวอวดเบ่งแบบนี้ไปได้อีกนานขนาดไหนกัน หึ!
หัวใจของเขานั้นเฝ้าเยาะเย้ยอีกฝ่ายตลอด และทันใดนั้น โทรศัพท์ก็ส่งเสียงแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้ามาพอดี
“เสร็จแล้วล่ะ”
อู๋ตี้เก็บโทรศัพท์ลงไป
ชายหนุ่มตกตะลึงไปเลย จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋า
มันต้องเป็นข้อความสแปมแน่ๆ มาถูกเวลาจริงๆนะ ไอ้ขี้แพ้นี่คงกะจะใช้ข้อความนี่แสร้งว่าตัวเองโอนแล้วล่ะสิ! ฮึ่ม ฉันจะเปิดโปงแกเอง!
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเปิดโทรศัพท์มาดูและเข้าไปที่กล่องข้อความ เขาก็ต้องตกใจไปในทันที เพราะข้อความนั้นบอกไว้ว่า : คุณลูกค้าที่เคารพ หมายเลขบัญชี 62212 มียอดเงินทั้งสิ้น 3,000,001.20 หยวน
“ฮ่าๆๆ ไอ้หนู เตรียมเสียเงินได้เลย! ทีนี้ฉันจะบอกแกเลยนะว่าถ้าแกไม่สามารถโอนเงิน 3 ล้านหยวนมาได้ แกต้องจ่ายเงิน 300,000 หยวนเพื่อเป็นค่าละเมิดสัญญานะ! จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว!”
ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นอยู่อีกฟากหนึ่งเลยไม่ได้เห็นข้อความนั้น เขาเพียงแต่เห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาเลยคิดว่าอีกฝ่ายต้องไม่มีปัญญาจ่ายเงินแน่ๆ เพราะความที่เขาคิดมาตลอดว่าอู๋ตี้ไม่มีเงิน เพราะงั้นเขาจึงไม่เกรงกลัวที่จะพูดออกไปด้วยความตื่นเต้นแบบนั้น
แต่ครั้งนี้เหมือนจะเป็นตาของอู๋ตี้บ้างแล้วที่จะยิ้มแบบเหยียดหยาม
“แค่ 3 ล้านหยวนเอง ผมโอนเสร็จแล้วล่ะ ถ้าไม่เชื่อจะถามเขาก็ได้นะ”
ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นอึ้งไปเลย เขารีบหันไปมองทางชายหนุ่ม และชายหนุ่มเองก็ตาเบิกโพลงพร้อมกับพยักหน้า “ช-ใช่แล้วครับ… เขาพูดจริง… เงิน 3 ล้านหยวนจริงๆเลย...”
“ม-ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้!!”
สีหน้าของผู้จัดการฝ่ายขายนั้นราวกับเห็นผีขึ้นมาทันที เขารีบแย่งโทรศัพท์จากมือชายหนุ่มมาและมอง SMS นั้น เลข 0 ที่ทอดเรียงยาวนั้น เมื่อเขานับแล้วมันก็ได้ 3 ล้านหยวนจริงๆ!
“อ่า ผมต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ใช่ไหม? ถ้ายังไงวันนี้ก็หมดธุระแล้วสิ”
เมื่อการเจรจาซื้อขายเสร็จสิ้น อู๋ตี้ก็ลุกขึ้นและเตรียมจะออก
“รอก่อน!”
ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นรีบหยุดร่างของอู๋ตี้เอาไว้ เขาขมวดคิ้วก่อนจะใช้มือช่วยรั้งร่างนั้นไว้ก่อนที่จะออกประตูไปด้วย
“เกิดอะไรขึ้นอีก? มีอะไรไม่เรียบร้อยหรือไง?” อู๋ตี้หันกลับมามองและถามด้วยความสงสัย
“นาย นายยังไม่ได้จ่ายค่านายหน้า! ค่านายหน้า 1% ก็เท่ากับ 30,000 หยวน! จ่ายมาเลย!”
ในตอนนั้นดวงตาของผู้จัดการมันแดงก่ำ พร้อมทั้งน้ำเสียงเองก็แหบพร่าเสียด้วย
อู๋ตี้หัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ คุณผู้จัดการ คุณความจำไม่ดีหรือไง? ไม่ใช่ว่าเราตกลงกันเรื่องนี้ไปแล้วเหรอ? ตราบใดก็ตามที่ผมสามารถจ่าย 3 ล้านหยวนได้ ก็จะไม่มีค่านายหน้าอะไรทั้งสิ้น”
“อะไร! ฉันพูดตอนไหน? ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นเลย!”
ผู้จัดการเริ่มจะเล่นไม่ซื่อ ชัดเจนเลยว่าเขานั้นกำลังขาดความมั่นใจ และน้ำเสียงของเขาเองมันก็กำลังสั่นอยู่ด้วย
“ฮ่าๆๆ!” อู๋ตี้หัวเราะเหยียดขึ้นมาอีก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และเปิดเสียงที่บันทึกไว้ ซึ่งนั่นเป็นเสียงของผู้จัดการคนนั้นเอง
“ใช่ แน่นอน ฉันจะเตรียมสัญญาให้ หากนายสามารถจ่ายเงินได้ทันทีหลังเซ็นสัญญา ฉันจะไม่เอาค่านายหน้าเลย”
ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นจนแต้มแล้ว
“ถ้ายังไง ฉันจะไปก่อนละกัน ในเมื่อมันไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว” อู๋ตี้สะบัดมือของผู้จัดการที่รั้งเขาไว้ออกก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับผิวปากไปด้วย
ด้านหลังนั้น ชายหนุ่มก็เดินเข้ามา
“พี่ฉี ไม่เป็นไรนะ พี่เองก็ไม่ได้แย่กับงานที่ทำอยู่หรอกนี่ ใช่ไหม? ฉันเองก็คงต้องกล่าวขอบคุณพี่ด้วย เพราะพี่เป็นคนทำให้บ้านนี้ขายได้ถึง 3 ล้านโดยที่ไม่สูญเสียอะไรเลย”
ชายหนุ่มดูดีใจและผ่อนคลายลงมากๆ เขายึดตามที่ว่าเขาซื้อบ้านมา 3 ล้านหยวน และการที่มันยังขายได้ 3 ล้านหยวนนั้น นั่นหมายถึงเขาไม่เสียหายอะไร
“เจ้าโง่!”
ผู้จัดการฝ่ายขายตะโกนด่าเขาทันที
“บ้านของนายน่ะ ก่อนหน้านี้มีคนมาเสนอราคาถึง 3.5 ล้านหยวนแล้วด้วยซ้ำ! ดีไม่ดีจะเร่งให้ถึง 3.6 ล้านหยวนแล้วขายก็ยังไม่มีปัญหาเลย! หรือจะเอาบ้านไปจ่ายให้ธนาคาร ธนาคารเองก็ยังอยากจะรับซื้อเลยด้วย! แบบนี้น่ะ การที่นายเฝ้าจ่ายค่าบ้านมาตลอด 2 ปีมันก็ไม่ต่างอะไรกับเสียเปล่านั่นแหละ! นายลองคิดดูนะ เงินเกือบล้านที่ต้องเสียไป แล้วนี่ยังมาบอกว่าไม่เสียอีกเหรอ? โฮ่ะ ขอบคุณจริงๆที่แกมันโง่!”
ชายหนุ่มที่ถูกด่านั้นก็เลือดขึ้นหน้า
“เห้ยๆ จะมากไปแล้วนะเว้ย! คนที่เริ่มทำตัวสารเลวก่อนมันนายนะ! แหม บอกจะซื้อบ้านต่อจากฉันราคา 2.55 ล้าน เฮอะ ขี้โกง! ทำอะไรไว้ก็หัดสำเหนียกตัวเองซะบ้าง!”
ภายในสำนักงานอสังหาริมทรัพย์แห่งนั้น การต่อสู้ของคนสองคนก็ได้เริ่มต้นขึ้น พวกเขานั้นรู้สึกเหมือนกันว่าต่างฝ่ายต่างสูญเสียเงินล้านกันไป และพวกเขาต่างก็กลัวจะไปกันได้ไม่ไกลกว่านี้ ดูท่าคนที่ได้ค่ำคืนอันแสนมีชีวิตชีวาไปเหมือนจะมีเพียงอู๋ตี้คนเดียวเสียแล้ว