หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 41: รอยต่อของอารยธรรม และจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติด้วยพลังงานน้ำ

            บทที่ 41: รอยต่อของอารยธรรม และจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติด้วยพลังงานน้ำ

            สายลมยามสายพัดแผ่วเบาหอบเอากลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของธรรมชาติมาเยือนรัฐอิสระ       เฮเซลบรุค หากเป็นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนกลิ่นที่ลอยมาคงมีเพียงกลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้แห้งของป่าต้องห้ามชั้นนอกทว่าในวันนี้ กลิ่นที่โชยมาปะทะจมูกกลับเป็นกลิ่นหอมกรุ่นของ ‘รวงข้าวสาลี’ ที่สุกปลั่ง!

            ณ โซนเกษตรกรรม ทางทิศใต้ของหมู่บ้านถัดจากพื้นที่แปลกผักยกแคร่แปดสิบเอ็ดแปลงบัดนี้ได้ถูกขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางอีกประมาณหนึ่งไร่ มันถูกแปรสภาพเป็น ‘ทุ่งข้าวสาลีสีทอง’ ดอกไม้ และผักนานาชนิด ที่ทอดยาวเป็นระลอกคลื่นยามต้องสายลมแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมากระทบเมล็ดข้าวทำให้ทั้งทุ่งดูราวกับพรมที่ถักทอด้วยเส้นด้ายสีทองคำ

            ผลผลิตอันน่าทึ่งนี้เป็นผลงานการคอลแลปส์ สุดยอดระหว่างพันธุกรรมข้าวสาลีป่าที่ฟินน์ไปดมกลิ่นเจอผสานเข้ากับเวทมนตร์สายพฤกษา ของ เดซี่ กระต่ายอสูรตัวอ้วนกลม หัวหน้าแผนกเกษตรกรรมที่กระหน่ำกระทืบเท้าอัดฉีดมานาลงสู่หน้าดินอย่างบ้าคลั่งเพื่อเร่งการเจริญเติบโตให้ทันต่อการบริโภคของประชากรในหมู่บ้านที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            "ท่านกอร์น!ท่านป้าเอลร่า! พวกท่านยังมีชีวิตอยู่!"

            เอลดรินและฟินดอลตะโกนลั่นจนสุดเสียงทันทีที่เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยในกลุ่มผู้อพยพเอลฟ์ช่างทอทั้งสองวิ่งถลาเข้าไปสวมกอดญาติพี่น้องและผองเพื่อนจากหมู่บ้านเดิมน้ำตาแห่งความปีติไหลรินอาบสองแก้ม ขบวนผู้อพยพที่เคยเหนื่อยล้าและหวาดกลัวต่างพากันทรุดตัวลงร่ำไห้ด้วยความโล่งใจ เมื่อรู้ว่าคนที่พวกเขารักยังปลอดภัยและได้พบกับสถานที่หลบภัยที่แท้จริง

            และในห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสียงสะอื้นนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา ใสกังวานจนแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

            “ท่านพี่เอลดริน!” หัวหน้าเอลฟ์บรรเลงวิ่งฝ่ากลุ่มผู้คนออกมา

            เส้นผมสีเงินยาวสลวยสะท้อนแสงแดดยามสายเป็นประกายผืนผ้าบางเบาที่พาดไหล่พลิ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวพิณที่สะพายแนบลำตัวกระทบกันเบาๆ เกิดเป็นเสียงใสแผ่วเอลดรินชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นทันที

            “เอลาริน่า…!” เขาก้าวเข้าไปหาโดยไม่ลังเล และโอบกอดนางไว้แน่นแรงกอดนั้นเต็มไปด้วยความโล่งใจ…ที่แทบจะเอ่อล้นออกมา

            “เจ้า…ปลอดภัยจริงๆ…” เสียงของเขาแผ่วลงอย่างควบคุมไม่อยู่

            เอลาริน่าหลับตาลงเล็กน้อยรับแรงกอดนั้นไว้ ก่อนจะยิ้มบาง “ข้ามาถึงแล้วค่ะ…ท่านพี่”นางผละออกเล็กน้อย ก่อนจะมองพี่ชายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้น

            “ท่าน…ยังเหมือนเดิมเลยนะคะ” เอลดรินหัวเราะเบาๆทั้งที่ดวงตายังแดงอยู่ “แล้วเจ้าล่ะ…ก็ยังดื้อเหมือนเดิม” คำพูดธรรมดา…แต่ทำให้เอลาริน่าหัวเราะออกมาเบาๆเสียงหัวเราะนั้นแผ่วเบาแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบด้านคลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด

            สายลมพัดผ่านอีกครั้งชายผ้าของทั้งสองพลิ้วไหวไปคนละทิศราวกับเส้นทางที่แยกจากกันชั่วคราวแต่สุดท้าย…ก็พากลับมาบรรจบกันอีกครั้ง

            ผู้อาวุโสของกลุ่มอพยพเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าหลังจากหมู่บ้านเดิมถูกไฟป่าเผาทำลาย พวกเขากระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทางกลุ่มของเขาต้องรอนแรมหลบซ่อนตัวจากสัตว์อสูรอยู่นานจนกระทั่งบังเอิญไปพบร่องรอยการเดินทางและเศษผ้าไหมพฤกษาที่ฟินดอลทิ้งไว้เป็นสัญลักษณ์จึงตัดสินใจเสี่ยงตายตามรอยมาจนถึงที่นี่

            หลังจากปล่อยให้เหล่าเอลฟ์ได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งการหวนคืนมาพบกัน อีไลอัสก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าเขาประกาศต้อนรับและอธิบายถึง 'กฎหมายสูงสุดแห่งพงไพร'ให้สมาชิกใหม่ทั้ง 62 ชีวิตฟังซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเอลฟ์ที่ไร้บ้านต่างรีบพยักหน้าตกลงและขอสวามิภักดิ์ต่อผู้ใหญ่บ้านตัวน้อยอย่างไม่ลังเล

            เมื่อการลงทะเบียนราษฎร์เสร็จสิ้นวิญญาณนักผังเมืองของอีไลอัสก็สวมทับร่างทันที ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายขณะคำนวณตัวเลขในหัวอย่างรวดเร็ว

            "ประชากรเพิ่มขึ้น62 คน... หากจัดสรรให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันหรือพักรวมกันห้องละสองถึงสามคน... เราต้องขยายผังเมืองโซนที่พักอาศัย และสร้างบ้านอีกประมาณ25 หลัง หลัง!" อีไลอัสพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด"บาร์นีย์! ดัสตี้! งานเข้าแล้ว! พวกนายไปเตรียมวัสดุก่อสร้างตัดไม้สนและขุดหลุมหล่อเสาเข็มรอไว้เลยโครงการเคหะชุมชนเฟสสองเริ่มขึ้นแล้ว!"

            หมียักษ์อสูรทุบอกรับคำสั่งเสียงดังกังวานขณะที่ตุ่นวิศวกรก็มุดดินหายไปเตรียมพื้นที่อย่างรู้หน้าที่

            ในระหว่างที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยความกระตือรือร้นของการก่อสร้างพุ่มไม้ด้านข้างก็สั่นไหว พร้อมกับการปรากฏตัวของเดซี่กระต่ายอสูรตัวอ้วนกลมที่กระโดดดึ๋งๆ ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มแป้นแล้นในอุ้งเท้าของมันกอดรวงข้าวสีทองอร่ามฟ่อนใหญ่เอาไว้แน่น

            ที่น่ารักไปกว่านั้นคือ ด้านหลังของเดซี่มีกองทัพ'กระต่ายป่าธรรมดา'ขนปุยกระโดดตามมาเป็นพรวนพวกมันไม่มีท่าทีหวาดกลัวคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อยกระต่ายน้อยหลายตัววิ่งเข้าไปคลอเคลียถูไถจมูกเข้ากับข้อเท้าของเหล่าเอลฟ์เด็กที่กำลังเหนื่อยล้าและหวาดผวาสัมผัสที่นุ่มฟูและเป็นมิตรนั้น ช่วยเยียวยาจิตใจของพวกเด็กๆ จนรอยยิ้มค่อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนฝุ่น

            "ฮ้า!ดูผลงานของฉันสิเจ้านาย! รวงข้าวอวบอ้วนทุกต้นเลย!"เดซี่ชูรวงข้าวสีทองขึ้นสูง หูยาวๆ ของมันกระดิกไปมาด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด

            อีไลอัสรับรวงข้าวมาบีบดูเมล็ดที่เต่งตึงด้านในแววตาของเขาพราวระยับ "ทำได้ดีมากเดซี่! สมกับเป็นหัวหน้าแผนกเกษตรกรรม!การมีแหล่ง 'คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน' อย่างข้าวสาลีจะช่วยยกระดับโภชนาการและพลังงานของพวกเราให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น!"

            สถาปนิกน้อยหันไปกวาดสายตามองเหล่าเอลฟ์ผู้อพยพที่กำลังหิวโซ"ยิ่งเรามีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้เราจะไม่ได้ประทังชีวิตด้วยแค่มันเทศเผาหรือเนื้อตากแห้งอีกต่อไป...แต่เราจะได้กิน 'ขนมปังอบใหม่ๆ'!"

            คำว่า 'ขนมปัง' ราวกับมีเวทมนตร์สะกดเอลฟ์ทั้งหกสิบสองชีวิต รวมถึงฟินน์และบาร์นีย์ ถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อกภาพของก้อนแป้งสีทองกรุ่นๆ ที่หอมกลิ่นยีสต์และเนยลอยเข้ามาในจินตนาการของทุกคนที่ต้องกินแต่อาหารป่ามาแรมเดือน

            อีไลอัสยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัยเขายกมือขึ้นกอดอก "แต่ในรัฐอิสระเฮเซลบรุค เราอยู่กันด้วย 'ระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน' ไม่มีสวัสดิการใดที่ได้มาฟรีๆ... พวกนายอยากได้บ้านพักที่ปลอดภัยและขนมปังแสนอร่อยใช่ไหม?"

            เหล่าเอลฟ์พยักหน้าหงึกๆ รัวๆอย่างพร้อมเพรียงกัน

            "ถ้าอย่างนั้นงานแรกของพวกนายในฐานะพลเมืองเฮเซลบรุค..."อีไลอัสชี้มือไปยังทุ่งสีทองอร่ามในโซนเกษตรกรรม"ไปช่วยเดซี่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีซะ! ยิ่งเก็บเกี่ยวได้เร็วเท่าไหร่โรงอบขนมปังของเราก็จะได้เปิดเตาเร็วขึ้นเท่านั้น! ลุยเลย!"

            สิ้นคำประกาศนั้นความเหนื่อยล้าของขบวนผู้อพยพก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง เหล่าเอลฟ์นักรบ ช่างปั้นและนักบรรเลง ต่างพร้อมใจกันวางสัมภาระ คว้าเคียวหินและเครื่องมือช่าง ถลกแขนเสื้อแล้ววิ่งกรูกันลงไปในแปลงนาข้าวสาลีด้วยความกระตือรือร้นสุดขีดเสียงหัวเราะและเสียงตะโกนให้กำลังใจกันดังก้องไปทั่วทุ่ง

            ท่ามกลางทุ่งข้าวสาลีสีทองอร่ามในโซนเกษตรกรรมกลิ่นอายของความหวังตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เอลฟ์ผู้ลี้ภัยทั้ง 62 ชีวิต บัดนี้ได้ลิ้มรสชาติของ"รัฐสวัสดิการ" ครั้งแรกในรัฐอิสระเฮเซลบรุคแม้จะยังไม่ใช่ขนมปังอบใหม่ตามที่สัญญาไว้ แต่เพียงแค่มันเทศเผานุ่มๆและผลไม้เวทมนตร์รสหวานฉ่ำจากแปลงของเดซี่ก็เพียงพอที่จะทำให้น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลออกมา

            แต่สำหรับอีไลอัสสถาปนิกผู้บริหารจัดการพื้นที่ เขาไม่มีเวลามานั่งพักผ่อนภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ 'โครงการเคหะชุมชนเฟส 2' เพื่อรองรับประชากรที่พุ่งทะยานในชั่วข้ามคืน

            "ประชากรใหม่ 62คน แบ่งตามสัดส่วนครอบครัวและกลุ่มอาชีพ...เพื่อให้ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัวที่เหมาะสม เราจำเป็นต้องขยายเฟสที่พักอาศัยในโซน R(ทิศตะวันออก) เพิ่มขึ้นอีก 25 หลัง" อีไลอัสสรุปตัวเลขจากการคำนวณในหัวอย่างรวดเร็วก่อนจะกางแผนที่ผังเมืองฉบับอัปเดตลงบนโต๊ะเขียนแบบ

            "บาร์นีย์!ดัสตี้! เอลฟ์นักรบ! ฟังทางนี้"เด็กชายออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดตามสไตล์ผู้จัดการโครงการ"พวกนายมีหน้าที่เดียวคือไปจัดการตัดต้นสนในเขตป่าชั้นนอกแล้วลากซุงมาวางกองรวมกันไว้ตามพิกัดที่ฉันมาร์กจุดไว้ริมลำธาร ส่วนที่เหลือ...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถาปนิกจัดการเอง!"

            เมื่อกองวัสดุก่อสร้างถูกลำเลียงมาจนครบถ้วนทั้งท่อนซุงไม้สนขนาดใหญ่ที่คัดสรรมาอย่างดี และอิฐดินเผาฝีมือเอลฟ์ช่างปั้นที่เพิ่งเสร็จจากเตาเผาอีไลอัสก็ก้าวออกมายืนประจันหน้ากับพื้นที่ว่างเปล่าริมลำธารอันเงียบสงบเขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมสมาธิก่อนจะคุกเข่าวางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนผืนดินที่เป็นดั่งผืนผ้าใบแคนวาสของเขา

            [ สกิล:สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.MAX ทำงาน! ]  

            อีไลอัสรู้สึกว่าหลังๆมานี้สกิลของเขาใช้งานง่ายและสะดวกมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะการอับเลเวลของสกิลเขาเลือกสร้างบ้าน 3 แบบเพื่อลดความน่าเบื่อของพื้นที่  แต่ควบคุมให้อยู่ในธีมเดียวกัน  บ้านแต่ละหลังถูกเนรมิตขึ้น แบบไม่เป็นระเบียบเหมือนชุมชน ที่บางบ้านหันหน้าเข้าหากัน บางหลังใกล้กัน บางหลังไกลกันเพราะเค้าไม่อยากทำลายต้นไม้

            วิ้งงงง!! ทันใดนั้นแสงสีทองสว่างวาบขึ้นแผ่รัศมีครอบคลุมพื้นที่โซนที่อยู่อาศัยทั้งหมดจนกลายเป็นภาพลวงตาที่งดงามท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความทึ่งของเหล่าเอลฟ์ผู้อพยพ ท่อนซุงนับร้อยท่อนพลันลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจไร้น้ำหนักพวกมันถูกพลังงานที่มองไม่เห็นหั่นและเฉือนออกเป็นชิ้นงานที่แม่นยำระดับไมครอนก่อนจะพุ่งเข้าประกบลิ้นไม้และเข้าสลักประกอบร่างกันเองอย่างรวดเร็วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นนับพันช่วยกันหยิบวาง!

            เรือนแต่ละหลังตั้งอยู่ท่ามกลางร่มเงาของพงไพรราวกับงอกขึ้นมาจากผืนดินเองโครงสร้างหลักของมันถูกยกขึ้นเล็กน้อยจากพื้นด้วยเสาไม้กลมที่อีไลอัสเป็นผู้จัดวางอย่างแม่นยำทุกระยะ ทุกองศาถูกคำนวณให้รับน้ำหนักได้อย่างมั่นคงแม้จะดูบอบบางราวกับงานศิลป์ก็ตาม

            โครงบ้านเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัดประมาณหกคูณหกเมตรแต่เส้นสายของมันกลับไม่มีความแข็งกระด้างแบบสิ่งปลูกสร้างทั่วไปคานไม้ถูกดัดให้โค้งอ่อนราวกิ่งไม้ที่เติบโตตามธรรมชาติ หลังคาเป็นรูปทรงลาดต่ำซ้อนทับกันด้วยแผ่นไม้บางและใบไม้แห้งถักเรียงเป็นชั้น ๆช่วยกรองแสงแดดให้ลอดผ่านลงมาเป็นลำแสงสีทองอ่อน

            ใต้ถุนบ้านโปร่งโล่งใช้เป็นพื้นที่นั่งพักหรือเก็บเครื่องใช้เล็กน้อยเสาไม้แต่ละต้นถูกพันด้วยเถาวัลย์ที่เอลฟ์เป็นผู้ดัดแต่งให้เลื้อยขึ้นไปตามโครงสร้างอย่างมีจังหวะราวกับมันมีชีวิต

            ผนังบ้านไม่ใช่ผนังทึบหากแต่เป็นโครงไม้สานแทรกด้วยผืนผ้าบางโปร่ง ม่านผ้าถูกย้อมด้วยสีจากพฤกษาไล่เฉดอย่างนุ่มนวลตั้งแต่เขียวอ่อนจนถึงทองซีด เมื่อสายลมพัดผ่านผืนผ้าเหล่านั้นจะไหวพลิ้วราวกับผิวของน้ำ

            หน้าต่างรูปหยดน้ำประดับด้วยกระจกสีลายใบไม้เป็นผลงานละเอียดอ่อนของเอลฟ์ เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ มันจะสะท้อนแสงหลากสีลงบนพื้นไม้ด้านในสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเงียบสงบ

            “แบบที่ 1 เรือนกิ่งไม้โค้งต่ำ 8 หลัง เรียบร้อย” อีไลอัสลุกขึ้นมองด้วยความภูมิใจเหล่าเอลฟ์มองเรือนแบบแรกอย่างตะลึงงัน

            ก่อนจะยกมือขึ้นวาดนิ้วอีกครั้ง

            หากเรือนแบบแรกคือความเรียบง่ายเรือนแบบที่สองก็คือความ “มีชีวิต” ของการอยู่อาศัย

            ตัวบ้านยังคงมีขนาดพื้นฐานเท่ากันแต่ถูกยกระดับขึ้นเป็นสองชั้นเตี้ย ๆโดยมีโครงสร้างหลักจากอีไลอัสรองรับอย่างมั่นคง เสาไม้ถูกจัดวางเป็นวงทำให้ตัวบ้านมีลักษณะกึ่งกลมกึ่งเหลี่ยมอย่างกลมกลืน

            จุดเด่นที่สุดคือ “ระเบียงวงกลม” ที่โอบล้อมชั้นบนทั้งหมดราวระเบียงทำจากกิ่งไม้สานไขว้กันอย่างประณีต โดยเอลฟ์ค่อย ๆดัดทีละเส้นให้โค้งรับกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีเส้นใดตรงเกินไปไม่มีเส้นใดฝืนรูปทรง

            บันไดไม้โค้งทอดตัวขึ้นด้านข้างของบ้านไล่ระดับอย่างนุ่มนวลเหมือนเถาวัลย์ที่ไต่ขึ้นต้นไม้

            ชั้นล่างเปิดโล่งใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่น รับแขก หรือทำกิจกรรมร่วมกันแสงแดดส่องผ่านช่องว่างระหว่างโครงไม้ลงมาเป็นลวดลายเคลื่อนไหวตามเวลา

            ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่พักอาศัยจริงมีผนังไม้สานที่หนาแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อความเป็นส่วนตัวแต่ยังคงแทรกช่องแสงและผืนผ้าโปร่งไว้ให้ลมไหลผ่านได้

            หลังคาทรงกลมลาดเอียงถูกปูด้วยแผ่นไม้เล็ก ๆ ซ้อนกันเหมือนเกล็ดใบไม้เมื่อโดนแสงยามเย็นจะสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ

            ม่านผ้าและเถาวัลย์ถูกเพิ่มเข้ามามากขึ้นในแบบนี้พวกมันถูกจัดวางให้ไหลตามแนวโครงสร้าง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านมาตั้งแต่แรก

            เรือนแบบนี้ให้ความรู้สึก “อบอุ่นและมีชีวิต”เหมาะกับครอบครัวที่เริ่มลงหลักปักฐานแล้ว

            “เรือนระเบียงวงกลม8 หลัง” อีไลอัสเริ่มมีเหงื่อ ขณะมองดูเหล่าเอลฟ์เข้าเก็บความเรียบร้อยของงาน

            เมื่อเรือนแบบที่สองปรากฏขึ้นเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ

            เรือนแบบสุดท้ายคือจุดที่ความคิดของอีไลอัสและศิลปะของเอลฟ์หลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

            ตัวบ้านถูกยกสูงกว่าปกติเล็กน้อยเสาไม้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นทั้งหมด แต่บางส่วน “ผูกเข้ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่” ด้วยโครงสร้างที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดทำให้บ้านดูราวกับเติบโตออกมาจากต้นไม้

            อีไลอัสเป็นผู้คำนวณแรงรับน้ำหนักและจุดยึดทั้งหมดอย่างแม่นยำขณะที่เอลฟ์เป็นผู้ทำให้จุดเชื่อมต่อเหล่านั้น “หายไปในสายตา”ด้วยเถาวัลย์ที่พันทับและไม้สานที่กลืนไปกับเปลือกไม้

            บันไดไม้ทอดขึ้นจากพื้นสู่ตัวบ้านก่อนจะเชื่อมต่อไปยัง “สะพานไม้ขนาดเล็ก”ที่พาดไปยังกิ่งไม้หรือจุดอื่น ๆ รอบข้างระเบียงของบ้านยื่นออกไปเล็กน้อยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นป่าได้ในระดับสายตาที่สูงขึ้น เสียงลม เสียงใบไม้และแสงแดดจะเข้าถึงได้ชัดเจนกว่าบ้านแบบอื่น

            ผนังและหลังคายังคงใช้โครงไม้สานและวัสดุธรรมชาติแต่มีความซับซ้อนของเส้นสายมากขึ้นเล็กน้อย เถาวัลย์ถูกดัดให้โค้งรับกับแนวต้นไม้ทำให้ตัวบ้านดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่

            แสงไฟจากโคมเล็ก ๆถูกแขวนไว้ตามมุมต่าง ๆ เมื่อยามค่ำคืน บ้านทั้งหลังจะส่องแสงนุ่มนวลราวกับรังของสิ่งมีชีวิตในป่าลึก

            เรือนแบบนี้ให้ความรู้สึก “ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด”และเป็นจุดที่ความเป็นเอลฟ์แสดงออกได้อย่างชัดเจนที่สุด

            ‘เรือนยกพื้นผูกต้นไม้’ คือบ้านแบบสุดท้ายของเผ่าเอลฟ์

            เพียงชั่วเวลาไม่นานเมื่อฝุ่นควันและแสงสีฟ้าจางลง... ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือบ้าน จำนวน 25 หลัง  ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายโอบกอดธรรมชาติในโซนตะวันออกซึ่งมีลำธารจากน้ำตกม่านไพลินไหลโอบผ่านไปทางด้านหลัง!

            "น...นี่มันปาฏิหาริย์ของทวยเทพชัดๆ..." ผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์ถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงสวดมนต์ด้วยความซาบซึ้งเพราะการสร้างหมู่บ้านใหม่ที่เดิมทีต้องใช้เวลาแรมเดือนและแรงงานมหาศาล บัดนี้กลับเสร็จสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติภายในเวลาไม่ถึงวันด้วยมือของเด็กชายเพียงคนเดียว!

            “ข้าขอขอบคุณท่านมาก” เรนวินหัวหน้าเอลฟ์ช่างปั้น ผู้มีใบหน้าคมคาย และเรือนผมสีทองที่มัดไว้หลวม ๆเอ่ยขึ้น เหล่าเอลฟ์ทะยอยกันมาดูและจับจองที่อยู่อาศัยของตน

            แต่แม้ที่อยู่อาศัยจะสมบูรณ์แบบเพียงใด...ปัญหาที่แท้จริงกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้น สิ่งหนึ่งที่พลังแห่งสถาปนิกของอีไลอัสไม่สามารถเสกข้ามขั้นตอนได้ก็คือ 'การเตรียมอาหาร'

            การเกี่ยวข้าวนั้นผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นด้วยเคียวไม้โอ๊กเหล็กแต่ปัญหาที่แท้จริงระดับ 'คอขวด' คือขั้นตอนหลังจากนั้น... 'การแปรรูป'

            ที่ลานกว้างหน้าห้องเก็บเสบียงกองข้าวสาลีถูกนวดจนได้เมล็ดสีทองกองพะเนิน ปัญหาคือ เมล็ดข้าวสาลีดิบๆเหล่านี้ต้องถูกนำไป 'บด'หรือ 'ตำ' ให้กลายเป็น 'แป้งข้าวสาลี' เสียก่อนและนั่นคือจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทรมานที่แท้จริง...

            ตึง!... ตึง!... ตึง!...

            เสียงสากไม้เนื้อแข็งกระแทกลงในครกไม้ขนาดใหญ่ดังก้องเป็นจังหวะที่เชื่องช้าและหนักอึ้งเอลดรินและเอลฟ์หนุ่มอีกสามคนกำลังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันยกสากไม้อันหนักอึ้งตำลงไปในครกเพื่อบดเมล็ดข้าวสาลีใบหน้าที่เคยงดงามและเรียบเนียน บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลย้อย

            "ฮึบ!...อึก!... แฮ่ก... แฮ่ก..." ฟินดอล ทรุดตัวลงนั่งหอบกับพื้นดินยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดูฝ่ามือที่เคยนุ่มนวลบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงและตุ่มพองน้ำใสๆ จากการเสียดสี

            "ไม่ไหวแล้วขอรับท่านเอลดริน...แขนข้าเหมือนจะหลุดออกจากบ่าแล้ว" ฟินดอลโอดครวญ

            เอลดรินปาดเหงื่อเขามองลงไปในครกไม้ที่ผ่านการตำมาเกือบชั่วโมง...เมล็ดข้าวสาลีเพิ่งจะแหลกกลายเป็นแป้งหยาบๆ ได้เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม!ในขณะที่ภูเขาข้าวสาลีด้านหลังยังมีอยู่อีกเป็นตัน!

            ภาพความเหนื่อยยากของแรงงานตกอยู่ในสายตาของอีไลอัสมาตลอดช่วงบ่ายสถาปนิกน้อยขมวดคิ้วแน่น

            "เรากำลังเผชิญหน้ากับ'วิกฤตขีดจำกัดของแรงงาน'" อีไลอัสวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเฉียบขาด"ระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยนของเรากำลังจะพังทลาย! เพราะการ 'ผลิตวัตถุดิบ' อย่างข้าวสาลี มันทำได้เร็วกว่าการ 'แปรรูป' มหาศาล! เดซี่ปลูกข้าวได้วันละเป็นตันแต่เอลฟ์ตำข้าวได้วันละกิโลฯ!"

            "การพึ่งพาแต่'พลังงานกล้ามเนื้อ' ไม่ว่าจะเป็นคนเอลฟ์ หรือมอนสเตอร์ มันมีขีดจำกัด! ถ้าฉันขืนดันทุรังให้พวกเขาทำงานแบบนี้ต่อไปประชากรในหมู่บ้านจะต้องตายเพราะความเหนื่อยล้าก่อนที่จะได้เสพสุขสโลว์ไลฟ์แน่ๆ!"

            อีไลอัสผุดลุกขึ้นยืนนัยน์ตาเบิกกว้าง เขานึกถึงพลังที่ไม่มีวันเหนื่อย... พลังที่ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องพักผ่อน และมีให้ใช้อย่างมหาศาล!

            เขาหันขวับไปทางทิศเหนือ...มุ่งหน้าไปยังจุดศูนย์กลางของผังเมือง!

            'น้ำตกม่านไพลิน'!

            เด็กชายวิ่งไปยืนอยู่หน้าแอ่งน้ำขนาดใหญ่ละอองน้ำพุ่งปะทะใบหน้า เขามองเห็น 'สมการทางฟิสิกส์' ที่กำลังไหลบ่าลงมา"อัตราการไหลของน้ำมหาศาล... มวลน้ำคูณแรงโน้มถ่วงคูณความสูง... เท่ากับ 'พลังงานศักย์' อันมหาศาล!"

            อีไลอัสยิ้มกริ่ม"และเมื่อน้ำทิ้งตัวลงมา พลังงานศักย์จะถูกเปลี่ยนเป็น 'พลังงานจลน์' ที่รุนแรงพอจะบดขยี้ก้อนหินให้แหลกละเอียด!"

            "ทุกคน!!มารวมตัวกันที่น้ำตกเดี๋ยวนี้!!"

            เสียงตะโกนดังก้องทำให้บรรดาลูกบ้านต้องหยุดงานและมารวมตัวกันริมแอ่งน้ำสภาพฝั่งเอลฟ์ช่างทอดูอิดโรยและมือกุมสากแน่น

            "ทุกคนฟังฉันให้ดี!การที่ฉันปล่อยให้พวกนายตำข้าวด้วยมือเปล่า มันคือความผิดพลาดของฉันเอง!มองดูสายน้ำตกนี้นะ! มันทำงานตลอดเวลา ไม่เคยบ่นปวดหลัง ไม่เคยร้องขอเวลานอนพัก!และวันนี้... เราจะหยุดใช้กล้ามเนื้อของเรา แล้วหันไป 'ขโมย'พลังงานจากธรรมชาติมาใช้งานแทน!"

            "เตรียมบอกลาสากไม้หนักๆไปได้เลย! ถึงเวลาที่เราจะต้องใช้ พลังงานกล แล้วล่ะ!"

            สถาปนิกวัยเยาว์กระตุกยิ้มอย่างมาดมั่นประกาศกร้าวต่อหน้าประชากรแห่งเฮเซลบรุค

            "โปรเจกต์ต่อไปของพวกเรา...ฉันจะสร้าง 'โรงสีกังหันน้ำ'!!"

            กงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังจะหมุนไปข้างหน้าด้วยแรงผลักดันจากสายน้ำยุคสมัยแห่งแรงงานคนกำลังจะสิ้นสุดลง และยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแห่งป่าต้องห้าม...ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!!

    [ ข้อมูลระบบ: รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ]

    [ สถานะผู้ใหญ่บ้าน] ชื่อ: อีไลอัส บรุค (ผู้ก่อตั้ง)

    คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข  เลเวลตัวละคร: Lv.16

     [ รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค:รวม 169 ชีวิต + 1 โคโลนี ]

    พลเมืองเฉพาะทาง (เผ่าเอลฟ์): 72 ชีวิต (อัปเดตใหม่! พุ่งพรวด!)

    เอลดริน, ฟินดอล และกลุ่มช่างทอ: 10 ชีวิต(แผนกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม)

    กลุ่มเอลฟ์นักรบ: (20) (หน่วยรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน)

    กลุ่มเอลฟ์ช่างปั้น: (20) (แผนกสถาปัตยกรรมดินเผาและสุขภัณฑ์)

    กลุ่มเอลฟ์นักบรรเลง/ผู้อาวุโส/เด็ก: (22) (ฝ่ายฟื้นฟูกำลังใจและสวัสดิการสังคม)

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน