เล่มที่ 3 บทที่ 19
แกร่กกหมัดของเล้งซุนแผ่พุ่งพลังปราณออกมาก่อนที่มันจะค่อยควบแน่นกลายเป็นผลึกสีดำเกาะกุมยาวไปถึงหัวไหล่ เล้งซุนยิ้มออกมาก่อนจะเริ่มขยับร่างกายเป็นฝ่ายบุกเข้าหาหยางอี้บ้าง เพียงหมัดขวาของเขาถูกง้างออกก็บังเกิดเป็นเสียงหวีดหวิวคำรามราวกับมังกรคลั่ง ประกายไฟแล่นผ่านเมื่อเสียดสีกับอากาศ เล้งซุนซัดหมัดเข้าสู่ทรวงอกของหยางอี้โดยไม่ออมกำลังแม้แต่น้อย นี่มิใช่เพราะต้องการเข่นฆ่าแต่เพราะตัวเขามั่นใจในฝีมือของชายหนุ่มและให้เกียรติต่อคู่ต่อสู้หยางอี้ใช้ออกด้วยหัตถ์หลอมตะวันเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่หมัดขวาสีดำพุ่งเข้ามา เขาเอนตัวเล็กน้อยก่อนจะออกหมัดที่ร้อนแรงดั่งตะวันพุ่งเข้าปะทะโดยไม่หลีกหนี ปังเสียงดังกังวานก้องสนั่นยิ่งกว่าที่ผ่านมา พลังปราณตกค้างแผ่กระจายออกจนกวาดเอาคนดูที่ยืนล้อมรอบล้มกันไม่เป็นท่า พลังระดับนี้มันเกินกว่าจะเป็นของศิษย์สายนอกทั้งสองที่ปะทะกันแล้ว เล้งซุนยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะระดมหมัดเข้าหาหยางอี้อีกครั้ง ทว่าคราวนี้มิใช่การยืนปักหลักซัดหมัดใส่กันอีกแล้ว หยางอี้เริ่มเคลื่อนไหวหลบหลีกวนไปรอบด้าน ทว่าความเร็วของเล้งซุนเองก็มิใช่น้อยสามารถติดตามหยางอี้ที่ใช้ย่างก้าวมายาขั้นที่ 2 ได้อย่างทันท่วงที หยางอี้มิแปลกใจเลยที่คนผู้นี้ถูกขนานนามว่าเป็นอสูรสายนอก อย่าว่าแต่สายนอก ต่อให้เขาเข้าเป็นศิษย์สายในหยางอี้ก็มั่นใจว่าเขาจะเป็นดั่งมังกรในหมู่พยัคฆ์การโจมตีอันรวดเร็วและรุนแรงของทั้งคู่ทำให้คนดูต้องสั่นสะท้านไปถึงจิตใจ แม้แต่ผู้อาวุโสหัวล้านเองก็ไม่เว้น เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของเล้งซุนดี แม้ว่าตอนนี้เล้งซุนอาจจะยังมิได้ใช้ออกด้วยความสามารถทั้งหมดทว่าหยางอี้ที่อายุน้อยกว่าถึง 13 ปียังคงสามารถรับมือได้อย่างสูสี ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว ความคิดเริ่มขัดแย้งเมื่อสังเกตการต่อสู้ได้อีกระยะหนึ่ง สูสี? มิใช่แล้ว นี่เป็นเจ้าหนูนี่กำลังกดดันเล้งซุนเสียมากกว่า ลมหายใจของเขาถี่กระชับเมื่อรู้สึกถึงอะไรได้บางอย่าง การที่หยางอี้สามารถกดดันเล้งซุนได้นั้นเป็นเพราะความเร็ว แน่นอนว่าแม้เล้งซุนจะมีความเร็วที่ไม่ธรรมดาทว่านั่นเป็นผลจากระดับการฝึกตนที่สูงกว่าเพราะเล้งซุนเป็นผู้ฝึกตนสายพลังโดยแท้ ผ่านมาหลายปีเขายังคงทุ่มเทให้กับการเพิ่มความแข็งแกร่งทางร่างกาย และทักษะทั้งหมดที่ฝึกฝนยังเน้นไปที่ทักษะพลังทำลายอันหนักหน่วงทว่า... เจ้าเด็กนี่ ทั้งที่เป็นผู้ฝึกตนที่โดดเด่นทางด้านความเร็ว อาจเรียกได้ว่าความเร็วระดับนี้เพียงพอที่จะขึ้นเป็นระดับแนวหน้าของศิษย์สายในเลยก็ว่าได้ แต่เขา...แต่เขากลับสามารถปะทะซึ่งหน้ากับเล้งซุนด้วยการใช้กำลังได้ เรื่องนี้...เป็นอัจฉริยะแบบใดกันที่มีความโดดเด่นทั้งสองหย่างนี้ในระดับถึงทั้งที่อายุเพียงแค่นี้หยางอี้? ดูเหมือนจะเป็นเจ้าหนุ่มที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ในช่วงนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นอัจฉริยะมากความสามารถที่โดดเด่นเช่นนี้กลับมาที่การต่อสู้ เล้งซุนถูกกดดันอย่างหนักหลังจากที่หยางอี้เริ่มใช้ความเร็วในการเข้าปะทะ ใช้จังหวะที่แม่นยำในการโจมตียังจุดบอด หมัดอันร้อนแรงรัวถี่ยิบเข้าหาเล้งซุน ชายหนวดก็กำลังเริ่มขมวดคิ้วเมื่อเสียเปรียบเข้ามากขึ้น เจ้าเด็กนี่ไวเกินไป แม้จะพยายามรับหมัดที่หยางอี้ปล่อยออกมา ทว่าเล้งซุนเองก็โดนหมัดของหยางอี้เข้าไปหลายหมัดแล้ว แต่ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งจึงทำให้เขามิได้บาดเจ็บมากนักปัง !ทั้งคู่แยกออกจากกันชั่วขณะ คนอื่นอาจจะดูไม่รู้ แต่ว่าเขาทั้งสองรู้ดีว่าต่างฝ่ายล้วนยังมิได้ใช้ออกด้วยความสามารถทั้งหมด เล้งซุนเองก็ใช้เพียงกายาทมิฬขั้น 2 ส่วนหยางอี้ก็ใช้เพียงหัตถ์หลอมตะวันขั้นที่ 4 แม้การปะทะจะดูรุนแรงทว่าทั้งคู่ต่างเลือกใช้ออกด้วยกำลังที่เหมาะสมในการรับมืออีกฝ่าย“เอาล่ะเจ้าหนู ต่อไปจะเป็นหมัดสุดท้าย หากเจ้ายังรับได้อีกข้าจะถือว่าเจ้าชนะ!”เล้งซุนกลายเป็นจริงจังก่อนจะจ้องมองไปยังหยางอี้ หมัดที่ถูกปกคลุมด้วยผลึกที่ดำเริ่มหลอมละลายก่อนจะกลายเป็นดั่งปลอกแขนแหล็กกล้าแนบสนิทไปกับเนื้อ ออร่าพลังปราณค่อยแผ่ออกมาอย่างช้าๆ ก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดเป็นเปลวไฟสีแสดจากภายในราวกับปล่องภูเขาไฟที่พ่นเปลวเพลิงออกมาหยางอี้เพียงมองไปก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล สายตาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ปราณในร่างเริ่มโคจรหมุนวนผ่านชีพจรอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นความร้อน ไอความร้อนค่อยๆถูกขับส่งออกจากรูขุมขนทีละน้อย ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมาและหยางอี้มีเพียงทักษะต่อสู้เพียงทักษะเดียวคือหัตถ์หลอมตะวัน ทำให้ความเคยชินและความรู้แจ้งในวิถีของทักษะเพิ่มพูนจนในที่สุดก็บรรลุถึงระดับหลอมจันทร์ซึ่งเป็นขั้นรองสุดท้ายแล้วในตอนนี้ หลังจากค้างอยู่ที่ขั้นหลอมนภามาอยู่นานเรียกได้ว่าการต่อสู้ช่วงที่ทดสอบเข้าสำนักทำให้ชายหนุ่มพัฒนาไปได้ไม่น้อยแสงนวลลออแผ่ขึ้นจากมือทั้งสองข้างของหยางอี้ ก่อนจะปรากฏเป็นเปลวเพลิงจางๆสีเหลืองเรืองรองอยู่รอบๆฝ่ามือ ไอความร้อนแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ลมหมุนโบกสะบัดพัดพาให้ผมดำปลิวไสว อย่าว่าแต่ศิษย์คนอื่นๆที่เห็นภาพนี้แล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองหม่นหมอง แม้กระทั่งกลุ่มของเจินเซียงเองยังมองภาพของหยางอี้ตอนนี้ด้วยสายตาที่ชื่นชม คงมีแต่อี้เสวี่ยชิงเท่านั้นที่ใจเต้นตึกตักขมวดคิ้วเรียวยาวของนางเป็นปม เพราะไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเองจดจ้องกันได้ไม่นาน เหมือนดั่งหัวใจสื่อถึงกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างเตรียมพร้อม ไม่ต้องมีสัญญาณใดๆ ทั้งคู่พุ่งเข้าปะทะกันในทันทีเพื่อตัดสินครั้งสุดท้ายเล้งซุนกระตุ้นพลังปราณภายในร่างอย่างลืมตัวเมื่อถูกบรรยาศน่าเกรงขามของหยางอี้เข้าไป พลังปราณที่แต่เดิมปลดปล่อยออกมาในระดับพฐพีขั้นที่ 2 พลันปะทุระเบิดขึ้นออกมาเต็มที่จนอยู่ในขั้นที่ 5 หมัดสีดำทมิฬพลันระเบิดออกด้วยเปลวอัคคีอันร้อนแรงราวกับจะเผาไหม้ได้ทุกสิ่ง ผู้คนที่เฝ้ามองต่างกลายเป็นหน้าซีดเผือด ไม่มีใครคาดคิดว่าเล้งซุนจะใช้ออกด้วยพลังปราณปฐพีระดับ 5 และที่สำคัญมิมีใครคิดว่าเขาก้าวไปถึงระดับนี้แล้ว“แย่แล้ว แย่แล้ว”อี้เสวี่ยชิงกับซูเฉินพลันหน้าซีดกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก ทว่าตอนนี้จะเข้าไปขวางก็ไม่ทันแล้ว และถึงแม้เข้าไปก็ขวางไว้ไม่ได้อยู่ดี ส่วนผู้อาวุโสหัวล้านเองก็ลงมือไม่ทันแล้วเช่นกันด้านหยางอี้มิได้ใส่ใจสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อยสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ ยิ่งเมื่อสัมผัสถึงความแข็งแกร่งของเล้งซุนที่มากขึ้น ชายหนุ่มยิ่งรีดเค้นพลังปราณออกมาจนขีดสุดไม่มีออมแรงเปลวเปลิงสีนวลที่เรืองรองบางๆอยู่รอบฝ่ามือทั้งสองต่างค่อยๆเข้มขึ้นเรื่อยๆจน มองเห็นชัดราวกับชายหนุ่มกำลังคว้าจับดวงจันทร์ไว้ในฝ่ามือ บรรยากาศอันอบอุ่นดูสงบกระจายออกไปรอบด้านโดยมีชายหนุ่มเป็นศูนย์กลาง ภาพของทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อีกฝ่ายหนึ่งดุดันและร้อนแรง อีกฝ่ายกลับสงบ นุ่มนวลแต่ล้ำลึก“รับหมัดแห่งความภูมิใจของข้าซะเจ้าหนู”ดาวตกเพลิงทมิฬ!“ท่านเองก็ลองรับหมัดของข้าเช่นกัน”ทักษะลับ คว้าจันทร์ปัง!!!ฟู่วๆๆๆๆหมัดอันร้อนแรงและหมัดอันนุ่มนวลเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ทว่าด้วยความลึกล้ำของทักษะทั้งสองไม่มีฝ่ายใดถูกผลักให้ถอยกลับไป บอลแสงนวลลออที่ครอบคลุมฝ่ามือของหยางอี้ยังคงส่องแสงเจิดจ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันอีกฝ่ายออกไป ส่วนหมัดที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงของเล้งซุนก็ปะทุออกอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อระเบิดพลังผลักดันอีกฝ่ายเช่นกันพลังความร้อนแรงที่ต่างกันสุดขั้วในที่สุดก็ระเบิดออกมาส่งร่างทั้งสองให้กระเด็นแยกออกจากกันในที่สุด หยางอี้กลิ้งไปบนพื้นหลายตลบ ก่อนจะลุกขึ้นมากระอักเลือดคำหนึ่งใบหน้าซีดเซียว ด้านเล้งซุนเองถึงแม้จะถอยออกไปยืนได้อย่างมั่นคงแต่มีใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัดอี้เสวี่ยชิงรีบวิ่งเข้ามาประคองหยางอี้ทันที ก่อนจะได้ยินเสียงของเล้งซุนที่ดังออกมา“ฮ่าๆๆๆๆ เยี่ยมยอด เจ้าชนะแล้วเจ้าหนู”