พิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า

    บทที่ 33 ไสหัวไป

    บทที่ 33 ไสหัวไป


            ‘ไอ้เวรตัวไหนมาขวางทางข้า?’


            เฉินชิงหยวนสบถในใจ แล้วเงยหน้ามองออกไปด้านนอก เพียงแค่กวาดตามองไปปราดเดียว สีหน้าของเฉินชิงหวนก็เปลี่ยนไป นั่งนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วตะโกนเสียงดังว่า 


            “ข้าก็นึกว่าเป็นใครที่ไหน ที่แท้ก็เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่‘รอการแต่งตั้ง’ ของแดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวนี่เอง!”


            ขณะที่พูดประโยคนี้ เฉินชิงหยวนเน้นย้ำคำว่า ‘รอการแต่งตั้ง’ เป็นพิเศษ


            แดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยว มีผู้สืบทอดที่รอการแต่งตั้งทั้งหมดสี่คน หนึ่งในนั้นมีชื่อว่าหลีจิ่นชิ่ง


            ร้อยปีก่อน หลีจิ่นชิ่งและเฉินชิงหยวนเกิดความขัดแย้งกัน ต่อสู้กันหนึ่งครั้ง ส่วนผลลัพธ์นั้นแน่นอนว่าเฉินชิงหยวนเป็นฝ่ายชนะ


            เนื่องจากการต่อสู้ในครั้งนั้น จึงทำให้การแต่งตั้งหลีจิ่นชิ่งให้เป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการจึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ท้ายที่สุดแล้ว แดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวไม่ต้องการให้ผู้แพ้มาปกครองคนรุ่นใหม่ เพราะจะทำให้เสียชื่อเสียง 


            หลังผ่านไปร้อยปี การบำเพ็ญของหลีจิ่นชิ่งเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับผู้สืบทอดที่รอการแต่งตั้งอีกสามคนแล้ว เขาเก่งกว่าเล็กน้อย ตามการคาดการณ์ของหลายคน อีกไม่กี่ปีหลีจิ่นชิ่งก็อาจจะหลุดพ้นจากคำว่า ‘รอการแต่งตั้ง’ แล้ว


            “เฉินชิงหยวน เจ้ามิกล้าออกมาพบข้างั้นหรือ?” หลีจิ่นชิ่งมองเรือบินที่ปิดกั้นด้วยค่ายกลอย่างแน่นหนา พลางหัวเราะเยาะ


            “ข้าเป็นคนขี้ขลาดจริง ๆ ไม่เคยทำเรื่องอันตรายเลย วันนี้เจ้ามาถึงที่นี่ หรือว่าต้องการฉวยโอกาสในยามที่ข้าอ่อนแอ ลงมือเอาคืนเรื่องเมื่อครานั้นหรือ?”


            เฉินชิงหยวนหัวเราะเบา ๆ


            “เจ้าขี้ขลาดขนาดนั้นเลยหรือนี่?” หลีจิ่นชิ่งคำรามเบา ๆ “ปีก่อนเจ้าทำให้คนมากมายโกรธแค้น ก็ไม่เห็นเจ้าจะขี้ขลาด เกรงกลัวเรื่องอันใดเลย แถมเจ้ายังกล้าก้าวเข้าแดนต้องห้ามเทียนหยวนอีกด้วย มันใช่การกระทำของคนธรรมดาเสียเมื่อไหร่?”


            “อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย เจ้าบอกมาตรง ๆ เถอะว่ามาขวางทางข้าทำไม?”


            เฉินชิงหยวนกับหลีจิ่นชิ่งไม่อาจนับว่าเป็นมิตรสหาย เพราะเฉินชิงหยวนไม่มีเวลาว่างไปพัวพันกับเขา


            “ข้าอยากเชิญเจ้าไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวสักครู่ จะต้อนรับเจ้าอย่างดีเป็นแน่”


            บางทีอาจเป็นเพราะต้องการเอากู้หน้าที่เสียไปเมื่อร้อยปีก่อนคืนมา บางทีอาจเป็นเพราะแดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวอยากรู้สถานการณ์ภายในแดนต้องห้ามเทียนหยวน หลีจิ่นชิ่งจึงปิดล้อมห้วงอากาศจากทุกทิศ ทำให้เรือบินไม่สามารถทะลุห้วงอวกาศได้


            “ข้าไม่ไป” เฉินชิงหยวนปฏิเสธตรง ๆ


            “ไปหรือไม่ไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า!” ในเมื่อหลีจิ่นชิ่งมาแล้ว เห็นทีคงไม่ยอมถอยไปง่าย ๆ


            “เจ้าจะลงมือกับข้าจริง ๆ หรือ?” เฉินชิงหยวนวางถ้วยสุรา เสียงดังออกไป


            “เจ้าไม่แข็งแกร่งเหมือนแต่ก่อนแล้ว อย่ามาทำวางท่าต่อหน้าข้าเลย เฉินชิงหยวน! แดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวจะไม่เอาชีวิตเจ้าหรอก แค่ขอเชิญเจ้าไปดื่มน้ำชาเท่านั้น ออกมาเถอะ!”


            หากเป็นแต่ก่อนหลีจิ่นชิ่งคงไม่กล้าเป็นศัตรูกับเฉินชิงหยวน หลบหนีจนไม่ทัน ตอนนี้เฉินชิงหยวนตกต่ำแล้ว ดูเหมือนใคร ๆ ก็อยากจะเดินเข้ามาเหยียบสักสองสามที


            “เจ้าหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ ได้ถามเพื่อนของข้าหรือยัง?” เฉินชิงหยวนไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เพียงแต่ตะโกนถาม


            “เพื่อน ?” หลีจิ่นชิ่งหัวเราะ “คนอย่างเจ้า มีเพื่อนในดินแดนเป่ยฉางซิงด้วยหรือ ต่อให้มีจริง ข้าก็ไม่สนใจหรอก”


            หลังจากผ่านการดำเนินการมานานกว่าร้อยปี อำนาจของหลีจิ่นชิ่งในแดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวก็สูงขึ้นไม่น้อย ถือว่าตัวเองเป็นผู้มีชื่อเสียงในดินแดนเป่ยฉางซิงแล้ว


            ภายในเรือบิน เฉินชิงหยวนจงใจกดเสียงต่ำลง “เหล่าอู่ ถึงเวลาเจ้าออกโรงแล้ว”



            อู่จวินเหยียน จ้องมองไปที่เฉินชิงหยวนโดยไร้ซึ่งคำพูดใดใด


            “เจ้าอย่ามองข้าแบบนั้นสิ น่ากลัวยิ่งนัก!” เฉินชิงหยวนชี้ไปที่เหล้าบนโต๊ะ พูดอย่างจริงจังว่า 


            “เหล้านี่ข้าต้องเหนื่อยยากกว่าจะหมักมันออกมาได้ เจ้าดื่มเหล้าของข้าแล้ว ไม่ควรจะช่วยข้าสักหน่อยหรือ?”


            “เหล้าหมักห้าเครื่องเทศ หาซื้อได้ตามร้านเหล้าทั่วไป” อู่จวินเหยียนพูดเสียงเรียบ


            แม้อู่จวินเหยียนจะพูดที่มาของเหล้าออกมา แต่เฉินชิงหยวนก็ไม่รู้สึกอับอาย กลับพูดอย่างมั่นใจว่า 


            “เหล้าหาง่าย แต่หัวใจจริงใจหายาก เหล่าอู่ถ้าไม่ใช่เพราะดื่มเหล้ากับท่านแล้วเสียเวลาไปบ้าง ป่านนี้คงออกจากดินแดนเป่ยฉางซิงไปแล้ว คงไม่เจอไอ้หลีจิ่นชิ่งผู้นี้ตามหรอก ตอนนี้ข้าเจอเรื่องยุ่งยาก ท่านจะไม่ออกหน้าช่วยข้าหน่อยหรือ?”


            “ไม่เกี่ยวกับข้า” อู่จวินเหยียนไม่อยากยุ่งเรื่องนี้


            “ช่างเถอะ! อืม ๆ” เฉินชิงหยวนถอนหายใจ ทำท่าเศร้าโศกเสียใจ 


            “หากรู้อย่างนี้ว่าท่านไร้น้ำใจเยี่ยงนี้ ข้าจะไปดื่มเหล้าพูดคุยกับท่านทำไมกัน ถ้าวันนี้ข้าตายไป การประลองของพวกเราก็คงต้องยกเลิกไป ข้าขอร้องอย่างเดียว!หากข้าตายไปแล้ว ท่านอย่าไปขุดหลุมศพบ่นว่าข้าไม่ทำตามสัญญาก็แล้วกัน” พูดมาถึงขั้นนี้แล้วอู่จวินเหยียนก็ทนไม่ไหวจริง ๆ


            อู่จวินเหยียนวางจอกเหล้าลงลุกขึ้นอย่างช้า ๆ


            “เหล่าอู่ ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านเป็นหนุ่มน้อยผู้ชอบช่วยเหลือผู้อื่น” เห็นดังนั้นเฉินชิงหยวนดีใจพลางชมเชยออกมาหน้าระรื่น


            “ข้าล่ะหมดคำเสียจริง! เหตุใดต้องมารู้จักกับเจ้าด้วย!” อู่จวินเหยียนหันไปมองเฉินชิงหยวนครู่หนึ่ง สายตาซับซ้อน เย็นชาก่อนจะพูดว่า


            ไม่ว่าอู่จวินเหยียนจะพูดอะไร เฉินชิงหยวนก็ยิ้มตลอด สรุปคือตราบใดที่อู่จวินเหยียนยอมลงมือช่วยจะพูดอะไรก็ถูกต้องทั้งนั้น


            “เฮ้ย! ทำไมไม่มีเสียงอะไรเลย!!” ด้านนอกหลีจิ่นชิ่งไม่ได้ยินเสียงเฉินชิงหยวน มาสักพัก ก็รอจนเริ่มหงุดหงิดก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า 


            “เฉินชิงหยวน คิดได้หรือยัง! ถ้าเจ้ายังไม่ออกมา อย่าหาว่าข้าไม่สุภาพก็แล้วกัน!!”


            คว้าง!


            ในยามนี้ ค่ายกลของเรือบินเริ่มคลายตัวลง รอยยิ้มเยาะปรากฏบนใบหน้าของหลีจิ่นชิง ราวกับเห็นภาพเฉินชิงหยวนกำลังอับอายขายหน้า ทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นเป็นพิเศษ


            ทว่าสถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่หลีจิ่นชิงคิดไว้


            คนที่เดินออกมาจากเรือบินไม่ใช่เฉินชิงหยวน แต่เป็นอู๋จวินเหยียน


            และเมื่อเห็นอู่จวินเหยียนเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่มุมปากของหลีจิ่นชิงก็แข็งค้าง ม่านตาค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ตกตะลึงจนพูดไม่ออก


            “คะ...คะ…คุณชายอู๋? เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่?” หลีจิ่นชิงประหลาดใจยิ่งนัก ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบอู่จวินเหยียนที่นี่


            “ข้าจะไปที่ใด จำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ?” อู่จวินเหยียนกล่าวเสียงเย็นชา


            “ไม่จำเป็นขอรับ” แม้ใบหน้าของหลีจิ่นชิงจะไร้รัศมี แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงความโกรธเคืองออกมาหลังจากถูกอู่จวินเหยียนตอกกลับไป


            “ไสหัวไป!” เมื่อมองไปรอบ ๆ ในหมู่คนรุ่นเดียวกัน ก็มีเพียงเฉินชิงหยวนเท่านั้นที่อู่จวินเหยียนให้ความสำคัญ ส่วนคนอื่นๆ อู่จวินเหยียนมีท่าทีเย็นชาและไม่เห็นความสำคัญแม้แต่น้อย


            “ข้ามาที่นี่เพื่อเชิญเฉินชิงหยวนไปเยือนแดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวขอรับ” หลี่จิ่นชิงรู้สึกไม่พอใจที่ต้องจากไปอย่างหมดหนทาง จึงอ้างชื่อของแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาตรง ๆ


            “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าในใจเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องพูดถึงเจ้าหรอก ต่อให้เป็นท่านจอมเทพของแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่กล้าข่มขู่ข้าหรอก!!”


            แดนศักดิ์สิทธิ์เหลียนโหยวเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งในดินแดนเป่ยฉางซิง แต่อู่จวินเหยียนกลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ากล่าววาจาเช่นนี้ออกมา เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


            เมื่อได้ยินดังนั้นหลีจิ่นชิ่งจ้องมองเรือบินลำนั้นอย่างลึกซึ้ง ขบกรามก่อนจะคารวะ 


            “ข้าขอตัว”


            หลีจิ่นชิ่งไม่มีความกล้าที่จะต่อกรกับอู่จวินเหยียน จึงหมุนกายจากไป ต่อให้เขาคิดจนหัวแทบแตก ก็ไม่นึกว่าอู่จวินเหยียนจะอยู่เคียงข้างเฉินชิงหยวน ถึงกระทั่งเต็มใจที่จะออกหน้าแทนเฉินชิงหยวน


            ผู้คนนับไม่ถ้วนในดินแดนเป่ยฉางซิงรับรู้ดีว่าอู่จวินเหยียนชอบทำอะไรคนเดียว ไม่ใส่ใจใครทั้งสิ้น ไม่เคยมีมิตรสหายใด ๆ


            ผู้นำของสำนักต่าง ๆ เคยกล่าวกับลูกศิษย์ในสำนักไว้ว่าหากได้พบอู่จวินเหยียนในภายนอก ก็อย่าได้เป็นศัตรูกับเขา มิเช่นนั้นจะนำปัญหามาสู่สำนักได้!


            พื้นเพของอู่จวินเหยียนนั้นลึกลับยิ่งนัก แทบไม่มีผู้ใดรู้ และสำหรับเรื่องนี้ เฉินชิงหยวนเองก็ไม่ค่อยรู้เท่าไรนัก


            “เหล่าอู่ เจ้านี่เก่งจริงๆ เอ่ยปากเพียงไม่กี่คำก็ขู่เด็กหนุ่มนั่นจนวิ่งหนีไปแล้ว”


            เฉินชิงหยวนกล่าวชมเชย

    คล้ายกับเรื่องพิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน