ปลาไหลลายเสือ
บทนำ
เสียงติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ดดังขึ้นขณะที่ประตูรถไฟใต้ดินกำลังเคลื่อนปิดเข้าหากัน แป้งร่ำยืนพิงเสาชุบโครเมียมที่ตั้งอยู่ตรงกลางทางเดินใกล้บริเวณประตูเข้าออกในมือถือถุงกระดาษและถุงพลาสติกใสใส่เสื้อผ้าจำนวนมากรวมแล้วหกถึงเจ็ดถุง
แป้งร่ำกวาดตามองไปยังรอบตัวก่อนที่เสียงติ๊ดๆๆจะดังขึ้น บริเวณที่นั่งทั้งสองฝั่งมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมดรวมถึงบริเวณทางเดิน วันนี้มีคนต่างยืนออเบียดเสียดกันจนแน่นทั้งขบวน
หญิงสาวจึงต้องอาศัยราวเหล็กเป็ที่ยึดเหนี่ยวในขณะที่รถไฟใต้ดินกำลังจะเคลื่อนขบวน แต่ก่อนที่ประตูจะเริ่มขยับเข้าหากันจนปิดสนิทจู่ๆก็มีชายคนหนึ่งกระโจนตัวพุ่งพรวดเข้ามายังช่องประตูที่กำลังตั้งท่าจะปิด
ชายคนนั้นเสียหลักกระแทกคนที่ยืนขวางประตูซึ่งเป็เด็กวัยรุ่นผู้ชายสองคนหากแต่เด็กชายทั้งสองก็ได้แค่ยืนเซ น่าจะจับราวเหล็กไว้มั่นจึงไม่ทันล้มแต่เธอนี่สิ...ในมือถือของพะรุงพะรัง มือข้างที่เกี่ยวราวเหล็กไว้ก็แค่เกาะหลวมๆเมื่อชายคนนั้นพุ่งตัวเข้ามา จึงชนเธอเข้าจังโครม อารามคนใจึงส่งเสียงร้องเสียดัง
ถุงที่ใส่เสื้อผ้าหลายถุงหล่นลงกองกับพื้นระเนระนาดนั่นยังไม่เท่ากับร่างของเธอหลุดจากราวเหล็กล้มลงจนก้นจ้ำเบ้า...อันดับแรกในความคิดคือเจ็บ...แต่ความคิดที่ไล่ตามมาติดกันก็คือ ‘อาย’
นี่เธอกำลังตกเป็เป้าสายตาของใครต่อใครเต็มไปหมดที่สำคัญผู้คนเ่าั้ล้วนห่างไร้ซึ่งความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ไม่มีใครมีทีท่าว่าจะช่วยเก็บข้าวของให้เธอ หรือช่วยพยุงกายให้เธอลุกขึ้นสักคน
นึกแล้วก็เจ็บแปลบในใจ...ในขณะที่แป้งร่ำกำลังปั้นหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะขุ่นเคืองใจที่ผู้ชายตรงหน้าเข้ามาชนจนล้ม แล้วยังไม่ได้ยินเสียงขอโทษสักคำ
เดี๋ยวก่อนเถอะ...เก็บของเสร็จเมื่อไหร่อย่างน้อยต้องพูดให้เจ็บแสบสักนิด ถึงแม้ว่าปกติเธอจะเป็คนไม่พูดจาว่าร้ายใส่ใคร
แต่ในขณะที่กำลังคว้าถุงข้างกายเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าผู้ชายคนที่ชนเธอกำลังยิ้มน้อยๆแล้วช่วยเก็บถุงใบที่เหลือ...ดูแล้วเสมือนเป็ชายหนุ่มที่มีน้ำใจหากแต่รอยยิ้มนั้นดูแปลกแปร่ง ก็เธอมองไม่เห็นรอยยิ้มแห่งการสำนึกผิด แต่รอยยิ้มที่เห็นกลับดูขบขันเสียมากกว่า
แป้งร่ำจึงก้มมองตามสายตาของชายหนุ่มที่จับจ้องอยู่จึงเห็นว่ากระโปรงผ้ามันวาวสีดำซึ่งตัดซ้อนทับกันเป็ชั้นยาวเหนือหัวเข่าเพียงคืบมันถลกขึ้นมาจนเห็นโคนขาที่ขาวผ่อง เนื้อเนียนละเอียดเธอเหลือบมองสายตาคนตรงหน้าอีกครั้ง ก็เห็นว่าเขายังคงจับจ้องอยู่
“ลามก”
แป้งร่ำปล่อยมือจากถุงแล้วจับชายกระโปรงให้ดึงลงก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน โดยคว้าถุงกระดาษที่กองอยู่กับพื้นและคว้าถุงพลาสติกใสที่อยู่ในมือของเขา
หญิงสาวพยายามข่มตานึกว่าแผ่ส่วนบุญให้กับผีเร่ร่อน...วันนี้เป็วันอะไรนะ ถึงได้บรมซวยขนาดนี้แอบมองสายตาของผู้คนรายรอบ ยังดีที่คนเ่าั้มองเมินไปทางอื่นเธอจึงนับหนึ่งถึงสิบในใจ คิดว่าแค่หลับตา แล้วยืนบนรถไฟใต้ดินอีกไม่กี่ป้ายพอลืมตาขึ้นมาก็จะพบกับความว่างเปล่า ผู้คนอาจจะเบาบางลงแต่ละคนก็จะไปตามทางของตนเอง คงไม่มีใครคิดจดจำอุบัติเหตุเมื่อครู่ หรือพูดถึงแต่หากจะพูด ป่านนั้นเธอก็คงไม่ได้ยิน
หากแต่ขณะหลับตากลับได้ยินเสียงของใครพูดมาแ่เบา เหมือนกระซิบอยู่ข้างใบหู เธอจึงลืมตาขึ้นและได้ยินคำนั้นซ้ำอีกครั้ง
“ผมขอโทษครับ”
เสียงของผู้ชายคนที่ชนเธอจนล้ม...ผู้ชายที่แอบยิ้มเยาะอย่างสนุกอยู่ในใจ...ผู้ชายที่แอบมองเธอด้วยสายตาโลมเลีย...ผู้ชายคนนี้นี่ล่ะที่ไม่เป็สุภาพบุรุษเอาเสียเลย
เขาค้อมศีรษะและเอ่ยซ้ำคำพูดเดิม...แต่ตอนนี้ใครจะมีอารมณ์ ฟังคำพูดเ่าั้ เธอไม่ตอบจึงแค่ปรายตาแล้วพูดสะบัดเสียงใส่
“ไม่เป็ไร”
“ผมช่วยถือให้ไหมครับ”เขาทำเป็มาพูดดี แล้วยื่นมือจะคว้าถุงกระดาษจากมือเธอแต่หญิงสาวก็กำหูหิ้วไว้แน่น พร้อมเอ่ยปฏิเสธ
“ฉันถือเองได้”
แป้งร่ำไม่คิดจะได้รับความช่วยเหลือจากใครโดยเฉพาะกับเขาคนนี้ ไม่รู้จะรีบร้อนไปไหน ถึงได้ะโพรวดเข้ามาทั้งที่ประตูรถไฟใต้ดินกำลังจะปิดแล้วเชียว แทนที่จะรอขบวนถัดไป...นี่ถ้าเกิดถูกประตูหนีบตายขึ้นมาเธอไม่ต้องจดจำภาพสยองไปชั่วชีวิตหรือไงกัน
หญิงสาวไม่คิดจะเสวนากับชายหนุ่มแปลกหน้าเธอจึงเบี่ยงตัวไปคนละมุมกับเขา เมื่อเห็นเขาหันหน้าไปอีกทางแล้วเธอจึงแอบเพ่งพิจารณาเขาจากแผ่นหลัง...
ชายหนุ่มตรงหน้าเป็คนร่างสูงโปร่งหากแต่ผิวนั้นค่อนข้างคล้ามแดด ใบหน้าคมเข้ม มีเคราเขียวครึ้มแม้จะลอบมองเห็นเพียงด้านข้าง แต่ที่เด่นชัดสุดบนหน้าของเขาก็คงเป็ดวงตาคมที่ดุดันแต่แฝงความกรุ้มกริ่มแพรวพราวแม้เพียงสบตาเมื่อครู่นับเป็วินาที
ความสูงที่ได้สัดส่วน่ขายาวใส่กางเกงยีนทะมัดทะแมง สวมเสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีเทาเข้มเกือบดำทำให้ร่างของชายคนนั้นอาจเป็ที่ต้องตาต้องใจของสาวๆหลายคน
แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่เธอคนหนึ่งล่ะ...แป้งร่ำบอกกับตัวเองเช่นนั้น
แล้ว่เวลาที่หญิงสาวจดจ้องก็มาถึงเมื่อรถไฟใต้ดินจอดสถานีถัดไปที่เป็เป้าหมาย เสียงผู้หญิงผ่านไมโครโฟนจากขบวนรถบอกจุดหมายปลายทางขณะนี้คนเริ่มน้อยลงแล้ว แต่ชายคนนั้นก็ยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิม แล้วพอประตูเปิดออกผู้คนที่ยืนออตรงปากทาง ทยอยกันเดินออกไป
แป้งร่ำมายืนรอคิวที่จะลงป้ายนี้แต่นายคนลามกกลับมายืนขวางอยู่ แถมยังยืนเฉยไม่มีทีท่าว่าจะขยับหลบ
“ถอยหน่อยสิคุณ ฉันจะลง”
หญิงสาวนึกฉุน จึงโพล่งขึ้นหากแต่นายคนนั้นไม่ได้หลีกทางให้ กลับเดินออกประตูไปหน้าตาเฉยแป้งร่ำรีบก้าวขาให้พ้นประตูรถ...นึกในใจว่าเกือบไม่ทันไม่อย่างนั้นถ้าเลยไปอีกสถานี ก็จะเสียเวลาเปล่า แล้วก็แอบคาดโทษนายลามกไว้ในใจ
เธอเดินตามทาง เพื่อจะไปตรงช่องทางออกแต่ทำไมนายคนนั้นถึงเดินไปอมยิ้มไปสังเกตได้จากการที่เขาหันหลังกลับมามองเธอเป็ระยะ
แม้ขณะนั้น...เขาคนนั้นกำลังพูดโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่เธอได้ยินแว่วๆว่า ‘สวยว่ะ...หน้าตางี้ถูกใจข้ามากเลยเพื่อนแต่เสียดายข้าดันหลุดฟอร์ม...เออๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันตอนไปงานแต่ง’ ดูเหมือนเขาจะพูดตัดบททางปลายสาย
เธอไม่นึกสนใจประโยคสนทนาของเขาหรอกแต่นึกเอะใจกับสายตาคู่นั้นมากกว่า เหตุใดถึงหันกลับมาจับจ้องเธอเป็ระยะ
ทำให้แป้งร่ำต้องก้มมองสำรวจตนเองแล้วแทบจะแทรกหน้าหนีไปในบัดดล เมื่อพบว่ากระดุมเสื้อเม็ดบนหลุดเผยให้เห็นเนินเนื้ออกอิ่มเล็กน้อย
“ไอ้คนบ้า...ลามกเห็นฉันโป๊แล้วก็ไม่บอก”
หญิงสาวพึมพำกับตนเองก่อนจะรีบเดินไปหลบมุมเพื่อกลัดกระดุมเสื้อให้เรียบร้อย...ป่านนี้ไม่รู้สายตาใครต่อใครที่เห็นจะมองเธอเป็คนเช่นไร อาจจะคิดว่าเธอตั้งใจอ่อยหรือไม่...โดยเฉพาะนายคนนั้น มิน่าล่ะ เขาถึงส่งสายตาประหนึ่งคนโรคจิต
ยิ่งนึกก็ยิ่งขุ่นเคือง...เพราะอีตาบ้านั่นทีเดียวเชียว
พอเดินพ้นช่องทางออกเดินขึ้นบันไดเลื่อน ก่อนจะไปถึงทางแยกสุดท้าย...แป้งร่ำมองซ้ายขวาอ่านป้ายขนาดกลางที่มีลูกศรชี้ถึงปลายทางที่จะเดินออก แล้วก็ยืนงงอยู่อย่างนั้นเพราะตัวเธอเองไม่คุ้นเส้นทางเสียเท่าไหร่
ถ้าวันนี้เธอขับรถยนต์มาเองก็คงจะสะดวกสบายมากขึ้น...แต่เพราะมารดาจะนำไปใช้ธุระด้วยความที่อยากมาเดินซื้อเสื้อผ้าค่อนข้างมากเพราะตั้งใจจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ใส่ไปอวดใครคนหนึ่งที่รอคอย...หลังจากไม่ได้ใช้เวลากับส่วนนี้มานานแป้งร่ำจึงคิดว่าเดินทางโดยรถไฟใต้ดินก็คงสะดวกดี
อีกอย่างไม่กี่วันก็ต้องกลับเชียงใหม่...ขืนชักช้าเกรงว่าจะไม่มีโอกาสมาเดินเที่ยวเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าอย่างที่ตั้งใจแบบนี้ตามลำพัง
แต่เมื่อแป้งร่ำตัดสินใจจะเดินไปทางออกด้านขวามือแทบจะหยุดเท้าไว้แค่ตรงนั้น เพราะเห็นอีตาลามกกำลังยืนเก้ๆกังๆ เหมือนคอยใครอยู่เห็นดังนั้นเธอจึงตัดสินใจหันหลังกลับแล้วเดินออกไปอีกทาง แต่ขณะเดียวกันแม้จะจ้ำเท้าหนี ก็ไม่วายคอยหันกลับมามองนายคนนั้นเป็ระยะ
แป้งร่ำสาวเท้าเร็วขึ้น เมื่อเห็นว่าเดินมายังขั้นบันไดแรกก่อนจะโผล่ขึ้นไปยังท้องถนน เธอจึงหยุดยืนหันมองให้แน่ใจว่าอีตาลามกไม่ได้ตามมา
แต่เมื่อหันกลับไปมองแม้เขาจะยืนค้างอยู่ที่เก่า แต่กลับชูมือขึ้นเหมือนเป็การทักทายพร้อมส่งยิ้มกว้างกลับมา เห็นดังนั้นก็นึกหวั่น รีบหันกลับแล้วเดินขึ้นบันไดข้ามขั้นอย่างนึกกลัว
หรือว่านายนั่นจะเป็พวกหนุ่มโรคจิตกันแน่...นึกแล้วก็ขนลุก
แป้งร่ำตัดภาพทางความคิดฉับเมื่อพานนึกถึงหน้านายลามก...ก่อนจะย้อนกลับไปนึกถึงหน้าชายอีกคนที่เป็‘รักแรก’ ั้แ่ครั้งยังเยาว์
หลังจากห่างกันนานหลายปีดีดักเร็ววันนี้จะได้พบกันแล้ว...คำพูดของคุณกาญจนา ยังคงจดจำได้ทุกรายละเอียดแม้จะไม่ได้ยินจากปากของเขาคนนั้นด้วยตนเองหากแต่ผู้เป็แม่ของชายคนที่เธอหลงรักเป็คนบอกผ่านนั่นก็น่าจะพอเป็ตัวแทนของความรู้สึกอันดีต่อกันมาตลอดหลายปี
‘เชื่อน้า...ถ้าตอนนี้ตาปลามาเจอหนูแป้งน้ารับรองว่าเขาจะต้องดีใจมากขนาดไหน...ตาปลายังคิดถึงหนูเหมือนเดิมนะ’
คำพูดของคุณกาญจนาลอยมาวนเวียน ในขณะที่เธอก็ยังนึกภาพของกัลปพฤกษ์ในปัจจุบันไม่ออก...กลับปรากฏภาพนายลามกโผล่เข้ามาซ้อนทับเสียได้
‘คนบ้า...คนผีทะเล’
.............................................