ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 101 ไว้วางใจ

            “ขั้นราชัน?”

            บุรุษหนุ่มผู้นั้นโพล่งออกมาพลางจ้องมองพรมวิเศษด้วยแววตาเป็นประกาย

            “น่าสนใจ!”

            บุรุษหนุ่มกำหมัดแน่นคำของเขาไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร

            “ตรงนั้นคือสำนักนาคาเป็นพวกที่คลุกคลีกับงู ก่อนหน้านี้ข้าจับราชางูของพวกเขามาต้มกินโดยไม่ตั้งใจเลยมีความแค้นต่อกัน พวกเขาคิดแก้แค้นข้าอยู่ตลอดเวลา”

            “ตรงนั้นเห็นไหมที่มีคนอยู่เจ็ดคน นั่นคือสำนักต่อสู้เป่ยโต้ว พวกเขาเป็นกลุ่มเทพต่อสู้กับความอยุติธรรมในหุบเขาสุขาวดีอยู่ตลอด เรียกตนเองว่าเทพบุตรทว่าเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก หากไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ จะมาทำอะไรที่หุบเขาสุขาวดี”

            ราชามารตะวันตกยืนอยู่บนพรมวิเศษพลางแนะนำอำนาจที่กระจายตัวอยู่ในบริเวณนี้ให้พวกเสิ่นเสวียนรู้ขณะที่กำลังเหาะลงไปด้านล่างด้วยความเร็วสูง

            “แล้วก็เห็นพวกหน้าโง่สี่คนนั้นไหมนั่นคือสำนักจตุรเทพ พลังของสี่คนนี้ไม่ได้ต่ำต้อยเลย แต่พวกเขากลับค่อนข้างโง่โดนข้าโจมตีไปหลายครั้งแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย”ราชามารตะวันตกปรายตามองไปทางสำนักจตุรเทพด้วยแววตาเหยียดหยาม

            อีกฝ่ายเห็นเขาเป็นคู่ต่อสู้แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้เลย

            “แล้วก็ตรงนั้นเจ้าหนุ่มนั่นน่ะ”

            ราชามารตะวันตกชี้ไปทางบุรุษหนุ่มบนยอดเขาเพื่อให้พวกเสิ่นเสวียนดูเป็นพิเศษ

            “เขามีพลังแข็งแกร่งมาก!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้บุรุษหนุ่มผู้นั้นดูมีอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีทว่าไอพลังบนร่างกลับเหมือนกระบี่พุ่งสูงเสียดฟ้า ดูโหดเหี้ยมอย่างน่าประหลาดอยู่ห่างกันขนาดนี้ยังรู้สึกได้ถึงสำนึกกระบี่ที่รุนแรง

            “เด็กนั่นคือจี๋เล่อน้อยเป็นคนที่มีพลังใกล้เคียงราชามารมากที่สุดในหุบเขาสุขาวดี”

            “เขายังดูเด็กอยู่เลยไม่ใช่หรือ”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยกล่าวในความคิดของนางผู้ที่มีพลังขั้นเดียวกับราชามารต้องเป็นคนแก่อายุหกสิบเจ็ดสิบปีแล้วแต่มองอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังเด็กขนาดนี้ จะมีพลังแข็งแกร่งได้อย่างไร

            “เขาชื่อเจี้ยนเกิดในหุบเขาสุขาวดี มีแม่เป็นนักร่ายรำนางหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใครเขาใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาสุขาวดีมาตลอด อย่าเห็นว่าเขาดูอ่อนวัยเช่นนั้นเขามีอายุมากกว่าข้าอีก”

            “อะไรนะอายุมากกว่าท่าน?”

            เริ่นเสี้ยวเทียนได้ยินดังนั้นยิ่งอยากรู้มากขึ้นกว่าเดิมเสิ่นเสี่ยวเม่ยก็เช่นเดียวกัน

            เสิ่นเสวียนจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มผู้นั้นและบุรุษหนุ่มผู้นั้นก็เหมือนจะสังเกตเห็นว่าเสิ่นเสวียนมองตนเองอยู่ทำให้สายตาของพวกเขาสบประสานกันแม้จะอยู่ห่างไกล

            “จะว่าไปก็แปลกร่างกายของเขามีปัญหาเล็กน้อย พออายุสิบห้าปีก็หยุดเจริญเติบโตไปกระดูกและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายหยุดเจริญเติบโตเช่นกันทำให้เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นเพราะเขามีพรสวรรค์โดดเด่นไม่ค่อยสนทนากับใคร รักสันโดษ จึงไม่มีศัตรูเท่าไรนักผู้คนในหุบเขาเรียกเขาว่าจี๋เล่อน้อย มิอาจดูถูกได้เลย”

            “ใช่แล้วสุสานเปิดออกครั้งนี้เขาต้องเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน พวกเจ้าต้องระวังเขาให้มาก”

            “เขาก็เข้าไปด้วยหรือสุสานตรวจสอบไม่ได้เลยหรือ” เริ่นเสี้ยวเทียนถามขึ้นด้วยความสงสัย ผู้เฒ่าจี๋เล่อมีความสามารถขนาดไหนแต่กลับตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้

            “ตรวจสอบไม่ได้เลยข้าเคยตรวจสอบเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขามีร่างกายอายุสิบห้าปีผู้เฒ่าจี๋เล่อล่วงลับไปนานแล้ว ค่ายกลก็เก่ามากแล้วด้วยที่ตรวจสอบไม่ได้ก็คงเป็นเรื่องปกติ เมื่อสามสิบปีก่อนเขาเคยเข้าไปแล้วครั้งหนึ่งครั้งนี้คงไม่มีข้อยกเว้น”

            สุสานจะถูกเปิดออกทุกๆสามสิบปี หากคนผู้นี้อายุมากกว่าราชามารตะวันตกแล้วครั้งก่อนเขาเข้าไปได้ครั้งนี้ก็คงเข้าได้เช่นกัน

            เดิมทีเสิ่นเสวียนคิดว่าเข้าไปในสุสานครั้งนี้คงไม่มีความท้าทายอะไรมากเพราะคงมีเพียงผู้ที่เทียบเท่าขั้นมหายานของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเท่านั้นแต่ตอนนี้มีคนเหล่านี้เข้าร่วมด้วย ทำให้มันต่างไปจากเดิมมาก

            พรมวิเศษค่อยๆเหาะลงไปด้านล่าง ข้างๆ ทะเลสาบ

            ข้างๆทะเลสาบเป็นที่ราบกว้างใหญ่ พื้นดินอุ้มน้ำอุดมสมบูรณ์มีพืชพรรณมากมายเจริญเติบโตขึ้น

            เมื่อลงมาถึงพื้นแล้วพรมวิเศษจึงขยายใหญ่ขึ้นและฝังรากลงไปที่พื้นจากนั้นก็มีกระโจมอีกหลายหลังปรากฏขึ้น นี่คือข้อดีของศาสตราวิเศษขั้นปฐพีสามารถเป็นบ้านที่ปลอดภัยได้ทุกที่หากเป็นไปได้อาจให้คนโดยสารไปด้วยได้ถึงพันคนเลยทีเดียว หากใช้วิธีการนี้ในการศึกอาจเคลื่อนย้ายทหารทั้งกองทัพได้ตามอำเภอใจ

            หลังจากลงถึงพื้นได้ไม่นานทั้งสี่คนจากสำนักจตุรเทพพากันเข้ามาหาราชามารตะวันตก

            “พวกเจ้าสี่คนเองหรือ”

            ราชามารตะวันตกกางแขนออกเพื่อบิดขี้เกียจพลางหาว

            “พวกข้าอยากท้าสู้กับท่าน”

            บุรุษวัยกลางคนที่เป็นผู้นำมีชื่อว่าต้าเซี่ยงเขาประสานมือพลางกล่าวกับราชามารตะวันตก

            จากนั้นเอ้อร์เซี่ยงซานเซี่ยง และซื่อเซี่ยงที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันก้าวเดินหน้ามาหนึ่งก้าวเตรียมพร้อมท้าสู้กับราชามารตะวันตก

            “ตอนนี้ข้าไม่มีเวลารอให้สุสานปิดลงก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

            ราชามารตะวันตกกล่าวอย่างเกียจคร้าน

            “แต่...”

            “แต่อะไรพวกเรามาที่นี่เพื่ออะไร ไม่ใช่เพราะสุสานหรอกหรือ รู้จักแยกแยะความสำคัญบ้างเข้าใจไหม”

            “หวังว่าถึงเวลานั้นท่านจะไม่หลบเลี่ยงอีกพวกข้ารอวันนี้มานานมากแล้ว”

            ต้าเซี่ยงครุ่นคิดเล็กน้อยเขารู้สึกว่าราชามารตะวันตกกล่าวได้มีเหตุผล จึงพยักหน้ารับคำ

            “หลบเลี่ยง? ฮ่าๆข้าไม่หลบหรอก ข้าจะรอพวกเจ้า กลับไปได้แล้ว”

            ราชามารตะวันตกได้ยินคนพวกนั้นบอกว่าเขาหลบเลี่ยงจึงหัวเราะเสียงดังชื่อเสียงของเขาในหุบเขาสุขาวดีไม่ใช่ว่าหลบเลี่ยงแล้วจะปรากฏขึ้นได้แต่เป็นสิ่งที่เขาได้รับมาจากการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน

            “พวกเราไปกันเถอะเตรียมพร้อมต่อสู้ในสุสานอย่างสุดความสามารถ”

            ต้าเซี่ยงกล่าวกับอีกสามคน

            ราชามารตะวันตกมองเหล่าจตุรเทพเดินจากไปพลางส่ายหัวอย่างจนใจเจ้าพวกนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ นิสัยไม่ดีมาตั้งแต่เกิด

            หลังจากลงมาถึงพื้นแล้วหลายคนต่างรู้ว่านี่คืออาณาเขตของราชามารตะวันตกนอกจากสำนักจตุรเทพแล้วไม่มีใครสักคนกล้าเข้ามา

            ราชามาร...ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ชื่อเรียกเฉยๆ

            และนี่ยังเป็นการลดปัญหาให้กับพวกเขาด้วยหลังจากกระโจมเหล่านั้นปรากฏขึ้น พวกเขาก็เข้าไปนอนในกระโจมของตนเองเพื่อรอสุสานเปิดในวันรุ่งขึ้น

            แม้จะซ่อนตัวอยู่ในกระโจมแต่ม่านพลังที่ปกคลุมอยู่เหนือพรมวิเศษสามารถปกป้องพวกเขาไว้ได้ ต่อให้มีผู้แข็งแกร่งขั้นราชันเข้ามาก็อย่าหวังจะเข้าไปได้ในทันที

            หลังจากเสิ่นเสวียนเข้าไปในกระโจมแล้วเขาก็เข้าไปในมิติ

            หลังจากที่เข้าไปในมิตินั้นหลายชั่วยามเขาออกมาอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย แล้วจึงนอนพักอยู่ภายในกระโจม

            คืนก่อนสุสานเปิดออกถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบแม้มีคนอยู่มากมายและส่วนใหญ่ยังเป็นอัจฉริยะหนุ่มแห่งหุบเขาสุขาวดีแต่ที่นี่กลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด เงียบมากจนน่ากลัว

            แม้นอนหลับอยู่ในกระโจมเหมือนจะได้ยินเสียงวิญญาณร้องโหยหวนออกมาอยู่เรื่อยๆ

            หากคนอื่นได้ยินเสียงเหล่านี้จะต้องรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นแต่สำหรับเสิ่นเสวียนและเสิ่นเสี่ยวเม่ยแล้ว เสียงเหล่านี้ไม่ได้แปลกอะไรเลย

            ผ่านไปแล้วครึ่งคืนราชามารทิศเหนือจึงเข้ามาถึงที่นี่นอกจากเหลยป้าเทียนแล้วยังมีเด็กหนุ่มอีกสองคนและขั้นราชันอีกสี่คนนี่เป็นเพียงพลังที่เขาแสดงออกมาให้เห็น หากนับรวมผู้แข็งแกร่งที่เฝ้าจวนราชามารเอาไว้ผู้แข็งแกร่งขั้นราชันข้างกายเขาคงต้องใช้สองมือนับเลยทีเดียวเรียกได้ว่าเป็นอันดับแรกของหุบเขาสุขาวดี

            ครั้งนี้ราชามารทิศเหนือฉลาดมากเขาวางใจที่จะตั้งฐานที่มั่นอยู่ห่างจากราชามารตะวันตกไปราวๆ สามจั้งพวกเขาอยู่ใกล้กันเพื่อเข้าช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงที

            จากเรื่องนี้ดูออกได้ว่าราชามารทิศเหนือกลัวจะโดนล้อมสังหารอีก

            เสิ่นเสวียนและเริ่นเสี้ยวเทียนอยู่ในกระโจมของราชามารตะวันตกเพื่อที่จะปิดบังคนอื่น เขาต้องแสดงเคล็ดวิชาภาพสะท้อนออกมาหลายชั้นเพื่อปกปิดไอพลังทั้งหมดของที่นี่เอาไว้ไม่มีทางตรวจสอบได้เลย

            “ช่วงเวลาสุสานเปิดออกคือพรุ่งนี้ยามเว่ย[1] ตำแหน่งน่าจะเป็นใจกลางทะเลสาบถึงตอนนั้นคนที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีจะเข้าไปได้”

            ราชามารตะวันตกกำชับพวกเสิ่นเสวียนเขาเข้าไปไม่ได้ แต่จำเป็นต้องให้พวกเสิ่นเสวียนเข้าไป

            “ในนั้นมีสิ่งของที่ท่านต้องการหรือเปล่า” เสิ่นเสวียนถาม

            “มีตอนข้าอายุสิบเก้าปีเคยเข้าไปครั้งหนึ่ง ข้าหวังว่าเจ้าจะพาเขาออกมาได้”

            ราชามารตะวันตกอารมณ์ดิ่งลงอย่างกะทันหัน

            “ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง”

            “ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง?”

            ทั้งสองคนตกใจเป็นอย่างมากเดิมทีพวกเขาคิดว่าจะเป็นของล้ำค่าบางอย่างคิดไม่ถึงว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง หรือว่าจะเป็นร่างของผู้เฒ่าจี๋เล่อหากเป็นเช่นนี้คงยากมากอย่างแน่นอน ร่างไร้วิญญาณต้องตั้งอยู่ในอาณาเขตสำคัญเต็มไปด้วยอันตราย

            “ใช่เป็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง ตอนนั้นพวกเราเข้าไปพร้อมกันสุดท้ายแล้วข้าออกมาได้แต่นางต้องอยู่ในนั้นไปตลอดกาล”

            ขณะที่กล่าวราชามารตะวันตกที่มักห้าวหาญอยู่เสมอมีแววตาอ่อนโยนลงมาก

            ................................................

            [1]ยามเว่ย คือช่วงเวลา 13.00 น. - 14.59 น.

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842