45 : MESSAGE
ใจกลางเมืองที่ไม่เคยสงบนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในยามกลางวันหรือกลางคืน ผู้คนพลุกพล่านเดินขวักไขว่ไปตามทางเดิน บ้างเดินเร็วด้วยความรีบเร่ง บ้างก็เดินช้าเหมือนไม่มีอะไรต้องรีบร้อน
ช่วงปิดเทอมยิ่งมีเด็กออกมาเที่ยวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เดินกันเป็นกลุ่มคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ความผ่อนคลายหลังจากสอบเสร็จ ผิดกับพวกคนในชุดทำงานที่เดินอย่างเร่งรีบพลางยกนาฬิกาขึ้นมาดูบ่อยๆ ราวกับวันหนึ่งอันแสนยาวนานนี้คงไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ รถราวิ่งเต็มท้องถนนคับคั่งเกิดไอร้อนจากเครื่องยนต์อย่างที่แม้แต่ต้นไม้ที่ปลูกริมทาง ก็มิอาจช่วยให้เย็นขึ้นมาได้
วุ่นวาย...ไร้ซึ่งความสงบ...
จนน่าทำลายให้มันสิ้นซากไปซะ จะได้เหลือเพียงซากปรักหักพังอันแสนเงียบงัน
ชายวัยทำงานคนหนึ่งเปรยในใจตัวเอง ขณะก้มลงมองเบื้องล่างจากทางหน้าต่างที่เป็นบานกระจกในขนาดใหญ่เรียงกันราวกับกำแพง ทำราวกับเขาไม่กลัวว่าจะไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัว เมื่อตนอยู่บนชั้นสูงสุดของตึก ชั้น 10
เป็นจำนวนที่อาจไม่ได้สูงอะไรมากมายหากเทียบกับตึกที่สูงกว่า หากแต่แถวนี้ยังมีแต่ตึกเตี้ยที่อย่างมากก็แค่ 5-6 ชั้นเท่านั้น ทำให้ผู้ซึ่งอยู่บนชั้น 10 อยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คน
ชั้นสูงยิ่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ น่าจะร้อน ทว่าในห้องนี้กลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ อย่างที่หากไม่ออกกำลังกายหนักจริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นเหงื่อหยดไหล
เครื่องเรือนที่ถูกนำมาจัดวางในห้องไม่ได้มีมากนัก มีแต่ของใช้จำเป็นอย่างโต๊ะทำงานสักตัว หรือโซฟาเอาไว้ให้เหยียดกายพักผ่อนชั่วครู่ยาม แต่กระนั้นของทุกชิ้นก็บอกถึงความมีคุณภาพดูดีมีระดับ
โต๊ะทำงานระดับผู้บริหารสูงสุด มีของใช้ที่ควรจะมีวางไว้อยู่อย่าง เครื่องเขียนที่ใส่รวมกันไว้ในแก้วใส กระดาษเป็นปึกถูกทับไว้ด้วยหินสำหรับทับกระดาษ และคอมพิวเตอร์หน้าจอบางเฉียบเครื่องหนึ่ง แม้จะไม่ใช่รุ่นล่าสุด แต่สภาพก็บอกว่าราคาค่อนข้างแพงอยู่พอควร บนหน้าจอนั้นฉายให้เห็นว่าเจ้าของเปิดวิดีโอค้างไว้อยู่ แม้จะเล่นจนจบไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ปิดโปรแกรม
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะเปิดเข้ามาอย่างมีมารยาท ชายในชุดสูททำงานถูกระเบียบเดินเข้ามาในห้องผู้บริหาร เขากุมมืออย่างสำรวม ก้มหน้ามองพื้นเล็กน้อยพลางพูด
“มีอะไรให้ผมทำหรือครับ ท่านตนัย”
ดวงตาสีน้ำตาลแก่ละสายตาจากภาพเบื้องนอกหันกลับมามองคนในห้อง พูดเสียงเรียบเย็นไม่ต่างไปจากอากาศในห้องนี้
“ฉันดูวิดีโอแล้ว เด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ชนะเด็กโรงเรียนภูรีดรงค์ได้โดยการฆ่าตายทั้งหมด... ฉันเพียงแต่สงสัยว่าทำไมอีกสองโรงเรียนที่เหลือถึงไม่เป็นแบบนั้น”
“ดูเหมือนว่าเด็กโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยกับโรงเรียนนิรารักษ์จะรู้จักกันมาก่อนแล้วน่ะครับ การสู้ครั้งนี้จึงไม่ได้ต่างไปจากการแข่งขันสนุกๆ ธรรมดาเท่านั้น” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยความเห็น “ถ้าท่านไม่พอใจ จะให้มีการสู้กันอีกครั้งดีไหมครับ ท่านตนัย”
“ไม่จำเป็น เพราะยังไงก็คงได้ผลแบบเดิม” ตนัยพูด ขณะเดินไปนั่งที่เก้าอี้พิงพนักที่โต๊ะทำงาน เขานั่งไขว่ห้าง ใช้แขนข้างหนึ่งเท้าตรงที่วางแขน ขณะที่มืออีกข้างขยับไปวางที่เมาส์เปิดวิดีโออีกอันขึ้นมา เพราะปิดเสียงเอาไว้จึงทำให้เห็นแต่ภาพเท่านั้นที่เคลื่อนไหวอยู่ ตนัยเร่งความเร็ว ก่อนจะกดปุ่ม stop ภาพที่ฉายผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
“อีกเรื่องที่ฉันสงสัย ถึงไม่ได้คิดจะฆ่า แต่ทำไมนิศาชลถึงไม่ใช้พลังออกมาให้เต็มที่กว่านี้ จากระดับความสามารถของเธอแล้ว น่าจะเอาชนะได้โดยไม่ยากเย็น ใช้เวลาไม่นานเท่านี้แน่นอน...ฉันต้องการเห็นความสามารถที่แท้จริงของนิศาชลให้มากกว่านี้ เพื่อพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้เลือกคนผิด” ขณะที่พูด ดวงตาก็ขยับเคลื่อนจากภาพบนจอมายังชายตรงหน้า ซึ่งไหวตัวเล็กน้อยราวกับรู้ว่าหน้าที่ต่อไปของเขากำลังได้รับมอบหมายแล้ว
“รายชื่อคนที่ฉันเลือกไว้พวกนั้น เรียกมาให้หมด เอาไปใช้ทดสอบนิศาชลซะ”
“ทั้งหมด? ทั้งหมดเก้าคนนั่นหรือครับ จะให้เด็กผู้หญิงคนเดียว...”
ตนัยขัดก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบเสียอีก “ถ้าเธอเอาตัวรอดไม่ได้ ก็เท่ากับว่าเธอไม่มีคุณสมบัติพอให้ฉันต้องสนใจอีก แต่...” เขาเอนตัวพิงพนัก เหยียดยิ้มบาง ปลายนิ้วทั้งสิบสัมผัสกัน “ฉันคิดว่านิศาชลจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”
“....ถ้าเช่นนั้น... ผมจะรีบดำเนินการครับ” ชายในชุดสูทโค้งตัวลา แล้วหันหลังเดินออกไปจากห้องโดยไร้คำโต้แย้งใดๆ อีก
ทันทีประตูปิดลงสนิท สัมผัสเย็นเฉียบจากคมดาบยามที่มันเข้ามาพาดคอจากทางด้านหลังของตนัย เห็นได้ถึงปลายดาบแหลมคมเป็นเงาสะท้อนที่หางตา แต่เขาก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าตกใจหรืออะไรทั้งสิ้น
“คิดหรือว่าทำทุกอย่างอย่างเงียบเชียบ แล้วข่าวจะไปไม่ถึงหูเรา”
เสียงของผู้บุกรุกเอ่ยขึ้น บอกได้ว่าเป็นเสียงหนุ่มรุ่นเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังเย็นชาจนไม่อาจบอกได้ว่าเป็นแค่เด็ก
ตนัยเหยียดยิ้ม แล้วตอบ “ไม่เคยคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่นึกว่าจะเร็วแบบนี้ ก็สมกับหน้าที่ของเผ่าเอดีวาสไม่ใช่หรือไง ที่จะปกป้องพลังไม่ให้ใครนำไปใช้ หรือถ้าถูกนำไปใช้ก็จะคอยคุ้มครองจนกว่ามันจะกลับไปอยู่ในที่ๆ มันสมควรจะอยู่...ใช่ไหม กีเลนอล?”
ชายหนุ่มที่ถูกล่วงรู้นามดึงดาบกลับมาไว้ข้างตัว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มฉายแววเย้ยหยัน
“นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะจำชื่อของผมได้ นึกว่าความแค้นจะลบทุกสิ่งไปจากท่านแล้วเสียอีก”
ตนัยหมุนเก้าอี้ให้หันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มตรงๆ เห็นดวงหน้าเข้มไม่ได้ต่างไปจากครั้งสุดท้ายที่เห็น เพียงแต่มันมีความเย็นชาเพิ่มเข้ามาด้วย และอีกอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือชุดที่ใส่ จากปกติที่เขาเคยเห็นคือชุดผ้าธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ บัดนี้เด็กหนุ่มตรงหน้าแต่งตัวไม่ต่างกับพวกดารานักร้องเกาหลีที่เขาเคยเห็นตามโทรทัศน์หรือตามนิตยสาร
“สิ่งใดที่มันยังใช้ประโยชน์ได้อยู่ ฉันก็ไม่มีทางลืมหรอก...แล้วนี่ ชุดที่ใส่อยู่..เกลลีนาเป็นคนเลือกให้สินะ”
ไม่มีคำตอบใดจากปากอีกฝ่าย แต่สีหน้าคนถูกถามตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตนัยยิ้มแล้วนั่งในท่าที่สบายที่สุด ก่อนจะถามคำถามที่ชวนให้น่าตึงเครียด ผิดกับท่าทีสบายนั้น “ท่านเดสิตส่งเธอมาฆ่าฉันหรือไงกันล่ะ”
กิลสบดวงตาสีน้ำตาลแก่ของอีกฝ่ายราวกับจะลองใจ ไม่นานก็ต้องตอบ “ผมมาของผมเอง เพราะฉะนั้น..ครั้งนี้ผมจะปล่อยท่านไปก่อน”
“ปล่อย?” ตนัยทวนอย่างนึกขำ “เธออุตส่าห์เข้ามาถึงตัวฉันได้โดยผ่านด่านรักษาความปลอดภัยมาทั้งหมด เพื่อมาบอกแค่นี้เองอย่างนั้นหรือ กีเลนอล? บอกตามตรงนะว่า ถ้าเธอคิดจะฆ่าฉันตอนนี้เลย เธอก็สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่กระพริบตาเดียวนะ ฉันไม่มีทางสู้อะไรกับเธอได้อยู่แล้วในตอนนี้..แต่ถ้าเธอปล่อยฉันไป รับรองได้เลย มันจะไม่ได้เกิดการสูญเสียเพียงแค่ชีวิตฉันคนเดียวแน่ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็จะตามล้างพวกมันให้หมด ทำลายทุกสิ่งแล้วสร้างโลกนี้ขึ้นมาใหม่ให้ได้...”
ตนัยส่งสายตาท้าทายเด็กหนุ่ม “ว่าไงล่ะ ยังจะปล่อยไปอีกไหม”
แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ เมื่อชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทีว่าจะทำอะไรเขาทั้งนั้น
กิลนิ่งเงียบไป แม้จะสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างไม่กริ่งเกรง เขาบอกคำตอบโดยการเดินไปที่บานกระจก ปลดล็อกมันแล้วเปิด มีไอร้อนจากภายนอกผ่านเข้ามา แต่ก่อนที่จะทำอะไรนั้น กิลก็พูดให้อีกฝ่ายได้ยิน
“ผมจะไม่ทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง แต่หากท่านเดสิตมีคำสั่งให้ฆ่าท่านเมื่อไหร่ล่ะก็...”
ฟวับ
คมดาบข้างตัวถูกยกขึ้นชี้ปลายแหลมไปทางตนัยอย่างหมายมั่น “รับรอง ต่อให้เป็นท่าน ผมก็ไม่มีวันปล่อยไปแน่ ท่านตนัย”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็กระโดดลงไปจากทางบานกระจกนั้น ทั้งที่นี่เป็นชั้น 10 แม้แต่ตนัยเจ้าของห้องเองยังไม่ตกใจอะไรกับการกระทำนั้น เขารู้อยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มจะต้องไม่เป็นไรแน่นอน
“ฉันจะรออย่างไม่คาดหวังละกันนะ กีเลนอล” ตนัยหัวเราะในลำคอ แล้วปล่อยเรื่องนี้ไปโดยไม่คิดใส่ใจอีก เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่ใบหน้าเด็ดเดี่ยวนั้นอ่อนลง เขาทอดสายตามองออกไปยังเบื้องนอก เห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส คืนนี้คาดว่าท้องฟ้าคงโปร่งจนเห็นดวงดาวได้ถนัดชัดแน่
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ถึงใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้
“รอก่อนนะ ‘ลลัน’ ฉันจะทำให้โลกนี้เป็นแบบที่เธอต้องการเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”
ที่เขาบอกว่าคนที่เป็นคนนัดให้มาส่วนใหญ่แล้วมักจะมาสายเอง ท่าจะจริงแฮะ เมื่อตอนนี้นาฬิกาข้อมือที่ฟิวส์ซื้อให้เมื่อตอนคริสต์มาสบอกเวลา 10.20 น. ทั้งๆ ที่เจ้าตัวคนนัดบอกว่าให้มาพบกันตอน 10 โมงที่หน้าห้างสรรพสินค้านี้เองแท้ๆ ถึงจะยังไม่เปิด แต่ก็มีคนมายืนรอกันไม่ใช่น้อย
แล้วเนื่องจากช่วงนี้พวกเด็กนักเรียนปิดเทอมแล้วเป็นซะส่วนใหญ่ ทำให้พวกเด็กออกมาเดินเที่ยวกันเพียบ รวมไปถึงพวกเด็กเกอีกด้วย
“นี่เธอ มาเที่ยวคนเดียวเหรอ” ประโยคเด็ดของพวกขี้หลีดังขึ้นชวนให้เนียร์หันไปมอง
ผู้ชายกลุ่มนึงราว 5-6 คน ยืนล้อมรอบผู้หญิงคนนึงไว้ ซึ่งทั้งหน้าตาและชุดที่ใส่อยู่ล้วนแล้วแต่น่ารัก เหมือนพวกดาราวัยรุ่นใสๆ ยังไงยังงั้น จึงไม่น่าแปลกที่พวกผู้ชายจะเข้ามาจีบแบบนี้
“เปล่าค่ะ ฉันรอคนอยู่” ผู้หญิงคนนั้นตอบด้วยเสียงที่ไม่บอกเลยว่ากลัวอยู่ ทั้งที่ตามปกติแล้ว หากโดยพวกผู้ชายตัวใหญ่ๆ มาล้อมหน้าล้อมหลังแบบนั้นต้องรู้สึกกลัวบ้างเป็นธรรมดา
“ปล่อยอีกคนแล้วไปกับพวกเราดีกว่าน่า” อีกประโยคเด็ดดังขึ้นจนชวนให้น่าสงสัยว่าพวกนี้มันคิดประโยคอื่นไม่ออกรึไงกัน แถมยังดึงตัวหญิงสาวแบบจะพาไปด้วยให้ได้อีก
มีหลายคนในบริเวณนี้ที่ได้แต่มองอย่างสงสาร แต่กลับไม่มีใครคิดเข้าไปช่วย ราวกับกำลังรอให้ใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเองเข้าไปช่วยอยู่
แน่นอนว่าเนียร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น คนเราถ้าความซวยมันไม่ได้กำลังมาเยือนตัวเอง ก็ไม่อยากจะไปหาเหาใส่ตัวให้ตัวเองซวยไปด้วยหรอก แต่เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์มันเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อพวกผู้ชายแทบจะอุ้มตัวผู้หญิงไปอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่ามันจะเป็นการลักพาตัวล่ะก็นะ เธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะคะ ไม่งั้นจะหาว่าฉันไม่เตือนไม่ได้” ฝ่ายหญิงบอก ทำเหมือนกับคิดว่าตัวเองจะไปทำอะไรพวกผู้ชายตัวใหญ่ๆ นั่นได้อย่างนั้นล่ะ
“ไม่เอาน่า ไปด้วยกันเดี๋ยวเดียวเอง” ผู้ชายคนนึงดึงแขนหญิงสาวแรงจนเป็นการกระชาก จนอีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บ
เนียร์รีบวิ่งเข้าไปหาทันที “นี่! พวกนายทำ...”
เฟี้ยว! โครม!
“เหวอ!” “ว้าก!”
คนคิดเข้าไปช่วยหยุดคำค้างไว้แค่นั้นทันที เมื่อเห็นพวกผู้ชายที่ยืนล้อมผู้หญิงคนนั้นอยู่ดีๆ ก็พากันล้มหงายหลังดังตึง
“นี่สำหรับที่ฉันบอกว่า รอคนอยู่ก็ไม่ยอมฟัง” หญิงสาวที่ยืนเด่นอยู่ตรงกลางนั่นพูด ในมือถือเส้นบางอย่างยาวๆ ไว้ มีสีน้ำตาลเหลือบเขียว ก่อนจะหมุนรอมตัวพร้อมตวัดเชือกในมือนั้นให้ไปกระแทกจุดหว่างกลางเบื้องล่างของคนที่ล้มอยู่กับพื้นอย่างแรง จนคนโดนถึงกับนอนงอตัวด้วยความจุกจนหน้าเขียว
“และนั่นสำหรับคำเตือนที่ไม่ยอมฟังกันดีๆ” เธอว่าพลางตวัดเชือกในมือกลับมาขดทบกันเป็นวงอย่างรวดเร็ว
ทั้งคนที่กำลังจะไปช่วยกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ทั้งหมดพากันมองตาค้างอ้าปากค้างกันเป็นแถว เมื่อผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นจัดการผู้ชายที่ใหญ่กว่าตัวเองได้ในพริบตาเดียว
เธอคนนั้นเหน็บเชือกที่เนียร์รู้แล้วว่ามันคือแส้นั่นเอง ไว้ที่เอวตามเดิม แล้วหันมาที่เนียร์ ยิ้มกว้างพร้อมพูดว่า “ขอบคุณมากเลยนะคะ”
“หา?” เนียร์งง หันมองรอบตัว ไม่มีใครยืนข้างๆ จึงรู้ว่าอีกฝ่ายพูดกับตัวเองอยู่ “เอ่อ...ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
หญิงสาวเดินข้ามพวกผู้ชายที่นอนระเกะระกะอยู่ตามพื้นตรงหาเนียร์ เมื่อเข้ามาใกล้ เนียร์ถึงได้สังเกตเห็นว่าดวงตาของผู้หญิงคนนี้เป็นสีน้ำเงินเข้ม และก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร ก็มีเสียงปรบมือจากบรรดาคนแถวนั้นที่ประทับใจกับฉากกำราบคนอันธพาลพวกนั้น
“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากเลยค่า” หญิงสาวผู้ได้รับการชื่นชม หน้าบานกว่าเดิมพลางโค้งคำนับรับเสียงปรบมือเหล่านั้น ทำให้เนียร์รู้สึกว่าตนเป็นเป้าสนใจมากเกินไปแล้ว จึงรีบพาสาวคนนั้นเดินออกมาห่างๆ ฝูงชนทันที จนมาถึงซอยเล็กๆ ข้างกับห้าง ถึงได้หยุดเดิน
“พาฉันมาที่นี่ทำไมเหรอคะ” หญิงสาวถามเสียงใส จนเนียร์อดนึกไม่ได้ว่าน่าจะอายุน้อยกว่าเธอ ยิ่งอีกฝ่ายมัดแกละต่ำสองข้างแบบนั้นยิ่งทำให้ดูเด็กเข้าไปกันใหญ่ แล้วพอสบกับดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นแล้ว ทำให้เนียร์โพล่งถามออกไปอย่างลืมตัว
“เธอไม่ใช่คนไทยใช่มั้ย” หลุดถามจบ เนียร์ก็แทบอยากเขกหัวตัวเองกับกำแพง มีใครที่ไหนเจอกันแป๊ปเดียวก็ไปถามอีกฝ่ายแบบนั้นกันเล่า เหมือนไปกล่าวหาว่าเขาเป็นคนต่างด้าวยังไงยังงั้น
แต่อีกฝ่ายกลับมีปฏิกิริยาตอบกลับผิดคาด ส่งยิ้มสดใสกว่าเดิม ตอบ “ค่ะ ฉันไม่ใช่คนของประเทศนี้ อ้อ ฉันชื่อเกลลีนา นะคะ แต่เรียกว่า เกล ดีกว่าค่ะ แล้วคุณล่ะคะ” ผู้หญิงที่แนะนำตัวเองว่าชื่อเกล ถามต่ออย่างกระตือรือร้น จนคนถูกถามเอาดื้อๆ แทบจะลืมชื่อตัวเอง
“หา? อ้อ..เอ่อ ฉันชื่อ..เนียร์น่ะ” เนียร์ตอบอึกๆ อักๆ แล้วก็ถูกอีกฝ่ายดึงมือตัวเองไปกุมไว้ เงยหน้าพูดด้วยแววตาเป็นประกาย
“เนียร์เหรอคะ ไม่น่าเชื่อเลยนะคะนี่ว่าคุณจะเป็นคนดี”
หา?
คนที่เหมือนจะถูกชมถึงกับทำหน้าไม่ถูกเลยทีเดียวว่าควรจะทำหน้าแบบไหนรับคำนั้นดี คิดในใจว่าเด็กนี่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหนกัน ถึงได้ทำเหมือนกับไม่คิดว่าจะมาเจอคนดีๆ แบบนี้.....แบบนี้?...แบบไหน แบบเธอเหรอ?
พอคิดได้แบบนั้น เนียร์ก็รีบส่ายหัวทันที แล้วพูดปฏิเสธ
“ไม่หรอก ฉันไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นหรอก”
แล้วไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยิ่งเธอปฏิเสธ อีกฝ่ายก็เหมือนจะมีท่าทีชื่นชมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
“ไม่หรอกค่ะเนียร์ ในโลกที่เต็มไปด้วยความสกปรกนี้ คุณเป็นคนช่วยยืนยันว่าโลกนี้ยังมีคนดีอยู่”
อุ แม่เจ้า แค่คิดจะเข้าไปช่วย ก็ยืนยันอะไรได้เป็นตุเป็นตะแบบนี้เลยเรอะ
คนที่ไม่รู้จะว่าไงต่อ รีบทำเป็นอ้างว่ากำลังรอเพื่อนอยู่ ต้องไปแล้ว
“เหรอค่ะ” เกลมีท่าทีเสียดายอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็โบกมือลาพร้อมส่งยิ้มให้แต่โดยดี “ถ้าอย่างนั้น ไว้เจอกันใหม่นะคะ เนียร์”
เจอกันใหม่? ทำเหมือนคนเราจะมาเดินชนกันง่ายๆ อย่างนั้นแหละ เนียร์คิดในใจอย่างนั้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างใสซื่อจนเกือบจะเรียกว่าไร้เดียงสา ดูน่ารักน่าเอ็นดูอยู่เหมือนกัน
เกลยังคงโบกมือลาหญิงสาว แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หันกลับมามองอีกก็ตาม ขณะที่ลดมือลง เสียงใครบางคนก็พูดกับเธอ
“เกล ผู้หญิงคนนั้น”
เกลไม่ได้มีท่าทีตกใจนัก เมื่อจู่ๆ คนที่เธอกำลังรออยู่โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ เธอหันไปทางพี่ชายฝาแฝดด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มกว้างเต็มที่ พร้อมกับยืนยันถึงความคิดของเขา
“ใช่ค่ะ เธอเป็นหนึ่งในผู้มีพลังจากธรรมชาติ ชื่อว่าเนียร์ค่ะ”
คนได้รู้ข้อมูลเพิ่มไม่ได้มีท่าทีดีใจสักนิด น้ำเสียงที่พูดนั้นออกแนวดุ “พี่บอกแล้วไงว่าให้คอยดูอยู่ห่างๆ”
“เกลก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งด้วยซะหน่อย” เกลทำแก้มป่องคล้ายจะงอนๆ “แต่เนียร์จะมาช่วยเกลให้พ้นจากพวกผู้ชายต่างหาก ก็เลยได้คุยกัน พี่กิลนั่นแหละ เมื่อกี้ไปไหนมา” เธอบุ้ยบ้ายคิดจะโยนความผิดไปให้ เพราะหากเมื่อครู่นี้พี่ชายเธออยู่ด้วยล่ะก็ คงไม่โดนพวกนั้นเข้ามาหลีใส่หรอก
ใช่แล้วล่ะ ทั้งเธอทั้งพี่กิลมีหน้าที่คอยจับตาดูผู้มีพลังจากธรรมชาติทั้ง 15 คนแต่เนื่องจากว่าในขณะนี้มีเพียงเนียร์คนเดียวเท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหวออกมาข้างนอก จึงทำให้พวกเธอสองคนมาคอยดูเธออย่างใกล้ชิด
กิลไม่ได้ตอบคำถามน้องว่าไปไหน แต่พูดเรื่องอื่นแทน “พี่ว่า เราคอยจับตาดูผู้หญิงคนนี้เป็นพิเศษดีกว่า เพราะดูเหมือนว่าท่านตนัยจะสนใจเธอคนนี้มากกว่าคนอื่น”
“ท่านตนัย? พี่กิลรู้ได้ไงน่ะ” เกลมองพี่ชายอย่างจับผิด แล้วก็รู้คำตอบได้ทันที “รึว่าเมื่อกี้ที่หายไป พี่กิลไปหาท่านตนัยมาหรือคะ”
คนถูกจับได้ถอนใจเบาๆ ก่อนยอมรับเสียงเรียบ “ก็ทำนองนั้นแหละ”
“มาทำนองนั้นอะไรกันล่ะ พี่กิลขี้โกงนี่นา ตัวเองเป็นคนบอกเกลแท้ๆ ว่าอย่าทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง แต่พี่กิลกลับทำเองเนี่ยนะ”
กิลถอนหายใจอีกรอบขณะฟังน้องโวยวาย สักพักนึงถึงได้ยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆ พร้อมกับพูดว่า “พี่ขอโทษละกัน แล้วก็...ตอนนี้รีบตามไปดูผู้หญิงคนนั้นต่อเถอะ”
“เธอชื่อ เนียร์ ค่ะ พี่กิล” เกลบอกเป็นเชิงบังคับให้เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายแทนการเรียกว่า ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ด้วย แน่นอนว่ากิลเดินนำหน้าไปโดยไม่ขานรับอะไรทั้งสิ้น