หลังจากคืนนั้น...ว่านเฟยก็พอรู้หน้าที่ของผู้คุมพวกเขาจะเข้ามาประจำการด้านในไม่กี่คน และทิ้งบางส่วนให้เดินตรวจด้านนอกนั่นอาจทำให้บางคน มีโอกาสหนีออกจากตำแหน่งไปปล้นพวกเศรษฐีก็เป็ได้เขาจึงคิดแผนการดักจับขึ้นมาใหม่
เขาสั่งให้ทหารนอกเครื่องแบบหลายสิบคนกระจายกำลังอยู่ตามเส้นทางที่เหล่าขุนนางและเศรษฐีใช้เดินทางกลับจวนส่วนหนึ่งแฝงกายเป็คนรับใช้ของเศรษฐีและขุนนาง อีกส่วนซ่อนตัวอยู่บนหลังคาเรือนและตรอกเปลี่ยวเขาตั้งใจจะจับโจรชุดดำนั่นให้ได้
แต่ว่า....คืนแรกผ่านไปอย่างไร้วี่แวว ทุกอย่างปกติ ไม่มีการจู่โจม คืนที่สอง... ไม่มีสิ่งผิดปกติ คืนที่สาม...เศรษฐีถือพัดทองคำกลับจวนอย่างปลอดภัย
ผ่านไปเจ็ดวันไม่มีขุนนางคนใดถูกปล้น ไม่มีจวนหลังใดถูกงัด โจรชุดดำหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ข่าวลือก็เงียบสนิท
ที่ห้องทำงานของศาลหลวง :-
ว่านเฟยกับมู่หยางมองรายงานกองโตบนโต๊ะก่อนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
"เฮ้ออออ....มันหายไปไหน?"
มู่หยางหันกลับมาหาว่านเฟยด้วยความสงสัย
"หรือว่า...มันรู้ว่าพวกเราวางกำลัง"
ว่านเฟยกัดริมฝีปากเหมือนกำลังใช้ความคิดเหตุใดกันโจรชุดดำถึงได้หยุดเคลื่อนไหว
"ปกติ...มันจะลงมือทุกสามถึงห้าวันแต่จู่ ๆ มันก็เงียบหายไปเสียอย่างนั้น"
เขาหยุดพูด พลางนึกย้อนอีกครั้งมู่หยางลุกขึ้นด้วยสีหน้าใ
“หรือว่าคนในวังบุปผาจะรู้ตัวแล้วว่าเราเป็ใคร?”
ว่านเฟยส่ายหัว
“ไม่น่าจะใช่...แต่หากจะจับได้...น่าจะเป็ฝั่งผู้คุมมากกว่าเขาอาจจับความเคลื่อนไหวของทหารที่เราส่งไปสังเกตการณ์ก็เป็ได้อาจรู้ว่านั่นเป็คนของทางการ จึงหยุดเคลื่อนไหว บางทีมันอาจไม่ได้รู้เื่การซุ่มจับอาจรู้แค่ว่า...มีคนเริ่มสงสัยและคอยติดตาม”
ว่านเฟยหลับตาลงชั่วครู่ พอนึกถึงวังบุปผาภาพของดวงตาคู่นั้นผุดขึ้นมาอีกครั้งดวงตาของจูอัน ในจังหวะที่ทั้งสองสบตากัน รอยยิ้มที่ส่งมายังติดตาไม่ลืมเลือนเขาส่ายหัวและตั้งสติ
“เวลาเช่นนี้...ยังจะคิดเื่แบบนี้อีก”
ว่านเฟยหงุดหงิดตัวเองแม้กระทั่งในเวลาเคร่งเครียดแบบนี้ เขาก็ยังอดที่จะคิดถึงเื่วันนั้นไม่ได้
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน เมื่อไม่พบความเคลื่อนไหวของโจรการซุ่มกำลังจำนวนมากตามเส้นทางกลับของแขกวังบุปผาจึงถูกยกเลิก เหลือเพียงทหารนอกเครื่องแบบไม่กี่นายคอยเฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกลจัดเวรยามตอนกลางคืนมากขึ้น และไม่เข้าใกล้วังบุปผามากเกินไป
แม้หวังฮุยจะไม่ได้บอกเื่ทหารที่มาเฝ้ารอบวังบุปผาแต่จื้ออันเองก็พอสังเกตได้ เมื่อทหารถอนกำลังออกไป ก็ถึงโอกาสที่เขาเฝ้ารอมาหลายสัปดาห์
คืนนี้ เมื่อทุกคนในวังบุปผาเข้านอน เงาร่างในชุดดำก็ปีนข้ามกำแพงออกไปอย่างเงียบเชียบ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดิม เขาเลือกบ้านหลังใหญ่ที่ดูร่ำรวย และอยู่ห่างออกไปจากหอบุปผาอีก คฤหาสน์ของเ้าหนี้เงินกู้ผู้ยึดนาของชาวไร่เพราะผิดนัดเพียงครั้งเดียว เป็เป้าหมายของเขาในคืนนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น รายงานคดีใหม่ถูกวางลงบนโต๊ะของว่านเฟย เขาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ที่ชื่อของผู้เสียหายมู่หยางเดินเข้ามาพอดี
"มีคดีใหม่หรือ"
ว่านเฟยพยักหน้า ก่อนยื่นรายงานให้อ่าน มู่หยางกวาดสายตาเพียงครู่เดียวก็ขมวดคิ้ว
"ไม่เคยไปที่วังบุปผา"
"อืม"
ว่านเฟยมองรายงานการสืบสวนชั้นต้นของเ้าหน้าที่ที่ไปสอบปากคำเ้าบ้านเขายืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่เคยไปที่หอบุปผา มู่หยางถอนหายใจ
“หรือว่า...ที่โจรเลือกเฉพาะลูกค้าวังบุปผาจะเป็แค่เื่บังเอิญ"
ว่านเฟยส่ายหน้าอย่างช้า ๆ
"ไม่...ยิ่งเป็เช่นนี้...ข้ายิ่งมั่นใจว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง"
ว่านเฟยลุกขึ้น เดินไปยังแผนที่เมืองอีกครั้ง เขาใช้หมึกสีแดงวงจุดเกิดเหตุล่าสุด ก่อนใช้หมึกสีดำวงจุดเก่า สีแดงและสีดำอยู่คนละฝั่งของแผนที่
"เ้าเห็นอะไรหรือไม่"
มู่หยางมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า ว่านเฟยจึงกล่าวต่อ
"ก่อนที่เราจะเข้าไปในวังบุปผา โจรปล้นเฉพาะแขกของวังบุปผา แต่หลังจากเราเริ่มจับตาสถานที่แห่งนั้นมันหยุดปล้นทันที.....และเมื่อทางการถอนกำลัง..."
เขาใช้นิ้วแตะวงกลมสีแดง
"มันกลับมาลงมืออีก แต่กลับจงใจ...เปลี่ยนเป้าหมาย”
ว่านเฟยกลับลงไปนั่งที่เก้าอี้ และอธิบายต่อ
"หากเป็โจรทั่วไป ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนเป้าหมายกะทันหัน....เว้นเสียแต่ว่า...มันจะรู้ว่าถูกเราจับตามองอยู่"
มู่หยางเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานของว่านเฟย
“งั้นแปลว่า...เรามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่”
ว่านเฟยปิดรายงานลงอย่างแ่เบา แววตามุ่งมั่น
"ยิ่งมันพยายามทำให้ข้าละสายตาจากวังบุปผา...ข้าก็ยิ่งมั่นใจว่า...มันต้องเป็คนในวังบุปผาแน่ๆ”
ทั้งว่านเฟยและมู่หยางยังคงไปที่วังบุปผานั่นเหมือนปกติไม่ได้หายหน้าไป เขายังคงสังเกตและพูดคุยกับพวกหญิงสาวเพื่อหาข้อมูลทุกอย่างยังเหมือนปกติ ต่างกันตรงที่หญิงชุดฟ้าที่เอาแต่หลบหน้าเขาคนนั้นตอนนี้กลับเอาน้ำชามาส่งให้อย่างเป็ปกติ และไม่เพียงเท่านั้นทุกครั้งที่สั่งอาหาร หรือเหล้า นางจะเป็คนเอามาส่งให้ทุกครั้ง และยังถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า
"อาหารคืนนี้ถูกปากหรือไม่เ้าคะ"
ทั้งว่านเฟยและมู่หยางได้แต่อึกอักและหน้าแดง
“อืม...อร่อยถูกปากเชียวแหละ”
แม้จื้ออันจะอยู่ในห้องเพียงครู่เดียว แต่หูกลับตั้งใจฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ ่ที่ทั้งคู่กำลังจะกลับ จื้ออันเข้ามาเก็บจานชามจึงได้กล่าวกับทั้งสองคนว่า
"่นี้โจรออกอาละวาดอีกแล้ว นายท่านระวังตัวด้วยนะเ้าค่ะ"
จื้ออันโยนหินถามทาง เพราะอยากฟังความคิดเห็นของคนของศาลหลวงและมันก็เข้าทางของว่านเฟย เพราะเขาก็้าเบาะแสเหล่านี้จากคนในเป็อย่างมาก
“อืม....เห็นว่าคราวนี้ออกไปปล้นชานเมืองแทน”
จื้ออันยิ้มเล็กน้อย
“งั้นข้าก็คงวางใจได้หน่อยนึง ก่อนหน้านี้เห็นว่ามันอาละวาดแถวนี้ ผู้คุมต้องหมั่นออกตรวจตราเสมอ”
ว่านเฟยยกสายตาขึ้นมอง
"เ้าก็รู้ข่าวนั้นด้วยหรือ..เห็นว่าคนในวังบุปผาไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก"
จื้ออันหัวเราะเบา ๆ
"คนส่งข้าว คนส่งผัก คนส่งเหล้าพวกเขาเอาเื่มาเล่าให้คนข้างในฟังเสมอ อีกอย่างพวกข้าทำงานดึกกลางวันก็หลับเลยไม่ค่อยได้ออกไปไหนแต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกข้าจะไม่รู้เื่ราวภายนอกหรอกนะเ้าคะ"
ว่านเฟยยิ้มเล็กน้อย ก่อนชวนคุยต่อ
"ได้ยินมาว่าโจรผู้นั้นเก่งนัก วิชาตัวเบาเป็เยี่ยมแต่มันจะเลือกปล้นเฉพาะคนรวย อย่างพวกข้า ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนรวยจริงมั้ย”
จื้ออันแอบหัวเราะกับคำพูดติดตลกของว่านเฟยก่อนที่เขาจะพูดบางอย่างที่ทำให้ว่านเฟยกับมู่หยางต้องเงียบชะงักไป
“คนเรามองกันเพียงภายนอกไม่ได้หรอกเ้าค่ะคนหน้าตาดี ไม่ได้แปลว่าเป็คนดี คนแต่งตัวโทรมไม่ได้แปลว่าไม่มีเงินคนที่พูดจาฉลาดก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นักปราชญ์ พวกข้าพบคนมามากมายคนเ่าั้ไม่ได้เป็เหมือนที่เราเห็นเสมอไป”
เขาเก็บจานทุกใบใส่ถาดเสร็จและลุกขึ้นก่อนจะพูดทิ้งท้ายก่อนออกไป
“นายท่านเองก็เช่นกันพวกท่านอาจทำเหมือนมาดื่มเหล้าและสังสรรค์กับสาวๆ แต่ความจริงแล้วอาจมาเพื่อตามหาอย่างอื่นก็เป็ได้....ใช่ไหมเ้าคะ”
ขณะที่จื้ออันกำลังเปิดประตูจะออกจากห้องว่านเฟยก็ตอบคำถามนั้นทันควัน
“เ้าพูดถูกแล้ว....ข้าไม่ได้มาเพื่อสังสรรค์กับสาวๆหรอก”
มู่หยางใรีบหันมาหาว่านเฟยทันที
“ว่านเฟย......”
ว่านเฟยยังคงยิ้มและจ้องไปที่จื้ออันอย่างไม่ละสายตา
“ที่จริงแล้ว....ข้ามาที่นี่......เพราะเ้าต่างหาก....จูอัน”