พญาบัณฑุราชสีห์ ถึงกับสำลักคำพูดตัวเองจนหน้าดำคร่ำเครียดไม่รู้จะสรรหาคำด่าคำใดมามอบให้กับเจ้ากระรอกแสบตรงหน้าที่กุมความลับและเกียรติยศของเขาไว้ในอุ้งมือเล็กๆในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิด จ้อย ก็ค่อยๆจิบสุราทิพย์อึกสุดท้ายก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยเล่ห์กล "พี่บัณฑุราชสีห์ครับ...เมื่อกี้พี่จำได้ไหม? ที่พี่เคยบอกว่าถ้า ผม ทำให้พี่หัวเราะได้ พี่จะยกตราศิลาเขาพระสุเมรุ หนักสามพันหกร้อยกิโลกรัมซี่นนั้นให้ ผม น่ะ...ดูเหมือนว่าเมื่อกี้พี่จะขำจนพุงกระเพื่อมเลยนะครับ"
จากเดิมที่กำลังหัวเราะเยาะคู่ปรับอย่างสะใจ นายท่านราชสีห์ขนคำถึงกับหน้าตึงเป๊ะขึ้นมาทันที รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้าพญาราชสีห์ขนทองฝ่ายพญาบัณฑุราชสีห์พอได้ยินเรื่องสมบัติล้ำค่าที่อาจจะต้องเสียไปหน้าที่เคยแดงก็เปลี่ยนเป็นเขียวปั้ดด้วยความเสียดายแต่เมื่อหันไปเห็นสีหน้าหน้าซีดเผือดของราชสีห์ขนคำ มันก็กลับมารู้สึกสะใจขึ้นมาเสียดื้อๆ"ฮ่าๆ ... ใช่! เจ้ากระรอกนี่มันร้ายนัก! เอาเลยจ้อย จัดการมันเลย!"
จ้อยทำหน้าซื่อตาใสราวกับผ้าพับไว้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงบริสุทธิ์ใจว่า "ผม ก็แค่พูดความจริงตามที่เห็นครับพี่ผม ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรเล้ยยย" คำพูดนี้ถ้าใครเชื่อก็คงเป็นบ้าไปแล้วเพราะในสายตาของสัตว์เทพทุกตนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างรู้ดีว่าเจ้ากระรอกตัวนี้กำลังขุดหลุมพรางขนาดใหญ่ดักรอราชสีห์ทั้งสองอยู่ชัดๆ!
พญาบัณฑุราชสีห์กัดฟันเอ่ยเสียงเข้ม "จ้อย... ข้า เคยพูดไว้จริงๆว่าถ้าเองมีปัญญาขนมันไปได้ ข้า ก็จะยกให้ แต่ถ้า เอง ขนไม่ไหว... หึๆ อย่าหาว่าข้า ใจร้ายก็แล้วกัน" จ้อยเอียงคอถามอย่างสงสัย "ขนยังไงก็ได้ใช่ไหมครับ? ถ้า ผม เอาใส่พุง (ย่ามจักรวาล) ไป พี่ก็ไม่ว่าใช่ไหมครับ?"
"ถ้า เอง มีความสามารถขนาดนั้น ข้า ก็ไม่ขัดศรัทธา!"พญาบัณฑุราชสีห์ตอบกลับอย่างท้าทาย
"ขอบพระคุณพี่บัณฑุราชสีห์มากครับ งั้นรบกวนพี่ราชสีห์ขนคำช่วยเป็นพยานให้ผม ด้วยนะ" จ้อยรีบคว้าโอกาสทองทันทีนายท่านราชสีห์ขนคำที่ตอนแรกนึกว่าตัวเองจะเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวพอเห็นว่าพญาบัณฑุราชสีห์อาจจะต้องเสีย ตราศิลาเขาพระสุเมรุ ไปจริงๆใจที่เคยหนักอึ้งก็พลันเบาสบายขึ้นมาทันควัน มันตบอุ้งเท้าลงกับพื้นวิมานดังสนั่น"ได้! ข้า จะเป็นพยานให้เอง! ถ้ามันเบี้ยวไม่ให้ ข้าจะช่วยป่าวประกาศไปทั่วสวรรค์ชั้นฟ้าให้คนเขารู้กันไปเลยว่าสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นพวกขี้ฮกเบ้เบ๋! เอาล่ะได้ของที่ต้องการแล้วก็รีบเล่าความจริงให้ท่านเทพฟังเสียที"
จ้อยยิ้มกริ่มในใจ พลางส่งสารทางจิตไปหาทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน"รู้ครับว่าพี่ทั้งสองเป็นคนใจดี... ผมน่ะตอนแรกกะว่าจะขอเรียนอาคมชั้นสูงสักสองสามอย่าง แต่เห็นว่าพี่ๆ มีเมตตาขนาดนี้ผม ก็ไม่อยากรบกวนมากครับ ขอแค่เป็นพยานให้ ผม สบายใจหน่อยเถอะครับ... ผมกลัวเหลือเกินว่าพอออกไปจากวิมานนี้แล้ว พี่ๆ จะรุมสกรัมกระรอกตัวน้อยๆ อย่าง ผมจนแบนแต๊ดแต๋น่ะสิครับ..."
"อย่าให้มันเกินไปนักนะ!"พญาบัณฑุราชสีห์คำรามผ่านกระแสจิตอย่างเหลืออด จ้อยแสร้งทำท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่น"อุ๊ย! พี่ดุขนาดนี้ ผม ยิ่งตกใจครับ... และถ้า ผม ตกใจเนี่ยปากมันจะชอบขยับไปเอง เผลอเล่าเรื่อง 'ราชสีห์พลอดรัก'ออกมาแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เช่น..."
"ท่านเทพครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า..."จ้อยหันขวับไปหาเทพบริพารทั้งสองเตรียมจะเปิดปากเล่าเสียงของจ้อยทำให้หัวใจของสองราชสีห์แทบจะหยุดเต้น พญาบัณฑุราชสีห์จึงรีบส่งอาคมสื่อสารทางใจกลับไปอย่างรวดเร็ว"ข้า ขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้า อำนาจตบะ ของ ข้า เอง!วันนี้จะไม่เอาเรื่องเจ้ากระรอกนี่เด็ดขาดหากผิดคำสาบานขอให้ตบะเสื่อมถอยไปสิบชาติ!"เมื่อนายท่านราชสีห์ขนคำเห็นคู่ปรับยอมจำนน ก็ต้องยอมให้สัตย์ปฏิญาณแบบเดียวกันในที่สุด
เมื่อได้หลักประกันความปลอดภัยครบถ้วนแล้ว จ้อยก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันหน้าซี่คมแบบกระรอก ก่อนจะหันไปหาเทพบริพารทั้งสอง "ท่านเทพครับเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ... พอ ผม เข้ามาถึงวิมาน พี่บัณฑุราชสีห์เห็นว่า ผมเป็นกระรอกที่มีแววรุ่ง ก็เลยอยากให้ ผม โชว์ลูกคอร้องเพลงให้ฟังหน่อย"
"เสียงร้องของ ผม น่ะมันเพราะพริ้งปานเสียงนกการเวกครับ พอร้องไปร้องมาทุกคนในที่นี้ก็เกิดอารมณ์สุนทรี อดใจไม่ไหวต้องลุกลงมาเต้นรำกันอย่างสนุกสนานแต่เพราะเต้นกันมันหยดติ๋งไปหน่อย ท่าทางมันเลยดูรุนแรงไปนิดครับ ท่านเทพเคยเลี้ยงแมวกับหมาไหมครับ?"จ้อยจีบปากจีบคอเล่า เทพบริพารทั้งสองส่ายหัวงุนงง
"นั่นไงครับ ท่านถึงไม่เข้าใจ! คนที่เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวจะรู้ดีว่าเวลาพวกมันเล่นกันเนี่ย มันจะฟัดกันนัวเนีย กอดรัดฟัดเหวี่ยง ดูเผินๆเหมือนจะฆ่ากันตาย แต่จริงๆ คือพวกมันกำลังแสวงหา 'ความสุข'ร่วมกันอยู่ครับ..." เทพบริพาร ก แสร้งกระแอมไอแก้เก้อส่วนสีหน้าของพญาบัณฑุราชสีห์และนายท่านราชสีห์ขนคำตอนนี้มืดดำทะมึนด้วยความอับอายขายหน้า
"จ้อย... เอาประเด็นสำคัญสิ" เทพบริพาร พูดเตือนสติพลางกลั้นหัวเราะ
"ครับๆ ประเด็นก็คือ... พี่บัณฑุราชสีห์น่ะเปรียบเหมือนแมวป่าตัวใหญ่ส่วนพี่ราชสีห์ขนคำ... ก็อย่างที่เห็นครับ พวกพี่เขาก็แค่กำลัง 'ทักทาย' กันด้วยวิธีพิเศษเท่านั้นเองครับไม่ได้มีการวางมวยอะไรเลยจริงๆ!"ในขณะที่จ้อยกำลังพ่นน้ำลายอธิบายสถานการณ์อยู่นั้นในหัวของพญาบัณฑุราชสีห์ก็เกิดคำถามขึ้นทันที "เอง คิดว่ากระรอกต้มยำหรือกระรอกอบเกลือจะอร่อยกว่ากันวะ?"นายท่านราชสีห์ขนคำตอบกลับทางจิตอย่างอำมหิต"ถลกหนังมันออกมาทำพรมเช็ดเท้าก่อนเถอะ"
แต่จ้อยไม่ได้สนใจ เขา เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะเล็กๆของตัวเองที่กั้นเขตไว้ได้อย่างปลอดภัย พลางรินสุราทิพย์ใส่จอกด้วยท่าทางสง่างามจ้อยถอนหายใจยาวเหยียดจน กลิ่นสุราทิพย์ หอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณใบหน้าอ้วนกลมยังคงแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ของน้ำเปลี่ยนนิสัย "เฮ้อ...บางทีคนหล่ออย่าง ผม ไปอยู่ที่ไหน แสงมันก็พุ่งเข้าหาจนน่าลำบากใจจริงๆเลยนะครับ"
เทพบริพารทั้งสองมองหน้ากันอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อแต่ในเมื่อมีพยานปากเอกมายืนยันเข้าข้างฝ่ายจำเลยแบบนี้ จึงพยักหน้ายอมรับเหตุผลไปทว่า... เทพบริพาร ข กลับอดสงสัยไม่ได้จึงถามขึ้นมา "ว่าแต่... เพลงที่ เองร้องน่ะ มันคือเพลงอะไรกันแน่? ถึงได้มีอานุภาพทำลายล้างวิมานจนพังยับเยินขนาดนี้...ลองร้องให้ พวกข้า ฟังดูหน่อยซิ!"
จ้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆวางจอกสุราลงแล้วฉีกยิ้มกว้างที่ดูเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่กระรอกตัวหนึ่งจะทำได้...