โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 148 ปะทะกับมหาเซียน ขั้นที่ 3

    ขจรพุ่งตัวไปบนกำแพง มองเห็นท้องฟ้า มีกลุ่มทายาทของ จักรพรรดินีหยางเชี่ยนนำโดย ขันทีเฒ่าว่านหลี่ กำลังปะทะกับ แม่ทัพวิหคสี่ปีก ประมาณ 10 คน

    โดยขันทีเฒ่าว่านหลี่ กำลังต่อกรกับ แม่ทัพ สี่ปีกคนหนึ่งเช่นกัน แต่ที่ขจรสนใจมากที่สุด คือ มนุษย์วิหคผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่กลางอากาศ มีปีกสีทอง ถึง แปดปีก

    “ ทุกคนถอยออกมา”   มนุษย์วิหคแปดปีกสีทอง เอ่ยเสียงดังก้องกังวาน แม่ทัพทั้งสิบ ที่มีปีก สี่ปีก บินกลับมายืนด้านหลังของผู้นำของมัน

    “ ราชันวิหคแปดปีก เจ้าบังอาจนัก ไม่รู้หรือไง ว่าที่นี่คือดินแดนของจักรพรรดินีหยางเชี่ยน อยากถูกกวาดล้างทั้งชนเผ่านักหรือไง?” ขันทีเฒ่าว่านหลี่ ยืนอยู่หน้าเหล่าทายาทจักรพรรดินี ทั้งยี่สิบ

    “ ตัวแทนของจักรพรรดินี? ข้าจะให้พวกเจ้าเห็นพลังที่แท้จริงของข้า แล้วไปประกาศแจ้งให้จักรพรรดินีหยางเชี่ยนรับรู้ หลังจากข้า ทำลายเมืองม่านหมอกล่มสลายแล้ว ข้าจะบุกเมืองหลวง จับจักรพรรดินีของเจ้ามาเป็น ชายาอุ่นเตียงให้กับข้า”

    ราชันวิหคแปดปีก ขยับปีกทองทั้งแปดปีก กระพือขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างกายของมันก็ดูใหญ่โตน่าหวาดหวั่นขึ้นไปอีก ปีกสีทองทั้งแปดปีกพัดออกมาทำให้เกิดแรงลมมหาศาลราวกับพายุไต้ฝุ่น รอบๆ บ้านเรือนชาวบ้านถูกลมกรรโชกพัดทำลายล้างไปสิ้น กำแพงที่ตั้งตระหง่าน ก็ถูกฉีกขาดราวกับกระดาษ

    ขันทีเฒ่าว่านหลี่  นำอาวุธประหลาด เป็นกงจักรทองเหลืองสามารถประกบกันได้ ออกมา แล้วแยกออกมาถือด้วย มือทั้งสองข้าง แล้วเหวี่ยงออกไป หมายจะเข้าตัดปีกทั้งแปดของ ราชันวิหค แต่ราชันวิหคกลับสะบัดปีกออกมาคู่หนึ่ง ฟาดใส่ฉาบกรงจักรทั้งสองจนแตกหักเป็นเสี่ยง 

    แล้วราชันวิหคก็ ตวัดปีกทองออกมามีขนนกแหลมคนพุ่งออกมานับร้อยๆ พุ่งเข้าใส่ร่างของขันทีเฒ่าว่านหลี่ ซึ่งใช้ผ้าคลุมออกมาต้านทาน ขนนกเอาไว้ แต่ไม่อาจต้านทานได้ ถูกพลังขนนก ปักเข้าที่เสื้อคลุมทะลุ ร่างล่วงหล่นจากกำแพง ส่วนทายาทจักรพรรดินีทั้งยี่สิบคนจะเข้ามาช่วยสกัด แต่ถูกราชันวิหคสะบัดปีกสีทองสองปีกพุ่งออกจากร่างของมัน กลายเป็นนกวิหคเพลิง สองตัวใหญ่ เข้ากระแทกใส่ ร่างของทายาททั้งยี่สิบ กระเด็นกระดอนไป กองรวมกันกับ ขันทีเฒ่าว่านหลี่ ที่ตอนนี้ร่างกลายเป็นแม่น นอนกับพื้นหายใจรวยริน คนอื่นๆ ก็ล้วแล้วแต่ละคนบาดเจ็บไม่อาจต่อสู้ได้อีก

    ราชันวิหค สั่งให้วิหคเพลิงทั้งสอง เผาร่างของ ทั้งยี่สิบคนให้ตายจนหมดสิ้น

    แต่ขจรก็พุ่งร่างเข้ามาขวางเอาไว้  ไฟของเจ้าวิหคเพลิงล้วนไม่อาจทำอะไรขจรได้

    “ ไฟของเจ้านี่ทำให้ข้ารู้สึกเย็นสบายจริงๆนะ” ขจรเอ่ยจบก็ใช้พลังหมัดทลายมิติต่อยออกไป

    ตูม !!! วิหคเพลิงทั้งสองตัวสลายกลายเป็นปีกกลับไปหา ราชันวิหคดั่งเดิม

    “ หืม  เจ้าเป็นใคร”

    “ ข้าคือเซี่ยเทียน ผู้ที่จะมาปราบ พวกอีกาอย่างพวกเจ้ายังไงเล่า”  ขจรใช้มือดูดทวนของทหารที่ตายไปจากการสู้กับ พวกมนุษย์วิหคมาไว้ในมือ

    “ บังอาจนัก กล้ากล่าววาจาหยาบคายกับ ราชันของพวกเรา” แม่ทัพสี่ปีกทั้งสิบ พุ่งตัวเข้าล้อมขจร แล้วแทงทวนที่โลหะ เข้าร่างของขจรเป็นจุดเดียว แต่ขจรกลับหมุนตัว ใช้เพลงทวนมังกรอัสนีบาต ปัดทวนของแม่ทัพสี่ปีกทั้งสิบจนต้องถอยหลังออกไปพร้อมกันทุกคน แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันสะบัดปีกของตนออกมา กลายเป็นขนนกโลหะ พุ่งเข้าใส่ขจรเป็นจุดเดียว

    ขจรหมุนตัว แล้วร่ายรำทวนมังกรอัสนีบาตออกไป ท้องฟ้าเริ่มแปรปรวน มีสายวิชุแลบแปร๊บๆ ขนนกที่พุ่งเข้าใส่ขจรราวพายุ อยู่ดีๆ ก็มีปราณบางอย่างพุ่งออกมาจากทวนที่ขจรร่ายรำ มันคือ เงาปราณมังกรอัสนีทั้งเก้าที่กระแทกขนนกโลหะ จนกระเด็นหายไปหมด แล้วมันก็ยังพุ่งตัวเข้าไปปะทะกับ แม่ทัพวิหคสี่ปีกทั้งสิบ

    เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!

    ร่างของแม่ทัพวิหคทั้งสี่ปีกถึงกับลุกไหม้กลายเป็นขี้เถ้าไปพร้อมๆ กัน แล้วมังกรทั้งเก้าก็พุ่งตัวเข้าไปหา ราชันวิหค ที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    แต่พอมังกรอัสนีทั้งเก้า เข้ามา ราชันวิหคก็ใช้ปีกสีทองมาคลุมร่างของตนเอาไว้

    มังกรอัสนีทั้งเก้า ก็ไม่อาจทำอะไรได้ แฉล็บเฉี่ยวออกไป ด้านข้างจนหมด

    แล้วราชันวิหคก็พุ่งตัวออกไปพร้อมปล่อย ปีกทั้งแปด ออกไปจัดการกับขจร

    ปีกสองปีก กลายเป็นขนนกนับร้อยเล่ม พุ่งโจมตีใส่ขจรไปก่อน ส่วนปีกนกอีกสอง

    ก็กลายเป็นวิหคเพลิง โจมตีใส่ขจรจากทางด้านหลัง อีกสองปีก กลายเป็นปีกใบมีด พุ่งขนานไปหมายตัดร่างขจรให้ขาดครึ่ง

    แต่ว่า ขจรไม่สนใจ ใช้ทวนพุ่งผ่านมิติออกไป มาโผล่หน้าของราชันวิหค

    ฉึก !!

    ราชันวิหคจับทวนเอาไว้ได้ แม้แผลไม่ลึกนัก แต่ก็เปิดแผลของราชันวิหคออกมาได้

    ราชันวิหคปล่อยพลังมหาเซียนขั้น 3 ออกไป ทำให้ขจรถึงกระเด็นปลิวลิ่วออกไปไกล

    “ แค่พลังมหาเซียนขั้นที่1 มันยังห่างไกลจากข้านัก ต่อให้แกมีพลังทวนเก้ามังกรแต่พลังของแกยังห่างชั้นจากข้า ก็ไม่มีทางทำอะไรข้าได้ ตายเสียเถอะ"

    คราวนี้ราชันวิหค บินด้วยปีกทั้งแปด ซึ่งเร็วราวกับผ่านมิติเข้ามา พอได้ระยะหมัดก็ปล่อยออกมาอย่างเต็มเหนี่ยว

    “ หมัดวิหคเพลิงพิโรธ”

    เงาหมัดวิหคเพลิงพุ่งเข้าใส่ขจรในระยะใกล้ ขจรก็ไม่หวั่นไหว ต่อยสวนกลับไปอย่างสุดแรงเช่นกัน

    “หมัดเทพทลายมิติ”

    โครม !!

    ขจรเองถึงกับต้องถอยกระเด็นไปหลายก้าว ราชันวิหคกลับถอยไปแค่ก้าวเดียว

    ทันใดขจรก็เหลือบไปเห็น ผู้เฒ่าซังเสวียนถือทวนมังกรดำ นำหน้าคนของตระกูลซังมาทั้งหมด เลยตะโกนบอกออกไปว่า

    “ เอาทวนมังกรดำมา”

    ผู้เฒ่าซังเสวียนเข้าใจความหมายทันที ทวนมังกรดำเล่มนี้ เป็นทวนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิญญาณอาฆาต ที่เหล่าชาวเมืองม่านหมอกในอดีต ถูกเผ่าวิหคฆ่าตายเป็นจำนวนมาก  ครั้งนั้นที่แม่ทัพอุดรกวนตงได้บุกขึ้นไป เมืองลอยฟ้าของเผ่าวิหค แล้วกวาดล้างเข่นฆ่า แม่ทัพและ ราชันวิหคได้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากแรงอาฆาตแค้นของ ชาวม่านหมอกในอดีต ทีแรกขจรไม่อยากจะนำมาใช้ เพราะมันจะทำให้เขาอาจควบคุมสติไม่ได้ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไป แต่ว่า ครั้งนี้ราชันเผ่าวิหค มีพลังขั้นมหาเซียนขั้นที่ 3 เขาไม่อาจทำอะไรได้ จึงต้องลองเสี่ยงที่จะใช้ ทวนมังกรดำเล่มนี้กับพลังทวนเก้ามังกรอัสนีบาตอีกครั้ง

    “ ทวนมังกรดำ ที่เคยเข่นฆ้าล้างบาง บรรพบุรุษของข้า ดีวันนี้ข้าจะทำลายล้างพวกแกให้สิ้น แก้แค้นกับสิ่งที่พวกแกทำเอาไว้กับเผ่าของข้า”

    ราชันวิหคแปดปีก ระเบิดพลังขั้นมหาเซียนออกมา คราวนี้ แขนของมันมีถึงสี่แขน มีทวน ดาบ กระบี่ กรงจักร เป็นอาวุธ

    ขจรตอนนี้ถึงกับร่ายเวทย์ปลดปล่อยพลังวิญญาณอาฆาตออกมาจากทวนเพื่อให้ออกมาช่วยกันจัดการกับ เจ้าราชันวิหคแปดปีกตนนี้

    ท้องฟ้าที่มีแต่ม่านหมอกสีขาว บัดนี้กลับกลายเป็นเมฆหมอกสีดำ บรรยากาศกลับเย็นเยียบ สายฟ้าวิ่งผ่านมาเป็นระลอกๆ คลื่น หมุนวนไปรอบ บริเวณ หากใครมีจิตสัมผัสที่หก จะมองเห็นวิญญาณชาวเมืองม่านหมอกที่ตาย บินวนร่อนไปทั่วท้องฟ้า ขจรชี้หอกขึ้นไปบนท้องฟ้า พายุสายฟ้าพุ่งเข้ามาที่หอกมังกรดำ  กลายเป็นมังกรสายฟ้าตัวใหญ่เก้าตัว บินไปรอบๆ

    “ แกตาย”  ราชันวิหคปล่อยพลังมหาเซียนขั้น3 พุ่งออกมาพร้อมกับอาวุธทั้งสี่ แต่ถูกเก้ามังกรอัสนี พุ่งออกไปปะทะด้วย

    โครม !!

    เงามังกร กับ อาวุธทั้งสี่หายไป ราชันวิหคพุ่งเข้ามาแทงหอกโลหะยาวด้วยแขนทั้งสี่ เข้าใส่ขจรแต่ถูกขจรแทงสวนกลับไป ทวนทะลุร่างของขจร และ ทวนมังกรดำ ก็ทะลุร่างของราชันวิหคเช่นกัน

    “ ฮ่า ฮ่า ร่างกายข้าเป็นอมตะ ไม่นานบาดแผลก็จะสมานตัวเหมือนเดิม แล้วเจ้าล่ะเป็นอมตะหรือไม่”

    “ เหรอ?” ขจรเอ่ยจบก็บิดทวนหมุนเป็นรูกลมใหญ่  แล้วปล่อยพิษนาคราชเข้าในในร่างของราชันวิหค  แล้วเหล่าวิญญาณที่อยู่รอบๆ เห็นเลือดเนื้อของ ราชันวิหค ไหลริน หน้าอกก็ถูกคว้านเป็นรูใหญ่ ก็พุ่งเข้ามากลืนกินพลังชีวิตของ ราชันวิหคกันอย่างบ้าคลั่ง 

    ราชันวิหค เริ่มเจ็บปวดมากขึ้นและก็สงสัย ทำไมบาดแผลเขาทำไมไม่หายสักที ขจรก็ถีบเปรี้ยง ร่างของราชันวิหค กระเด็นออกไป ทำให้ทวนหลุดออกจากอกของขจร เลือดพุ่งปรี๊ดออกมาเป็นจำนวนมาก  จึงได้รีบกลืนยาเม็ดคืนชีพเข้าไป บาดแผลก็ค่อยๆหายเป็นปกติ ผิดกับราชันวิหค ที่บาดแผลยังคงเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพิษนาคราช และ พลังของวิญญาณอาฆาต

    “ อ๊ากกกกกกก  !!  ทำไม นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า” ราชันวิหคครวญครางด้วยความเจ็บปวด สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา  เพราะเขาไม่อาจมองเห็นวิญญาณอาฆาตที่กำลังกลืนกินพลังชีวิตของเขาไปทีละน้อยๆ

    “ แกกำลังถูกวิญญาณอาฆาตกลืนกินพลังชีวิตของแก ต่อให้แกเป็นอมตะยังไงก็ไม่อาจหลีกพ้นแรงอาฆาตของวิญญาณที่ถูก พวกเจ้าสังหารได้”

    “ ไม่ ไม่ นะ อ๊ากกกกกก !! ”

    บาดแผลของราชันวิหคที่ถูกพิษก็ค่อยๆ ลามไปถึงปีกทั้งแปดปีก ค่อยๆย่อยสลาย พลังชีวิตก็ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปตามแรงอาฆาตของวิญญาณ

    ขจรมองราชันวิหคที่ร้องออกมาอย่างโหยหวน เหล่าขุนพลวิหคทั้งหลาย ต่างหยุดนิ่งไม่อาจช่วย ราชันของพวกตนได้ จึงทิ้งอาวุธ แล้วบินหนีขึ้นฟ้าจากไป

    แล้วสุดท้ายร่างของ ราชันวิหคก็เหลือแต่โครงกระดูก

    ขจรท่องบทสวดแผ่เมตตาไปให้วิญญาณอาฆาตเหล่านั้น ไม่นานวิญญาณทุกดวงที่ลอยไปมาอยู่บนอากาศก็ค่อยๆ สลายหายไปจนหมด  ขจรนำทวนมังกรดำไปคืน ผู้เฒ่าซังเสวียน

    “ ท่านปรมาจารย์ น่าจะเก็บ ทวนมังกรดำเล่มนี้เอาไว้ใช้ นะขอรับ”

    “ ไม่ล่ะ มันมีแรงอาฆาตมากเกินไป ข้าไม่อยากพกติดตัว มันจะยิ่งให้ข้ามีแรงแค้นมากกว่าเดิมหลายเท่า ผู้เฒ่าซัง เก็บเอาไว้ดีกว่า”

    ขจรเหลือบมอง ขันทีเฒ่าว่านหลี่ ที่ตอนนี้ หายใจรวยรินใกล้จะตายเต็มทีแล้ว จึงให้ มอบยาเม็ดคืนชีพให้ ท่านปราชญฟ้าไปมอบให้กับ ขันทีเฒ่าแทน ก่อนไปขจรมอบยาเม็ดคืนชีพให้กับ ซังเอ๋อเอาไว้ 10 เม็ดเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน จากนั้นขจรก็พุ่งตัวหายวับไปในอากาศ

    ขันทีเฒ่าว่านหลี่ พอหายดี ก็รีบถามปราชญ์ฟ้าทันที

    “ ท่านปราชญ์ฟ้า บอกข้าที ชายหนุ่มคนนั้น มีนามว่าอะไร ข้าอยากชวนให้เขาเข้ามาเป็นทายาทของ จักรพรรดินีหยางเชี่ยน ข้าจะให้เขาเป็นเทพบุตรอันดับที่ 1 เลย”

    “ หากเขาต้องการเป็นจริงๆ คงไม่รอให้ท่านเชื้อเชิญหรอก”

    “ น่าเสียดาย ยอดฝีมือระดับนี้ น่าจะรับใช้บ้านเมือง”

    “ ไม่ต้องห่วง ข้ามองดูดาวมฤตยูดวงนี้ กำลังส่องแสงเหนือดินแดนไร้ที่สิ้นสุดแห่งนี้ ยิ่งมองยิ่งสว่างไสว ยิ่งกว่า ดาวทายาททั้งยี่สิบคนรวมกันเสียอีก” ปราชญ์ฟ้าเอ่ยยิ้มๆ ทำเอา ขันทีเฒ่าว่านหลี่ ถึงกับมองไปบนท้องฟ้าที่ขจรนั้นหายไป ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างไรพิกล

    ขจรกลายเป็นนกหยี่ยวบินไปบนท้องฟ้า ถลาแล่นลมไปเรื่อยๆ จนมาหยุดพักบนเรือเหาะลำหนึ่ง โดยเกาะที่เสาด้านหน้าเรือเหาะ

    “ คุณหนู ดูซิเจ้าค่ะ มีนกเหยี่ยวตัวน้อยบินมาเกาะ เสากระโดงเรือเหาะของเราด้วย”

    หญิงรับใช้สี่ห้าคน ยืนชมวิวอยู่เห็นเหยี่ยว ขจรก็ต่างมองดูดอย่างสนใจ มีคุณหนูสวมผ้าคลุมหน้ามองเหยี่ยวขจรด้วยความสนใจเช่นกัน

    “ นำผลเซี่ยงกัว ออกมาให้มันกิน”

    “ คุณหนู ผลเซียงกัว เป็นผลไม้บำรุงของท่านหญิง เป็นผลไม้มีค่าหายาก จะเอามาให้สัตว์เดรัชฉานอย่างนี้กินได้อย่างไร หากมันโฉบเข้ามาทำร้ายจะว่าอย่างไร”  ข้ารับใช้รีบเอ่ยเตือน

    “ ตงเอ๋อ พูดถูกแล้ว คุณหนูไม่ควรทำเช่นนั้น อีกอย่าง นิสัยเหยี่ยวภูเขาพวกนี้กินแต่เนื้อสัตว์ มันไม่กินผลไม้อยู่แล้ว”

    ทหารคุ้มกันเอ่ยตักเตือนเช่นกัน

    “ ข้าอยากลอง ”  คุณหนูวางผลเซียงกัว วางเอาไว้ด้านหน้า แล้วเอ่ยออกมาว่า

    “ เจ้าเหยี่ยวน้อย นี่คือผลเซียงกัว ข้าให้เจ้า” ทันใดนั้นเอง เหยี่ยวขจรก็บินโฉบมา แล้วจิกกินผลเซียงกัว จนหมด  ทุกคนต่างแตกตื่นตกใจยิ่ง คุณหนูเข้าไปใกล้เหยี่ยวขจร  ทหารคุ้มกันพยายามเข้าห้ามแต่ไม่ทันแล้ว

    คุณหนูลูบหัว เหยี่ยวขจรอย่างเอ็นดู ขจรเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เอาหัวซุกไซ้แขนและมือของนาง ซึ่งมีกลิ่นหอมเหนือคำบรรยายจริงๆ......