หลิวหนิงเทียนนั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวสูงใหญ่สง่างาม ร่างตั้งตรงดุจคันทวน ตามติดมาด้วยรองเจ้าสำนักหลิวจิ้นป้าน นายน้อยหลิวอิง และวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่ยังคงปกปิดร่างด้วยผ้าคลุมเช่นเดิม ด้านหลังยังมีเหล่ายอดฝีมือชั้นสูงของสำนักกระบี่อมตะ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้คุมกฎ หัวหน้าตึก หัวหน้าสาขาและรองหัวหน้าสาขาที่ถูกเรียกตัวกลับมา ทั้งหมดนี้ล้วนนั่งอยู่บนหลังม้า เหล่าศิษย์นับพันล้วนเดินตามมาเป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
สองฟากทางมีชาวเมืองรวมตัวกันหนาแน่นตั้งแต่หน้าสำนักกระบี่อมตะไปจวบจนถึงประตูเมือง เสียงตีกลองดังกระหึ่มตลอดเส้นทาง ชาวเมืองที่เป็นสตรีถือดอกไม้ในมือ รอคอยขบวนผู้พิทักษ์รักษาเมืองผ่านมา เมื่อหัวขบวนมาถึงพวกนางจะโยนดอกไม้ขึ้นฟ้า ปล่อยให้มันร่วงหล่นลงใส่จอมยุทธ์ที่นั่งตระหง่านอยู่บนอาชา ด้วยเหตุนี้บนศีรษะของหลิวหนิงเทียนมีกลีบดอกไม้หลากสีติดอยู่หลายกลีบ
สำนักกระบี่อมตะไม่ได้ปกปิดเรื่องการมาถึงของพรรคมาร เหล่าศิษย์ล้วนกระจายตัวแจ้งข่าวให้ผู้คนในเขตปกครองทราบ ชาวเมืองที่อยู่สุขสบายมาช้านานล้วนเกรงกลัวผู้มาเยือนจะแย่งชิงความสงบสุขนี้ไป จึงรวมตัวกันออกมาส่งเหล่าชาวยุทธ์ที่จะออกไปต่อสู้กับศัตรูบนทุ่งหญ้านอกเมือง สิ่งเดียวที่พวกมันทำได้คือตะโกนร้องให้กำลังใจแก่เหล่านักสู้ พวกเขาคาดหวังให้ฝ่ายตนเองได้รับชัยชนะ หากฝ่ายมารได้ชัยคงต้องสูญเสียทุกอย่างไป ความน่ากลัวของเหล่ามารร้ายไม่เคยจางหายไปจากใจมนุษย์มาก่อน ผู้คนต่างไม่อยากให้เหล่ามารกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
เสียงตะโกนเรียกชื่อของหลิวหนิงเทียนดังกระหื่ม ชาวเมืองผิงเหยาต่างรักและเคารพเทิดทูนบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองผู้นี้ หากจะพูดถึงบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองแห่งนี้ ย่อมเป็นเจ้าสำนักกระบี่อมตะผู้ไร้เทียมทาน ในพื้นที่การปกครองของเมืองผิงเหยาไม่มีโจรผู้ร้ายใดสามารถก่อการร้ายสำเร็จมาก่อน หากไม่ตกตายด้วยกระบี่อมตะก็หลบหนีหัวซุกหัวซุนไม่กล้ากลับมาอีก
“ขจัดพวกมารให้สิ้นซาก”
“ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้พวกมันเข้าเมืองมาได้”
“ท่านหลิวต้องชนะ”
“พวกเราจะเตรียมสุราฉลองชัยให้พวกท่าน”
“ตัดคอพวกมารให้หมด แล้วเสียบประจานหน้าทางเข้าเมือง อย่าให้พวกมันกำแหงมาเหยียบที่นี่อีก”
“ท่านหลิวนำทัพ พวกเราต้องชนะอยู่แล้ว”
“สำนักกระบี่อมตะต้องได้ชัย”
“.......”
เสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวกวุ่นวาย ชาวเมืองล้วนมั่นใจว่าวันนี้ฝั่งของตนเองต้องได้รับชัยชนะ กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้พ่ายในสายตาของพวกเขา แม้แต่พวกมารก็เคยถูกผู้ยิ่งใหญ่ของตนเองจู่โจมแตกพ่ายมาแล้วในสงครามครั้งสุดท้าย ครั้งนี้ก็คงเป็นเฉกเช่นเดียวกัน
เสียงกลองปลุกความฮึกเหิมของเหล่านักสู้ คนกระตือรือร้นพร้อมกับเข้าสู่สนามรบแล้ว ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นมารหรือเทพ พวกเขาก็พร้อมที่จะสู้ตาย
ในระหว่างที่ขบวนนักสู้กำลังจะถึงประตูเมืองนั้น ก็ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาขวางอยู่เบื้องหน้าหลิวหนิงเทียน ผู้นำคนกลุ่มนี้เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ หนวดเครารุงรัง ผมยาวยุ่งเหยิง มันเป็นช่างตีเหล็กประจำเมือง เป็นผู้ที่ตีกระบี่เกือบทั้งหมดให้กับเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะ และที่สำคัญมันเป็นทายาทของจางอี้เทาผู้ล่วงลับ ผู้เป็นสหายร่วมรบในสงครามครั้งสุดท้ายของเจ้าสำนักกระบี่อมตะ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเมืองผิงเหยาแห่งนี้ นับเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของชาวเมืองเช่นกัน
“ข้าจางหลีไห่ขอติดตามท่านออกไปรบ ในยามศึกเช่นนี้จะให้ข้านอนเฝ้าเตาหลอมด้วยใจสงบได้อย่างไร บิดาข้าเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน พวกเราลูกหลานสกุลจางก็ประสงค์เช่นนั้นเหมือนกัน”
เหล่าผู้ติดตามของจางหลีไห่ล้วนส่งเสียงคำว่าสู้ออกมาพร้อมกันคราหนึ่ง พวกมันล้วนกระตือรือร้นที่จะเข้าสู่สนามรบ เสมือนความขี้ขลาดตาขาวไม่เคยอยู่ในสายเลือดสกุลจางมาก่อน หลิวหนิงเทียนหัวร่อออกมาอย่างยาวนาน จากนั้นก็หันหลังไปซุบซิบกับหลิวจิ้นป้านครู่หนึ่ง เมื่อหลิวจิ้นป้านหันกลับไปส่งสัญญาณมือให้กับผู้ติดตามบนหลังม้า ก็ปรากฏรองหัวหน้าสาขาผู้หนึ่งกระโดดลงจากหลังม้า จูงม้ามายังเบื้องหน้าของจางหลีไห่
“หลานเราจงขึ้นม้าแล้วเข้าสู่สนามรบเคียงข้างกับเรา สกุลหลิวกับสกุลจางร่วมเป็นร่วมตายกันมานับร้อยปีแล้ว วันนี้เราจะร่วมสู้ด้วยกันอีกครั้ง”
จางหลีไห่หัวร่อฮา ฮา กระโดดขึ้นไปบนหลังม้าด้วยวิชาตัวเบาที่ไม่ธรรมดา ทายาทของยอดฝีมือย่อมถูกฝึกฝนให้เป็นยอดฝีมือ ดังคำกล่าวที่ว่า พยัคฆ์ย่อมออกลูกเป็นพยัคฆ์ หาใช่สุนัขไม่ จางอี้เทาเป็นมือดาบวิญญูชนผู้หนึ่ง กระทำการใดล้วนชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ฝักใฝ่อำนาจลาภยศสรรเสริญ ยามมีชีวิตผู้คนจึงให้ความเคารพนับถือมันเป็นอย่างสูง เมื่อให้กำเนิดบุตรสองคนก็วางมือจากยุทธภพ หันมาพัฒนาขบวนการเปาเปียวที่เป็นกิจการของตระกูลมาช้านาน ให้กลายเป็นขบวนการเปาเปียวอันดับหนึ่งในแดนเหนือ ก่อสร้างโรงตีเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในยุทธภพ สามารถหาเงินได้มหาศาล เป็นเศรษฐีใหญ่ของเมืองผิงเหยา เพียงรองจากสหายรักอย่างหลิวหนิงเทียนคนเดียวเท่านั้น
กล่าวกันว่าหลังจากที่จางอี้เทาเสียชีวิต หลิวหนิงเทียนออกคำสั่งงดจัดงานรื่นเริงในเมืองถึงเก้าสิบวัน เพื่อไว้อาลัยให้กับสหายรักผู้นี้ หลังจากนั้นไม่นานก็สร้างรูปปั้นของจางอี้เทาขนาดเท่าคนจริงไว้ที่หน้าประตูเมืองทิศตะวันออก เพื่อให้ชาวเมืองรำลึกถึงและกราบไหว้บูชาวีรบุรุษผู้นี้
หลิวหนิงเทียนเอื้อมมือมาแตะไหล่จางหลีไห่คราหนึ่ง เป็นการแสดงความยอมรับนับถือในกล้าของมัน ชื่นชมในความยึดมั่นถือดีต่อศักดิ์ศรีของตระกูล มีเพียงบุคคลเช่นนี้จึงสามารถผดุงตระกูลให้คงอยู่อย่างเกรียงไกรต่อไป เขาเชื่อมั่นในวิทยายุทธ์ของทายาทสหายรักผู้นี้ แม้ว่ามันจะไม่ค่อยออกท่องยุทธภพเหมือนพี่น้องคนอื่น แต่วิชาค้อนคำรามของมันกลับโดดเด่นเคียงคู่กับกระบี่ในมือบุตรชายคนเล็กของเขา ถือเป็นหนึ่งในสามสุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเมืองผิงเหยา
จางหลีไห่ผงกศีรษะคำนับคราหนึ่ง ก็ปล่อยให้ม้าของหลิวหนิงเทียนเดินนำหน้า ต่อมาม้าของหลิวจิ้นป้านกับเซียวเหลิ่งเหวินก็นำหน้ามันไป สุดท้ายมันจึงได้ขับขี่ม้าเคียงคู่กับสหายรักอย่างหลิวอิง ทั้งสองเพียงมองตาและยิ้มให้กันคราหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดก็รู้สึกถึงความยกย่องที่มีให้กัน
ขบวนนักรบออกจากประตูเมืองทิศตะวันออก ผ่านรูปปั้นของวีรบุรุษเมืองผิงเหยาจางอี้เทา ทุกคนล้วนก้มหัวลงเล็กน้อยแสดงความเคารพ โดยเฉพาะคนจากสกุลจางที่ทั้งก้มหัวและส่งเสียงร้องคำรามออกมา พวกมันต้องการสร้างขวัญและกำลังใจก่อนการต่อสู้ เมื่อขบวนออกจากเมืองหมดแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่ทุ่งหญ้าอันเป็นจุดนัดหมาย ทุกคนล้วนฮึกเหิมมีกำลังใจ
เสียงฝีเท้าม้าดังไล่หลังมาจากทางซ้ายขวา เมื่อพวกมันมาถึงจึงรู้ว่าเป็นเหล่าชาวยุทธ์ผู้องอาจทั้งสิ้น หลิวหนิงเทียนกล่าวทักทายชาวยุทธ์เหล่านี้คำหนึ่ง สอบถามถึงจุดประสงค์ของพวกมัน ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า
“สกุลผูของร่วมเป็นร่วมตายกับท่าน”
“สกุลฟ่านจะออกไปสู้พร้อมกับท่าน เป็นตายร้ายดีขอให้ฟ้าลิขิต”
“สกุลเป้าขอร่วมรบด้วย”
“สกุลทงไม่เคยกลัวตาย ขอร่วมรบกับท่าน”
“สกุลจังขอออกรบด้วย”
หลิวหนิงเทียนหัวร่อเสียงดังอย่างยาวนาน พร้อมกับกล่าวขอบคุณพวกมัน เขารู้สึกยินดีที่คนเหล่านี้อยู่เคียงข้างตนเอง ทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลในเมืองผิงเหยา สกุลผูเปิดสำนักฝึกสอนหมัดมวย คิดราคาย่อมเยาทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาไม่น้อย สกุลฟ่านเป็นเจ้าโรงเตี๊ยมหกในสิบที่อยู่ในเมือง สกุลเป้ามีกิจการเดินเรือล่องเหนือใต้ ขนส่งสินค้าและผู้คน ควบคุมกิจการทางน้ำเกือบทั้งหมด สกุลทงเป็นผู้ผลิตและรับซื้อสินค้าเกษตรกรรมเพื่อส่งขายไปยังเมืองอื่น สร้างกำไรมหาศาลในแต่ละปี
ขบวนนักรบและชาวยุทธ์เดินทางอย่างเป็นระเบียบ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดนัดพบ เมื่อมองไปอีกฟากของทุ่งหญ้า ก็พบว่าเหล่านักสู้มากมายของพรรคมารจัดทัพรออยู่แล้ว หากดูจากจำนวน ณ ตอนนี้ เหล่าพรรคมารเหมือนจะมีคนมากกว่า แต่เหล่านักรบจากเมืองผิงเหยาไม่ได้มีอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด
เสียงเป่าหลอดเขาดังขึ้นสองครา เป็นเสียงเป่าหลอดเขายาวหนึ่งครั้งสั้นหนึ่งครั้ง หมายความว่าผู้นำฝ่ายหนึ่งต้องการพบปะกับผู้นำของอีกฝ่ายหนึ่ง หลิวหนิงเทียนไม่รอช้า ไสม้าออกไปยังทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยศัตรู วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็ควบขี่ม้าตามติดไป ในการพบปะเจรจาของผู้นำ อนุญาตให้นำผู้ติดตามไปด้วยได้หนึ่งคน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมานับพันปีแล้ว
หลิวหนิงเทียนขี่ม้ามาถึงจุดกึ่งกลางระหว่างสองทัพ มองเห็นฝ่ายตรงขี่ม้ามาแค่คนเดียว เป็นบุรุษที่สวมหน้ากากเหล็กผู้หนึ่ง เพียงเห็นครั้งแรกก็สัมผัสได้ถึงความลึกล้ำสุดหยั่งคาด เขารู้ตัวว่าไม่สามารถประเมินความลึกตื้นของศัตรูผู้นี้ได้ ทันใดนั้นเอง มือข้างหนึ่งก็วางลงบนบ่าของเขา เป็นมือของบุคคลที่ตนเองไว้ใจที่สุด มือของสหาย มือของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินนั่นเอง เขารู้สึกได้ถึงพลังลมปราณที่หลั่งไหลเข้ามาในตัว นี่เป็นการกระตุ้นและช่วยเหลือจากสหาย ไม่ให้ตนเองต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสุดยอดวิชามาร
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินควบม้าขึ้นมาอยู่เคียงข้างกับหลิวหนิงเทียน เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสุดยอดวิชามารในตำนาน เงามารอเวจี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชามาร เป็นยอดวิชาที่มีแต่ผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขเท่านั้น ถึงมีสิทธิ์ฝึกฝนวิชามารนี้ได้ หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นจอมมาร แต่สัญชาตญาณและความรู้สึกบอกกับเขาว่ายังไม่ใช่ จอมมารต้องไม่ใช่คนผู้นี้อย่างแน่นอน
บุรุษหน้ากากเหล็กมองดูหลิวหนิงเทียนแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันมาจ้องมองวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินด้วยความสงสัย จ้องมองอย่างนั้นจนเนิ่นนาน จึงเอ่ยปาก
“เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าคือสหายของเจ้าสำนักหลิว”
“ดูเหมือนเจ้าจะเข้มแข็งกว่ามันเสียอีก”
“เจ้าเห็นเป็นเช่นนั้นหรือ? รู้หรือไม่ว่าเพลงกระบี่ของสหายเรานั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง”
บุรุษหน้ากากเหล็กเงียบงันไปเนิ่นนาน จึงหันมามองดูหลิวหนิงเทียนที่หลุดพ้นจากการคุกคามของวิชามาแล้ว สำรวจดูคนด้วยความประหลาดใจ
“คนผู้นี้เข้มแข็งกว่าที่คิดไว้ แต่ยังคงห่างไกลจากเจ้า”
“หากเจ้าคิดเช่นนั้น ไฉนไม่รับกระบี่ของมันหนึ่งกระบวนท่าล่ะ?”
“ได้...”
สิ้นเสียงของบุรุษหน้ากากเหล็ก เสียงชักกระบี่ดังขึ้นคราหนึ่ง พร้อมกับร่างของหลิวหนิงเทียนที่ลอยขึ้นฟ้า จู่โจมกระบี่ใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
การพูดจาสบประมาทหลายครั้งคราของบุรุษหน้ากากเหล็กคงแทงใจดำของหลิวหนิงเทียน ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ต่อไปได้ หนึ่งกระบี่ที่จู่โจมออกไปต้องเป็นกระบวนท่าที่สะเทือนฟ้าดิน
หนึ่งคนหนึ่งกระบี่หลอมรวมกับฟ้าดิน จู่โจมสุดยอดกระบวนท่าออกไป
รุ่งเช้าในทุ่งหญ้าก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น ความหนาวเย็นปกคลุมไปทั่ว เอี้ยนเฟยซาที่นอนกอดโชงหมิงอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความหนาวเย็น เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้ ก็เห็นจวงซูเม่ยกำลังจ้องมองเข้าไปในค่ายของศัตรู เหมือนกับว่านางไม่ได้นอนหลับมาก่อนหน้านี้
เอี้ยนเฟยซาลุกขึ้นยืนแล้วดีดตัวขึ้นไปยังกิ่งไม้นั้น ทิ้งตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว มองดูใบหน้าที่กำลังเคร่งเครียดอย่างเงียบเชียบ ผ่านไปเนิ่นนาน จวงซูเม่ยก็หันมามองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความในใจนั้น จึงกล่าวว่า
“มองดูอะไร ทำไมป่านนี้ถึงเพิ่งตื่นนอน”
“มองดูนางฟ้าผู้งดงามอยู่”
“ไม่กลัวโดนนางฟ้าฆาตกรรมแล้วหรือ? สามพันกว่าศพยังไม่เพียงพอหรอกนะ ยังต้องการเข่นฆ่าอีกมากมาย”
จวงซูเม่ยเห็นสีหน้าขาวซีดของเอี้ยนเฟยซา ก็เผลอหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว แต่เมื่อเห็นว่าอาการกะล่อนของชายหนุ่มกำลังจะกลับมา ก็แปรเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงเป็นจัง กล่าวว่า
“เมื่อคืนข้าลอบเข้าไปในค่ายสองครั้ง มียอดฝีมืออยู่สองคนที่ข้าไม่สามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของพวกมันได้ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าสองคนนี้ผู้พลังฝีมือที่ไม่ห่างจากข้ามากนัก สมควรเป็นชนชั้นผู้นำของพรรคมาร เมื่อรวมกับยอดฝีมือที่เหลืออีกห้าคน เราสองคนนับว่าเสียเปรียบศัตรูพอสมควร”
จวงซูเม่ยพูดตามความเป็นจริง นางอาจจะมีฝีมือเลิศล้ำกว่าศัตรูทุกคน แต่หากเกิดการสู้ตะลุมบอนขึ้นมา ฝ่ายของตนเองจะกลายเป็นเสียเปรียบในทันที เอี้ยนเฟยซาแม้ว่าจะพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังคงไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากพอ ศัตรูจะใช้ช่องโหว่นี้ในการส่งคนที่เก่งกาจจู่โจมใส่เขาก่อน เพื่อทำลายสมาธิของนาง
“ข้าต้องการให้เจ้าไปยังหมู่บ้านของสหายของข้าผู้หนึ่ง มันเรียกว่าถานหลันเซ่อ เป็นหัวหน้าเผ่าถานจู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าแห่งนี้ บอกให้มันเรียกประชุมห้าชนเผ่า จัดตั้งกองกำลังแห่งทุ่งหญ้า แล้วมาสมทบกับข้า ศัตรูมีจำนวนมากเกินไป หากต้องการรักษาชีวิตของสัตว์เลี้ยงและผู้คน จำเป็นต้องใช้กองกำลังเสริมจากพวกเขา”
“พวกมันอยู่ทางไหน?”
“เจ้าต้องทางไปยังทิศตะวันออกห้าสิบลี้ จะพบกับทะเลสาบแห่งหนึ่ง ให้เดินทางเลียบทะเลสาบขึ้นเหนือไปสามลี้ จะพบเห็นทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน เผ่าถานจู่อาศัยอยู่แถวนั้น”
“ตกลงข้าจะไป”
เอี้ยนเฟยซาสังเกตเห็นความกังวลใจในสายตาของยอดฝีมือสตรีเทพผู้นี้ เรื่องราวครั้งคงหนักหนายิ่ง หากแม้กระทั่งยอดสตรีเช่นนางยังไม่อาจคลี่คลายได้เอง ในฐานะบุรุษที่แอบหวังพิชิตใจสตรี เขาจำเป็นต้องทำให้นางเห็นถึงคุณค่าของตนเอง
“นอกจากเผ่าถานจู่แล้ว ยังมีเผ่าต้ายจู่ เซี่ยงจู่ โหลวจู่ และกัวจู่ ซึ่งแต่ละเผ่าล้วนมีประเพณีข้อปฏิบัติที่แตกต่าง ก่อนที่หัวหน้าเผ่าอีกสี่ชนเผ่าจะมาถึง เจ้าควรจะสอบถามกับถานหลันเซ่อถึงการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมต่อทุกชนเผ่า จะได้ไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดต่อกัน”
“ตกลง ข้าจะออกเดินทางแล้ว”
จวงซูเม่ยผงกศีรษะคราหนึ่ง เอี้ยนเฟยซาก็กระโดดลงจากต้นไม้ เขาเดินเข้าไปลูบหัวโชงหมิงอย่างแผ่วเบา กระซิบข้างหูมันว่า
“คราวนี้ต้องพึ่งพาเจ้าแล้วนะสหาย อย่าดื้อล่ะ”
เอี้ยนเฟยซาจูงม้าคู่กายจากไปอย่างเงียบงัน เมื่อห่างออกไปเป็นระยะทางครึ่งลี้ จึงตัดสินใจขึ้นขี่บนหลังม้า ครั้งนี้โชงหมิงไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ยินยอมให้เขาขี่มันไปยังทิศตะวันออกเพื่อตามหาสหายของจวงซูเม่ย เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการฝึกตนอีกหน ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับห้าชนเผ่าในทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้พบพานกับผู้คนที่แตกต่างกันถึงห้าชนเผ่าในคราเดียว
หนึ่งคนหนึ่งม้าพุ่งทะยานไปในทุ่งหญ้า ใต้แสงสุริยันที่กำลังมาเยือน
เอี้ยนเฟยซากำลังเดินทางอีกครั้ง