วีรบุรุษอหังการ

    37 ชาวยุทธ์รวมใจ


            หลิวหนิงเทียนนั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวสูงใหญ่สง่างาม  ร่างตั้งตรงดุจคันทวน  ตามติดมาด้วยรองเจ้าสำนักหลิวจิ้นป้าน  นายน้อยหลิวอิง  และวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่ยังคงปกปิดร่างด้วยผ้าคลุมเช่นเดิม ด้านหลังยังมีเหล่ายอดฝีมือชั้นสูงของสำนักกระบี่อมตะ  ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้คุมกฎ  หัวหน้าตึก หัวหน้าสาขาและรองหัวหน้าสาขาที่ถูกเรียกตัวกลับมา  ทั้งหมดนี้ล้วนนั่งอยู่บนหลังม้า  เหล่าศิษย์นับพันล้วนเดินตามมาเป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม


            สองฟากทางมีชาวเมืองรวมตัวกันหนาแน่นตั้งแต่หน้าสำนักกระบี่อมตะไปจวบจนถึงประตูเมือง  เสียงตีกลองดังกระหึ่มตลอดเส้นทาง  ชาวเมืองที่เป็นสตรีถือดอกไม้ในมือ  รอคอยขบวนผู้พิทักษ์รักษาเมืองผ่านมา  เมื่อหัวขบวนมาถึงพวกนางจะโยนดอกไม้ขึ้นฟ้า ปล่อยให้มันร่วงหล่นลงใส่จอมยุทธ์ที่นั่งตระหง่านอยู่บนอาชา ด้วยเหตุนี้บนศีรษะของหลิวหนิงเทียนมีกลีบดอกไม้หลากสีติดอยู่หลายกลีบ


            สำนักกระบี่อมตะไม่ได้ปกปิดเรื่องการมาถึงของพรรคมาร  เหล่าศิษย์ล้วนกระจายตัวแจ้งข่าวให้ผู้คนในเขตปกครองทราบ  ชาวเมืองที่อยู่สุขสบายมาช้านานล้วนเกรงกลัวผู้มาเยือนจะแย่งชิงความสงบสุขนี้ไป จึงรวมตัวกันออกมาส่งเหล่าชาวยุทธ์ที่จะออกไปต่อสู้กับศัตรูบนทุ่งหญ้านอกเมือง  สิ่งเดียวที่พวกมันทำได้คือตะโกนร้องให้กำลังใจแก่เหล่านักสู้  พวกเขาคาดหวังให้ฝ่ายตนเองได้รับชัยชนะ  หากฝ่ายมารได้ชัยคงต้องสูญเสียทุกอย่างไป ความน่ากลัวของเหล่ามารร้ายไม่เคยจางหายไปจากใจมนุษย์มาก่อน ผู้คนต่างไม่อยากให้เหล่ามารกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง


            เสียงตะโกนเรียกชื่อของหลิวหนิงเทียนดังกระหื่ม ชาวเมืองผิงเหยาต่างรักและเคารพเทิดทูนบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองผู้นี้  หากจะพูดถึงบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองแห่งนี้ ย่อมเป็นเจ้าสำนักกระบี่อมตะผู้ไร้เทียมทาน ในพื้นที่การปกครองของเมืองผิงเหยาไม่มีโจรผู้ร้ายใดสามารถก่อการร้ายสำเร็จมาก่อน หากไม่ตกตายด้วยกระบี่อมตะก็หลบหนีหัวซุกหัวซุนไม่กล้ากลับมาอีก


            “ขจัดพวกมารให้สิ้นซาก”


            “ฆ่าพวกมันให้หมด  อย่าให้พวกมันเข้าเมืองมาได้”


            “ท่านหลิวต้องชนะ”


            “พวกเราจะเตรียมสุราฉลองชัยให้พวกท่าน”


            “ตัดคอพวกมารให้หมด  แล้วเสียบประจานหน้าทางเข้าเมือง  อย่าให้พวกมันกำแหงมาเหยียบที่นี่อีก”


            “ท่านหลิวนำทัพ  พวกเราต้องชนะอยู่แล้ว”


            “สำนักกระบี่อมตะต้องได้ชัย”


            “.......”


            เสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวกวุ่นวาย ชาวเมืองล้วนมั่นใจว่าวันนี้ฝั่งของตนเองต้องได้รับชัยชนะ กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้พ่ายในสายตาของพวกเขา แม้แต่พวกมารก็เคยถูกผู้ยิ่งใหญ่ของตนเองจู่โจมแตกพ่ายมาแล้วในสงครามครั้งสุดท้าย  ครั้งนี้ก็คงเป็นเฉกเช่นเดียวกัน


            เสียงกลองปลุกความฮึกเหิมของเหล่านักสู้  คนกระตือรือร้นพร้อมกับเข้าสู่สนามรบแล้ว  ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นมารหรือเทพ  พวกเขาก็พร้อมที่จะสู้ตาย


            ในระหว่างที่ขบวนนักสู้กำลังจะถึงประตูเมืองนั้น  ก็ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาขวางอยู่เบื้องหน้าหลิวหนิงเทียน  ผู้นำคนกลุ่มนี้เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่  หนวดเครารุงรัง  ผมยาวยุ่งเหยิง  มันเป็นช่างตีเหล็กประจำเมือง เป็นผู้ที่ตีกระบี่เกือบทั้งหมดให้กับเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะ และที่สำคัญมันเป็นทายาทของจางอี้เทาผู้ล่วงลับ  ผู้เป็นสหายร่วมรบในสงครามครั้งสุดท้ายของเจ้าสำนักกระบี่อมตะ  หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเมืองผิงเหยาแห่งนี้  นับเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของชาวเมืองเช่นกัน


            “ข้าจางหลีไห่ขอติดตามท่านออกไปรบ  ในยามศึกเช่นนี้จะให้ข้านอนเฝ้าเตาหลอมด้วยใจสงบได้อย่างไร  บิดาข้าเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน  พวกเราลูกหลานสกุลจางก็ประสงค์เช่นนั้นเหมือนกัน”


            เหล่าผู้ติดตามของจางหลีไห่ล้วนส่งเสียงคำว่าสู้ออกมาพร้อมกันคราหนึ่ง  พวกมันล้วนกระตือรือร้นที่จะเข้าสู่สนามรบ เสมือนความขี้ขลาดตาขาวไม่เคยอยู่ในสายเลือดสกุลจางมาก่อน  หลิวหนิงเทียนหัวร่อออกมาอย่างยาวนาน  จากนั้นก็หันหลังไปซุบซิบกับหลิวจิ้นป้านครู่หนึ่ง เมื่อหลิวจิ้นป้านหันกลับไปส่งสัญญาณมือให้กับผู้ติดตามบนหลังม้า ก็ปรากฏรองหัวหน้าสาขาผู้หนึ่งกระโดดลงจากหลังม้า  จูงม้ามายังเบื้องหน้าของจางหลีไห่


            “หลานเราจงขึ้นม้าแล้วเข้าสู่สนามรบเคียงข้างกับเรา  สกุลหลิวกับสกุลจางร่วมเป็นร่วมตายกันมานับร้อยปีแล้ว  วันนี้เราจะร่วมสู้ด้วยกันอีกครั้ง”


            จางหลีไห่หัวร่อฮา ฮา กระโดดขึ้นไปบนหลังม้าด้วยวิชาตัวเบาที่ไม่ธรรมดา ทายาทของยอดฝีมือย่อมถูกฝึกฝนให้เป็นยอดฝีมือ  ดังคำกล่าวที่ว่า พยัคฆ์ย่อมออกลูกเป็นพยัคฆ์  หาใช่สุนัขไม่  จางอี้เทาเป็นมือดาบวิญญูชนผู้หนึ่ง  กระทำการใดล้วนชัดเจนแจ่มแจ้ง  ไม่ฝักใฝ่อำนาจลาภยศสรรเสริญ  ยามมีชีวิตผู้คนจึงให้ความเคารพนับถือมันเป็นอย่างสูง   เมื่อให้กำเนิดบุตรสองคนก็วางมือจากยุทธภพ   หันมาพัฒนาขบวนการเปาเปียวที่เป็นกิจการของตระกูลมาช้านาน  ให้กลายเป็นขบวนการเปาเปียวอันดับหนึ่งในแดนเหนือ  ก่อสร้างโรงตีเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในยุทธภพ  สามารถหาเงินได้มหาศาล  เป็นเศรษฐีใหญ่ของเมืองผิงเหยา  เพียงรองจากสหายรักอย่างหลิวหนิงเทียนคนเดียวเท่านั้น

     

            กล่าวกันว่าหลังจากที่จางอี้เทาเสียชีวิต  หลิวหนิงเทียนออกคำสั่งงดจัดงานรื่นเริงในเมืองถึงเก้าสิบวัน  เพื่อไว้อาลัยให้กับสหายรักผู้นี้  หลังจากนั้นไม่นานก็สร้างรูปปั้นของจางอี้เทาขนาดเท่าคนจริงไว้ที่หน้าประตูเมืองทิศตะวันออก  เพื่อให้ชาวเมืองรำลึกถึงและกราบไหว้บูชาวีรบุรุษผู้นี้


            หลิวหนิงเทียนเอื้อมมือมาแตะไหล่จางหลีไห่คราหนึ่ง  เป็นการแสดงความยอมรับนับถือในกล้าของมัน  ชื่นชมในความยึดมั่นถือดีต่อศักดิ์ศรีของตระกูล  มีเพียงบุคคลเช่นนี้จึงสามารถผดุงตระกูลให้คงอยู่อย่างเกรียงไกรต่อไป  เขาเชื่อมั่นในวิทยายุทธ์ของทายาทสหายรักผู้นี้  แม้ว่ามันจะไม่ค่อยออกท่องยุทธภพเหมือนพี่น้องคนอื่น  แต่วิชาค้อนคำรามของมันกลับโดดเด่นเคียงคู่กับกระบี่ในมือบุตรชายคนเล็กของเขา ถือเป็นหนึ่งในสามสุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเมืองผิงเหยา


            จางหลีไห่ผงกศีรษะคำนับคราหนึ่ง  ก็ปล่อยให้ม้าของหลิวหนิงเทียนเดินนำหน้า  ต่อมาม้าของหลิวจิ้นป้านกับเซียวเหลิ่งเหวินก็นำหน้ามันไป  สุดท้ายมันจึงได้ขับขี่ม้าเคียงคู่กับสหายรักอย่างหลิวอิง  ทั้งสองเพียงมองตาและยิ้มให้กันคราหนึ่ง  ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดก็รู้สึกถึงความยกย่องที่มีให้กัน


            ขบวนนักรบออกจากประตูเมืองทิศตะวันออก  ผ่านรูปปั้นของวีรบุรุษเมืองผิงเหยาจางอี้เทา  ทุกคนล้วนก้มหัวลงเล็กน้อยแสดงความเคารพ  โดยเฉพาะคนจากสกุลจางที่ทั้งก้มหัวและส่งเสียงร้องคำรามออกมา  พวกมันต้องการสร้างขวัญและกำลังใจก่อนการต่อสู้  เมื่อขบวนออกจากเมืองหมดแล้ว  ก็มุ่งหน้าสู่ทุ่งหญ้าอันเป็นจุดนัดหมาย  ทุกคนล้วนฮึกเหิมมีกำลังใจ


            เสียงฝีเท้าม้าดังไล่หลังมาจากทางซ้ายขวา  เมื่อพวกมันมาถึงจึงรู้ว่าเป็นเหล่าชาวยุทธ์ผู้องอาจทั้งสิ้น  หลิวหนิงเทียนกล่าวทักทายชาวยุทธ์เหล่านี้คำหนึ่ง  สอบถามถึงจุดประสงค์ของพวกมัน  ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า


            “สกุลผูของร่วมเป็นร่วมตายกับท่าน”


            “สกุลฟ่านจะออกไปสู้พร้อมกับท่าน  เป็นตายร้ายดีขอให้ฟ้าลิขิต”


            “สกุลเป้าขอร่วมรบด้วย”


            “สกุลทงไม่เคยกลัวตาย  ขอร่วมรบกับท่าน”


            “สกุลจังขอออกรบด้วย”


            หลิวหนิงเทียนหัวร่อเสียงดังอย่างยาวนาน  พร้อมกับกล่าวขอบคุณพวกมัน  เขารู้สึกยินดีที่คนเหล่านี้อยู่เคียงข้างตนเอง  ทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลในเมืองผิงเหยา  สกุลผูเปิดสำนักฝึกสอนหมัดมวย  คิดราคาย่อมเยาทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาไม่น้อย  สกุลฟ่านเป็นเจ้าโรงเตี๊ยมหกในสิบที่อยู่ในเมือง  สกุลเป้ามีกิจการเดินเรือล่องเหนือใต้  ขนส่งสินค้าและผู้คน  ควบคุมกิจการทางน้ำเกือบทั้งหมด  สกุลทงเป็นผู้ผลิตและรับซื้อสินค้าเกษตรกรรมเพื่อส่งขายไปยังเมืองอื่น  สร้างกำไรมหาศาลในแต่ละปี

     

            ขบวนนักรบและชาวยุทธ์เดินทางอย่างเป็นระเบียบ  ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดนัดพบ  เมื่อมองไปอีกฟากของทุ่งหญ้า  ก็พบว่าเหล่านักสู้มากมายของพรรคมารจัดทัพรออยู่แล้ว  หากดูจากจำนวน ณ ตอนนี้  เหล่าพรรคมารเหมือนจะมีคนมากกว่า  แต่เหล่านักรบจากเมืองผิงเหยาไม่ได้มีอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด


            เสียงเป่าหลอดเขาดังขึ้นสองครา เป็นเสียงเป่าหลอดเขายาวหนึ่งครั้งสั้นหนึ่งครั้ง  หมายความว่าผู้นำฝ่ายหนึ่งต้องการพบปะกับผู้นำของอีกฝ่ายหนึ่ง  หลิวหนิงเทียนไม่รอช้า  ไสม้าออกไปยังทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยศัตรู  วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็ควบขี่ม้าตามติดไป  ในการพบปะเจรจาของผู้นำ  อนุญาตให้นำผู้ติดตามไปด้วยได้หนึ่งคน  ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมานับพันปีแล้ว


            หลิวหนิงเทียนขี่ม้ามาถึงจุดกึ่งกลางระหว่างสองทัพ  มองเห็นฝ่ายตรงขี่ม้ามาแค่คนเดียว  เป็นบุรุษที่สวมหน้ากากเหล็กผู้หนึ่ง เพียงเห็นครั้งแรกก็สัมผัสได้ถึงความลึกล้ำสุดหยั่งคาด  เขารู้ตัวว่าไม่สามารถประเมินความลึกตื้นของศัตรูผู้นี้ได้  ทันใดนั้นเอง มือข้างหนึ่งก็วางลงบนบ่าของเขา เป็นมือของบุคคลที่ตนเองไว้ใจที่สุด มือของสหาย  มือของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินนั่นเอง  เขารู้สึกได้ถึงพลังลมปราณที่หลั่งไหลเข้ามาในตัว  นี่เป็นการกระตุ้นและช่วยเหลือจากสหาย  ไม่ให้ตนเองต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสุดยอดวิชามาร

     

            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินควบม้าขึ้นมาอยู่เคียงข้างกับหลิวหนิงเทียน  เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสุดยอดวิชามารในตำนาน  เงามารอเวจี  ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชามาร เป็นยอดวิชาที่มีแต่ผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขเท่านั้น  ถึงมีสิทธิ์ฝึกฝนวิชามารนี้ได้  หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นจอมมาร  แต่สัญชาตญาณและความรู้สึกบอกกับเขาว่ายังไม่ใช่  จอมมารต้องไม่ใช่คนผู้นี้อย่างแน่นอน


            บุรุษหน้ากากเหล็กมองดูหลิวหนิงเทียนแวบหนึ่ง  จากนั้นก็หันมาจ้องมองวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินด้วยความสงสัย  จ้องมองอย่างนั้นจนเนิ่นนาน  จึงเอ่ยปาก


            “เจ้าเป็นใคร?”


            “ข้าคือสหายของเจ้าสำนักหลิว”


            “ดูเหมือนเจ้าจะเข้มแข็งกว่ามันเสียอีก”


            “เจ้าเห็นเป็นเช่นนั้นหรือ?  รู้หรือไม่ว่าเพลงกระบี่ของสหายเรานั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง”


            บุรุษหน้ากากเหล็กเงียบงันไปเนิ่นนาน  จึงหันมามองดูหลิวหนิงเทียนที่หลุดพ้นจากการคุกคามของวิชามาแล้ว  สำรวจดูคนด้วยความประหลาดใจ

     

            “คนผู้นี้เข้มแข็งกว่าที่คิดไว้  แต่ยังคงห่างไกลจากเจ้า”


            “หากเจ้าคิดเช่นนั้น  ไฉนไม่รับกระบี่ของมันหนึ่งกระบวนท่าล่ะ?”


            “ได้...”


            สิ้นเสียงของบุรุษหน้ากากเหล็ก   เสียงชักกระบี่ดังขึ้นคราหนึ่ง  พร้อมกับร่างของหลิวหนิงเทียนที่ลอยขึ้นฟ้า  จู่โจมกระบี่ใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

     

              การพูดจาสบประมาทหลายครั้งคราของบุรุษหน้ากากเหล็กคงแทงใจดำของหลิวหนิงเทียน  ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ต่อไปได้  หนึ่งกระบี่ที่จู่โจมออกไปต้องเป็นกระบวนท่าที่สะเทือนฟ้าดิน

     

            หนึ่งคนหนึ่งกระบี่หลอมรวมกับฟ้าดิน  จู่โจมสุดยอดกระบวนท่าออกไป

             

             


     

            รุ่งเช้าในทุ่งหญ้าก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น  ความหนาวเย็นปกคลุมไปทั่ว  เอี้ยนเฟยซาที่นอนกอดโชงหมิงอยู่  สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความหนาวเย็น  เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้  ก็เห็นจวงซูเม่ยกำลังจ้องมองเข้าไปในค่ายของศัตรู  เหมือนกับว่านางไม่ได้นอนหลับมาก่อนหน้านี้


            เอี้ยนเฟยซาลุกขึ้นยืนแล้วดีดตัวขึ้นไปยังกิ่งไม้นั้น  ทิ้งตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว  มองดูใบหน้าที่กำลังเคร่งเครียดอย่างเงียบเชียบ  ผ่านไปเนิ่นนาน  จวงซูเม่ยก็หันมามองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความในใจนั้น  จึงกล่าวว่า


            “มองดูอะไร  ทำไมป่านนี้ถึงเพิ่งตื่นนอน”


            “มองดูนางฟ้าผู้งดงามอยู่”


            “ไม่กลัวโดนนางฟ้าฆาตกรรมแล้วหรือ?  สามพันกว่าศพยังไม่เพียงพอหรอกนะ  ยังต้องการเข่นฆ่าอีกมากมาย”


            จวงซูเม่ยเห็นสีหน้าขาวซีดของเอี้ยนเฟยซา  ก็เผลอหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว  แต่เมื่อเห็นว่าอาการกะล่อนของชายหนุ่มกำลังจะกลับมา  ก็แปรเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงเป็นจัง  กล่าวว่า


            “เมื่อคืนข้าลอบเข้าไปในค่ายสองครั้ง  มียอดฝีมืออยู่สองคนที่ข้าไม่สามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของพวกมันได้ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าสองคนนี้ผู้พลังฝีมือที่ไม่ห่างจากข้ามากนัก  สมควรเป็นชนชั้นผู้นำของพรรคมาร  เมื่อรวมกับยอดฝีมือที่เหลืออีกห้าคน  เราสองคนนับว่าเสียเปรียบศัตรูพอสมควร”


            จวงซูเม่ยพูดตามความเป็นจริง  นางอาจจะมีฝีมือเลิศล้ำกว่าศัตรูทุกคน  แต่หากเกิดการสู้ตะลุมบอนขึ้นมา  ฝ่ายของตนเองจะกลายเป็นเสียเปรียบในทันที เอี้ยนเฟยซาแม้ว่าจะพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว  แต่ยังคงไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากพอ  ศัตรูจะใช้ช่องโหว่นี้ในการส่งคนที่เก่งกาจจู่โจมใส่เขาก่อน  เพื่อทำลายสมาธิของนาง

     

            “ข้าต้องการให้เจ้าไปยังหมู่บ้านของสหายของข้าผู้หนึ่ง  มันเรียกว่าถานหลันเซ่อ  เป็นหัวหน้าเผ่าถานจู่  ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าแห่งนี้  บอกให้มันเรียกประชุมห้าชนเผ่า  จัดตั้งกองกำลังแห่งทุ่งหญ้า  แล้วมาสมทบกับข้า  ศัตรูมีจำนวนมากเกินไป หากต้องการรักษาชีวิตของสัตว์เลี้ยงและผู้คน  จำเป็นต้องใช้กองกำลังเสริมจากพวกเขา”


            “พวกมันอยู่ทางไหน?”


            “เจ้าต้องทางไปยังทิศตะวันออกห้าสิบลี้  จะพบกับทะเลสาบแห่งหนึ่ง  ให้เดินทางเลียบทะเลสาบขึ้นเหนือไปสามลี้  จะพบเห็นทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน  เผ่าถานจู่อาศัยอยู่แถวนั้น”


            “ตกลงข้าจะไป”


            เอี้ยนเฟยซาสังเกตเห็นความกังวลใจในสายตาของยอดฝีมือสตรีเทพผู้นี้  เรื่องราวครั้งคงหนักหนายิ่ง  หากแม้กระทั่งยอดสตรีเช่นนางยังไม่อาจคลี่คลายได้เอง  ในฐานะบุรุษที่แอบหวังพิชิตใจสตรี  เขาจำเป็นต้องทำให้นางเห็นถึงคุณค่าของตนเอง


            “นอกจากเผ่าถานจู่แล้ว  ยังมีเผ่าต้ายจู่  เซี่ยงจู่ โหลวจู่  และกัวจู่  ซึ่งแต่ละเผ่าล้วนมีประเพณีข้อปฏิบัติที่แตกต่าง  ก่อนที่หัวหน้าเผ่าอีกสี่ชนเผ่าจะมาถึง เจ้าควรจะสอบถามกับถานหลันเซ่อถึงการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมต่อทุกชนเผ่า  จะได้ไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดต่อกัน”


            “ตกลง  ข้าจะออกเดินทางแล้ว”


            จวงซูเม่ยผงกศีรษะคราหนึ่ง  เอี้ยนเฟยซาก็กระโดดลงจากต้นไม้  เขาเดินเข้าไปลูบหัวโชงหมิงอย่างแผ่วเบา  กระซิบข้างหูมันว่า


            “คราวนี้ต้องพึ่งพาเจ้าแล้วนะสหาย  อย่าดื้อล่ะ”


            เอี้ยนเฟยซาจูงม้าคู่กายจากไปอย่างเงียบงัน  เมื่อห่างออกไปเป็นระยะทางครึ่งลี้  จึงตัดสินใจขึ้นขี่บนหลังม้า  ครั้งนี้โชงหมิงไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด  ยินยอมให้เขาขี่มันไปยังทิศตะวันออกเพื่อตามหาสหายของจวงซูเม่ย เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการฝึกตนอีกหน  ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับห้าชนเผ่าในทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้พบพานกับผู้คนที่แตกต่างกันถึงห้าชนเผ่าในคราเดียว


            หนึ่งคนหนึ่งม้าพุ่งทะยานไปในทุ่งหญ้า  ใต้แสงสุริยันที่กำลังมาเยือน

     

            เอี้ยนเฟยซากำลังเดินทางอีกครั้ง

             

             

             

             

             

             

             

             

             

     

     

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271