หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีเดินทางไปยังเมืองฮั่วสุ่ย
การเดินทางของทั้งสองเป็นเรือบินขนาดเล็ก ซึ่งเรือบินลำนี้เป็นเรือบินที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเรือบินลำนี้สามารถจุคนได้มากกว่าสามสิบคนเท่านั้น
โดยบนเรือบินลำนี้มีทั้งผู้ติดตามของหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีเฝ้าอยู่
ถึงอย่างไรการขับเรือบินก็ต้องใช้คนที่ชำนาญรวมไปถึงคนอื่นๆที่คอยทำความสะอาดเรือบิน เพราะฉะนั้นนอกจากหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีแล้ว ก็ยังมีผู้ติดตามบางส่วนอยู่ด้วย
ผู้ติดตามของหนานหมิงก็คือตัวละครที่เขาอัญเชิญมาสองคนและคนที่อยู่กับหนานหมิงมาตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็ก
โดยผู้ที่อัญเชิญมาก็คือม่อเสี้ยนและมู่สือจิน เนื่องจากทั้งสอบรับหน้าที่ในการคุ้มครองหนานหมิงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการที่ทั้งสองติดตามหนานหมิงมาด้วยจึงไม่แปลก
ส่วนผู้ติดตามอีกสองคนก็จู้ป๋ายและตู้ชิง ซึ่งทั้งสองก็นับว่าเป็นคนที่คอยดูแลหนานหมิงมาตั้งแต่เด็กๆ นอกจากนี้ทั้งสองก็นับว่าพัฒนาตัวเองมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทั้งสองจะไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมอย่างคนอื่นๆ แต่ทั้งสองก็นับมีความพยายามสูงมากทำให้ตอนนี้ทั้งสองดันตัวเองจนมาถึงระดับเทพยุทธ์ขั้นกลางแล้ว
ส่วนทางด้านของผู้ติดตามของเซี่ยเล่ยจี พวกนางก็คือคนที่ดูแลเซี่่ยเล่ยจีมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน นับว่ามีความสนิทสนมกันอย่างมาก ซึ่งพวกนางก็มีความแข็งแกร่งในระดับจ้าวยุทธ์ขึ้นไป
สำหรับพื้นที่เล็กๆแบบนี้ความแข็งแกร่งระดับเทพยุทธ์นับว่าเป็นเหมือนกับเทพเจ้าแล้ว
สำหรับเมืองแสงจันทร์ไปยังเมืองฮั่วสุ่ยต้องใช้เวลาประมาณสามวัน เนื่องจากเมืองฮั่วสุ่ยนั้นอยู่ในอีกเขตการปกครองหนึ่ง ซึ่งเขตนั้นตั้งอยู่ในการปกครองของนิกายป๋ายหลัว
นิกายป๋ายหลัวนับว่าเป็นกอกงกำลังที่แข็งแกร่งกว่าสำนักหมื่นวิญญาณเล็กน้อยเพราะพวกเขามียอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ขั้นกลางเป็นผู้พิทักษ์
เพียงแต่ระหว่างที่เรือบินของหนานหมิงกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า พวกเขาก็เห็นว่าด้านหน้าของพวกเขามีเรือบินสองลำกำลังลอยอยู่ข้างกันก่อนที่จะมีเสียงระเบิดดังขึ้น พร้อมกับเสียงต่อสู้ดังตามมา
หนานหมิงมองดูและแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากเขาเห็นสัญลักษณ์ของเรือบินทั้งสองและรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
“ นั้นมันสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่ทะเลาะกันที่ทะเลสาบไม่ใช่หรอ? ” เซี่ยเล่ยจีที่อยู่ด้านข้างของหนานหมิงกล่าวขึ้น
หนานหมิงจึงคิดออกทันที
“ เป็นสองกลุ่มนั้นจริงๆด้วยแหะแต่นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าพวกนั้นจะมาต่อสู้กันต่อที่นี้ ” หนานหมิงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ ข้าคิดว่าสองกองกำลังนี้น่าจะมีปัญหากันแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่อสู้เป็นตายขนาดนี้หรอก ” เซี่ยเล่ยจีแสดงความคิดเห็น
หนานหมิงเองก็เห็นด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ปะทะกันอย่างรุนแรงแบบนี้แน่นอน
“ แต่เรื่องพวกนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเราหรอก ” หนานหมิงส่ายหน้าก่อนที่จะหันไปบอกกับจู้ป๋ายที่รับหน้าที่ในการขับเรือบิน
“ เปลื่ยนเส้นทางอื่น ” หนานหมิงกล่าวขึ้น
“ ขอรับนายน้อยสาม ” จู้ป๋ายพยักหน้ารับ
ไม่นานนักเรือบินของตระกูลหนานเปลื่ยนเส้นทางไปอีกเส้นทางหนึ่ง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เรือบินของหนานหมิงจะย้ายไปไหนก็มีชายวัยกลางคนบินตรงมาพร้อมกับกลิ่นอายของปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง
สำหรับยอดฝีมือปราชญ์ยุทธ์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถบินบนท้องฟ้าเหมือนกับราชันยุทธ์ได้ แต่พวกเขาก็สามารถเหาะเหินบนอากาศได้ช่วงเวลาหนึ่ง อย่างน้อยๆก็สองถึงสามชั่วยามไม่มีปัญหา
ชายวัยกลางคนจ้องมองเรือบินของตระกูลหนานด้วยแววตาจริงจังจากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ สหายเอ๋ยพวกเจ้าถอยไปจากที่นี้เสีย เพราะตอนนี้สำนักเสิ่นฮวังของข้ากำลังปะทะกับตระกูลเตี้ยนอยู่ อาจจะเกิดความเสียหายกับเรือบินของสหายได้ ”
หนานหมิงเคยได้อ่านข้อมูลของพื้นที่ต่างๆในแถบนี้มาหมดแล้ว เขาจึงรู้ว่าสำนักเสิ่นฮวังเป็นสำนักที่เพิ่งจะโด่งดังเมื่อไม่กี่ปีก่อนและตอนนี้สำนักเสิ่นฮวังกำลังทำสงครามกับตระกูลเตี้ยน
สาเหตุที่ทั้งสองกองกำลังนี้ทำสงครามกันก็เพราะต้องการแย่งชิงทรัพยากรนั่นเอง
ตระกูลเตี้ยนก็นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งในระดับหนึ่ง พวกเขามียอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นต้นอยู่หลายคน ส่วนทางด้านของสำนักเสิ่นฮวังพวกเขาจู่ๆก็เพิ่งจะผงาดขึ้นมาในช่วงห้าปีหลังมานี้ ความแข็งแกร่งของพวกเขาค่อยๆพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากพื้นที่ของทั้งสองกองกำลังทับซ้อนกันทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นบ่อยครั้ง ในช่วงแรกอาจจะเป็นการปะทะกันเล็กๆน้อยๆ แต่หลังต่อสู้กันแบบเป็นตาย เจอที่ไหนก็สังหารกันที่นั้น
เมื่อวานี้รุ่นเยาว์อัจฉริยะของทั้งสองกองกำลังนี้บังเอิญเจอกันที่ทะเลสาบแสงจันทร์จึงได้เกิดการทะเลาะและต่อสู้กันขึ้น ทำให้เจ้าเมืองแสงจันทร์เป็นปรากฏตัวเพื่อห้ามไม่ให้ทั้งสองกองกำลังต่อสู้กันไปมากกว่านี้ เพราะมันจะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนอื่นและยังทำให้พื้นที่ที่งดงามเกิดความเสียหายอีกด้วย
“ ข้ารู้แล้วกำลังเปลื่ยนเส้นทางอื่นอยู่ พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกพวกข้าก็ไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของพวกเจ้า ” หนานหมิงกล่าวขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ
ผู้อาวุโสของสำนักเสิ่นฮวังพยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนที่จะบินกลับไปยังการต่อสู้อีกครั้ง
หนานหมิงยิ้มจางๆและไม่ได้สนใจกับท่าทีของผู้อาวุโสเสิ่นฮวังมากนัก เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์กำลังตรึงเครียด แต่พวกเขาก็ยังมีน้ำใจออกมาแจ้งเรื่องนี้ให้กับพวกเขาทราบ
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เรือบินของหนานหมิงกำลังจะบินไปยังทิศทางอื่น จู่ๆก็มีสตรีวัยกลางคนบินเข้ามาพร้อมกับขอความช่วยเหลือ
สภาพของนางได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างมาก แถมเสื้อผ้าของนางก็เต็มไปด้วยเลือด เห็นได้ชัดว่านางเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ สหายได้โปรดช่วยพวกเราตระกูลเตี้ยนด้วย ” ผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยนกล่าวขึ้นด้วยท่าทีอ่อนแรง กลิ่นอายของนางอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง
หนานหมิงเหลือบมองก่อนที่เขาจะเห็นว่าปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางสองคนของสำนักเสิ่นฮวังกำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็ว
จากนั้นพวกเขาก็หยุดอยู่ห่างจากเรือบินของหนานหมิงเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยท่าทีเย็นชาและแฝงไปด้วยจิตสังหารว่า “ สหายพวกข้าคิดว่าพวกเจ้าไม่ควรที่จะเข้ามายุ่งดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง ”
หนานหมิงยิ้มยิ้มและค่อยๆลอยตัวขึ้นบนท้องฟ้า
สีหน้าของผู้อาวุโสของสำนักเสิ่นฮวากลายเป็นจริงจังขึ้นมาทันที เพราะพวกเขารู้ว่าหนานหมิงยังเป็นเพียงแค่รุ่นเยาว์อยู่เลย แต่เขาสามารถบินบนท้องฟ้านี้ได้เห็นได้ชัดว่ากองกำลังเบื้องหลังของเขาน่าจะแข็งแกร่งมาก เพราะแม้กระทั้งสำนักหมื่นโลกาที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังไม่สามารถมีรุ่นเยาว์ที่มีความแข็งแกร่งในระดับนี้ได้เลย
หนานหมิงเหลือบมองผู้อาวุโสทั้งสามก่อนที่จะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ความจริงแล้วข้าก็ไม่คิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้าหรอกนะ พวกเจ้าจะอยู่หรือตายมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกข้าและข้าเองก็เข้าใจว่าพวกเจ้าไม่ต้องการให้พวกเราไปยุ่งเกี่ยว แต่อย่างน้อยๆพวกเจ้าก็ควรเก็บความไม่พอใจเหล่านั้นเอาไว้ ไม่ใช่แสดงมันออกมาแบบนั้นและอีกอย่างถ้าหากจะปล่อยจิตสังหารออกมาแบบนี้ ข้าคิดว่าเจ้าควรทำให้มันเปิดเผยไปเลยแบบนี้ ”
หนานหมิงกล่าวจบจิตสังหารที่ทรงพลังก็ระเบิดออกมา
ผู้อาวุโสทั้งสามถูกจิตสังหารของหนานหมิงทำให้พวกเขาไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้เลย พวกเขาหล่นลงไปกับพื้นด้วยความเร็วสูง
โชคดีที่พวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราชญ์ยุทธ์ทำให้พวกเขาไม่ได้รับความเสียหายแม้ว่าจะตกลงมาจากที่สูงขนาดนี้
ตอนนี้ผู้อาวุโสทั้งสามต่างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อครู่เพียงแค่จิตสังหารที่หนานหมิงปล่อยออกมาก็ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับมีบางอย่างกำลังจ้องมองพวกเขา มันเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นเพียงแค่กบที่ถูกอสรพิษที่แข็งแกร่งและทรงพลังจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกของเขาเหมือนกับเป็นเหยื่อที่ถูกสังหารได้ง่ายๆ
“ ช่างเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้ เพียงแค่จิตสังหารนี้แม้แต่ท่านเจ้าสำนักก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงได้! ” ผู้อาวุโสของสำนักเสิ่นฮวังกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
ผู้อาวุโสสำนักเสิ่นฮวังอีกคนก็เห็นด้วย เพราะพวกเขาอยู่สำนักเสิ่นฮวังมาหลายร้อยปี พวกเขาย่อมรู้ดีถึงความแข็งแกร่งของเจ้าสำนักอย่างดี เพราะแบบนี้พวกเขาจึงรู้ว่ารุ่นเยาว์คนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน
ส่วนทางด้านของผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยน นางมองไปยังเรือบินของตระกูลหนานพร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนที่นางจะตัดสินใจในชั่วพริบตาเดียว
นางพุ่งขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้งและรีบบินไปยังเรือบินของตระกูลหนาน
ผู้อาวุโสทั้งสองคนของสำนักเสิ่นฮวังตกใจและรีบตามไปหยุดนางทันที เพราะพวกเขาคาดเดาได้ว่าผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยนคิดอะไรอยู่ เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงต้องรีบหยุดยั้งนางเอาไว้โดยเร็ว
แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองฝ่ายมีความเร็วที่ใกล้เคียงกันมาก เพราะฉะนั้นผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยนจึงมาถึงเรือบินของตระกูลหนานก่อน
“ คุณชายโปรดช่วยตระกูลเตี้ยนด้วย ถ้าหากคุณชายช่วยเหลือตระกูลเตี้ยนขอยินเป็นกองกำลังภายใต้สังกัดของพวกท่าน ” ผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยนกล่าวขึ้นด้วยท่าทีเร่งรีบ
หนานหมิงที่กำลังเดินกลับไปยังห้องพักเขาก็หยุดชะงักและหันมามองผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยนด้วยความสนใจ จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ พวกเจ้าต้องการเป็นกองกำลังภายใต้สังกัดของข้า? ”
ผู้อาวุโสของตระกูลเตี้ยนพยักหน้าและกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “ ใช่แล้วคุณชาย พวกเราตระกูลเตี้ยนต้องการเป็นกองกำลังภายใต้สังกัดของคุณชาย ”
ทางฝั่งของผู้อาวุโสของสำนักเสิ่นฮวังมาถึง พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่มองหน้ากันก่อนทีจะทำได้เพียงแค่อยู่เฉยๆเท่านั้น พวกเขากลัวว่าถ้าหากเข้าไปวุ่นวายตอนนี้อาจจะทำให้คุณชายท่านนี้ตกลงรับตระกูลเตี้ยนเข้าร่วมจริงๆ แถมพวกเขาก็ยังไม่รู้อีกว่ากองกำลังเบื้องหลังคุณชายท่านนี้เป็นใครและมีความแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน
แต่พวกเขาคิดว่ากองกำลังที่อยู่เบื้องหลังของคุณชายท่านนี้คาดว่าจะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะไม่สามารถฝึกฝนรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งแบบนี้ออกมาได้
หนานหมิงยิ้มและถามขึ้นอีกครั้งว่า “ เจ้ามีความสามารถในการตัดสินใจงั้นหรือ? ถ้าหากผู้นำตระกูลของพวกเจ้าไม่ตกลงล่ะเจ้าจะทำอย่างไร? ”
“ ข้าน้อยเตี้ยนจูซินยินดีใช้ชีวิตของตัวเองเป็นหลักประกันถ้าหากผู้นำตระกูลไม่เห็นด้วยข้าขอยอมตายเป็นการขออภัยคุณชาย ” เตี้ยนจูซินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หนานหมิงแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเขาไม่ค่อยเห็นคนที่จะสละชีวิตของตัวเองง่ายๆขนาดนี้
“ ข้าบอกกับเจ้าได้เลยว่า กองกำลังภายใต้สังกัดของข้าน่ะมีเยอะมากจนพวกเจ้าคิดไม่ถึงแน่ แถมกองส่วนมากก็มีความแข็งแกร่งที่สามารถบดขยี้พวกเจ้าได้ง่ายๆด้วยซ้ำ เจ้าคิดหรือว่าข้าต้องการรับตระกูลเล็กๆอย่างพวกเจ้าเข้าร่วมกับพวกเรา? งั้นเจ้าลองบอกข้าหน่อยว่าพวกเจ้ามีสิ่งใดที่จะมอบให้ข้าและทำให้ข้ารู้สึกพึงพอใจ ถ้าหากสิ่งที่เจ้าเสนอมาทำให้ข้าพึงพอใจ ข้าจะยินดีรับตระกูลเตี้ยนเข้าสู่กองกำลังในสังกัดของข้า ” หนานหมิงกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ
เตี้ยนจูซิงและผู้อาวุโสของสำนักเสิ่นฮวังถึงกับตกใจออกมา พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่ากองกำลังที่อยู่เบื้องหลังคุณชายท่านนี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้
กองกำลังภายใต้สังกัดมีเป็นจำนวนมากแถมบางส่วนก็สามารถทำลายกองกำลังของพวกเขาได้ง่ายๆแบบนี้ เห็นได้ชัดว่ากองกำลังเบื้องหลังของคุณชายท่านนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ คุณชายท่านได้โปรดช่วยพวกเรากำจัดตระกูลเตี้ยนด้วยขอรับ ” ผู้อาวุโสกังจินแห่งสำนักเสิ่นฮวังกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ
แม้ว่าสิ่งที่คุณชายท่านนี้จะกล่าวมาเป็นความจริงหรือไม่ ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถปล่อยโอกาสที่จะสังหารคนของตระกูลเตี้ยน
หนานหมิงเหลือบมองทำให้กังจินถึงกับแสดงสีหน้าตกใจออกมาทันที
“ ข้าน้อยขออภัยคุณชายด้วยขอรับ ” กังจินรีบกล่าวขอโทษด้วยความหวาดกลัว
หนานหมิงเลิกสนใจกับกังจินก่อนที่จะหันไปมองกับเตี้ยนจูซิงและถามขึ้นว่า “ เช่นนั้นข้าขอรวบรวมข้อมูลของตระกูลเตี้ยนก่อนว่าเป็นอย่างไร ถ้าหากพวกเจ้าไม่มีปัญหาข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลือ แต่ถ้าหากพวกเจ้าเป็นพวกที่เลวทรามล่ะก็อย่าหาว่าข้าเป็นคนโหดร้าย ”
เมื่อได้ยินที่หนานหมิงกล่าวมา ใบหน้าของเตี้ยนจูซิงเปลื่ยนไปเล็กน้อย ใบหน้าของผู้อาวุโสของสำนักเสิ่นฮวังก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะเห็นแววตากังวลของกันและกันได้อย่างดี