ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 33 โลกไม่แยแสต่อความตาย

              ในช่วงสถานการณ์คับขันถึงขีดสุดความช่วยเหลือก็มาทันท่วงที


              “แก! ไอ้คนทรยศ!”


              เคนจิโถมเข้ามาทางด้านหลังอินูอิพายุหมัดมวยรัวมาเป็นชุด จนอีกฝ่ายที่สูญเสียการมองเห็นไปหนึ่งข้างได้แต่ตั้งรับอย่างทุลักทุเล


              คู่หูของเขาโผล่มาช่วยไว้ได้ทันเวลาอีกครั้ง


              ขณะอินูอิกำลังฉวยจังหวะสวนกลับทันควันกลับเห็นเคนจิตรงหน้ายืนเฉียงในท่าม้าย่อง มือซ้ายยกขึ้นป้องอยู่ด้านหน้าหมัดขวาแนบชิดเอว


              'แย่แล้ว'


              อินูอิสะดุ้งเฮือกเคนจิเลือกจัดหนักในจังหวะที่คู่ต่อสู้ไม่มีโอกาสหลบหลีก


              ออกหมัด!


              การโจมตีรอบนี้ ใกล้เกินไวเกิน หมดทางจะหลบพ้นจริง ๆ


              เสียงแหลมบาดโสตประหนึ่งอากาศถูกฉีกกระจุยเพียงหมัดเดียวเท่านั้นแต่ระเบิดพละกำลังและความเร็วออกมาถึงขีดสูงสุดด้วยกระแสลมปราณเข้มข้น



     

              ด้านมัตสึบาระเธอจับศัตรูคนหนึ่งทุ่มเข้ามาในห้องพร้อมทำการยิงซ้ำปลิดชีพสายตาเหลือบไปเห็นอินุอิกำลังนั่งพิงกำแพงอย่างสิ้นสภาพความเดือดดาลในใจยิ่งปะทุขึ้น


              “อย่านะครับคุณมัตสึบาระ”


              เขาร้องห้ามในตอนที่เธอกำลังจะเหนี่ยวไก


              “จะปล่อยมันไว้ทำไมกัน! เจ้านี่น่ะมันฆ่าพวกพ้องเราไปตั้งหลายคนนะ”



              “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะครับแต่อย่างน้อยเราควรเค้นข้อมูลสำคัญจากเขาให้ได้มากที่สุดก่อน”


              “…”


              ทาดาชิตามเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด


              “ฉันจัดการพวกบ้านี่หมดแล้วเรียบร้อยแต่ว่านะ... ฉันเห็นพวกผีดิบด้านนอกเริ่มแห่ตามเสียงปืนกันเข้ามาพวกเราต้องรีบบ้างแล้วล่ะ”


              “จำนวนล่ะ”


              มัตสึบาระลดปืนลงปรับอารมณ์เอ่ยถามเสียงขรึม


              “ไม่พอสำหรับกระสุนที่มีตอนนี้”


              หมอคัตสึรางิที่ได้เคนจิช่วยปลดเชือกรีบเข้ามาดูอาการบาดเจ็บให้เรย์


              “โชคดีที่กระสุนไม่ถูกตำแหน่งสำคัญแต่ยังไงต้องห้ามเลือดไว้ก่อน”


              เธอพันแผลห้ามเลือดให้บริเวณหัวไหล่


              “ขอบคุณครับหมอ”


              มัตสึบาระเห็นหมอคัตสึรางิยังคงปลอดภัยก็อดโล่งใจไม่ได้ รู้สึกเริ่มใจเย็นลงบ้าง เสี้ยววินาทีนั้นเองพวกเขาได้ยินเสียงเหล็กไถลไปกับพื้น เกร้ง เกร้ง ก่อนจะเกิดแสงสว่างโรจน์สายตาถูกทาทับเป็นสีขาวโพลนจนมิดชั่วระยะหนึ่ง


              “แล้วพวกแกจะต้องเสียใจที่ไม่ฆ่าฉันไอ้พวกโง่!”


              เสียงอินูอิกล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระจกหน้าต่างแตกดังเพล้ง


              ทันทีที่ได้การมองเห็นกลับคืนมาเคนจิกับมัตสึบาระพยายามตามไป ก็พบว่าอีกฝ่ายหายตัวไปจากบริเวณนั้นแล้วมัตสึบาระจึงติดต่อเพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับโทชิโร่ แต่ไร้สัญญาณตอบกลับใดๆ


              “บ้าเอ๊ยทางฝั่งนั้นยังปลอดภัยกันดีไหมนะ”


              “มีคุณโทชิโร่อยู่ทั้งคนเป็นห่วงสถานการณ์ของเราตอนนี้ก่อนดีกว่ามั้ง”


              ทาดาชิเอ่ยเตือนขณะที่รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี มัตสึบาระก็เฝ้าระวังรอบ ๆ มากขึ้นและตัดสินใจนำคุณหมอคัตสึรางิออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดทั้งหมดจึงรีบหาทางเคลื่อนตัวกันออกจากอาคารโดยไวก่อนที่จะถูกพวกผีดิบปิดล้อม


              “เรย์คุงระวังหลัง!”


              เสียงเอ่ยเตือนดังขึ้นพร้อมกับผีดิบตัวหนึ่งอ้าขากรรไกรเตรียมพุ่งเข้ามากัดจากทางด้านหลังหากแต่เรย์ไม่ปล่อยให้ตัวเองพลาดท่า เขาเบี่ยงตัวก้มลงเล็กน้อย จนมันตะครุบวืดหน้าถลำ


              เรย์หมุนตัวใช้ดาบในมือซ้ายสะบั้นคอของมันทิ้งอย่างแม่นยำพร้อมกับใช้ฝักดาบฟาดใส่ที่สีข้างของผีดิบอีกตัวที่พุ่งเข้ามาพร้อมกัน ร่างไร้หัวนั่นพ่นเลือดออกไปทั่วทิศก่อนล้มลง


              “จะมามัวเสียเวลากับพวกนี้นานไม่ได้ไม่งั้นพวกเราได้ถูกปิดล้อมก่อนที่จะได้ออกไปข้างนอกแน่”


              เขากล่าว พลางจัดการใช้ดาบเสียบลงไปที่หัวผีดิบอีกตัวก่อนมันจะทันได้ลุกขึ้นยืนนัยน์ตาจับจ้องไปยังเบื้องล่างอันเป็นทางออกไปนอกอาคารที่อยู่ไม่ไกล เขาไม่มีเวลาได้ผ่อนคลายตั้งสมาธิ ทำจิตใจให้มั่นคง จากนั้นยกดาบฟันใส่ผีดิบตัวใหม่ที่เริ่มแห่กันออกมา


              “เออรู้แล้วน่าแต่พวกมันจะเยอะไปไหนเนี่ย...!? ยังโผล่ออกมายั้วเยี้ยเหมือนเดิมเลยนะ!”


              เคนจิผ่อนลมหายใจเข้าออกแรงๆ ขณะคอยส่งหมัดขยี้หัวพวกมัน


              “ขี้ตื๊อชะมัดเลยนะพวก”


              เนื้อเน่าเปื่อยและชิ้นส่วนอวัยวะขาดกระเด็นไปรอบๆ


              ทั้งห้าตะบึงฝ่าพวกผีดิบพร้อมกับจัดการพวกที่โผล่หน้าเข้ามาเพิ่มอย่างไม่ลดละจนในที่สุดก็ลงมาถึงยังชั้นแรกของอาคาร


              สีหน้าไม่สบายใจของเรย์ทำให้คัตสึรางิพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง


              “เคลื่อนไหวมากขนาดนั้นปากแผลจะเปิดเอาได้นะ”


              “ผมยังไหวครับแล้วคุณหมอล่ะครับ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”


              “ฉัน...ไม่เป็นไรจ้ะ”


              เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแม้บาดแผลภายนอกไม่มีแต่ภายในใจรู้สึกไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้วเพราะต้องคอยปกป้องเธอ


              เรย์เหลือบมองหญิงสาวเขาพอเข้าใจความรู้สึกของเธอเมื่อต้องสูญเสียคนอื่น ๆ ภายในทีมไปทั้งหมดเรย์กำลังสงสัยว่าควรพูดอะไรอีกมั้ยเพื่อปลอบใจแต่เสียงของเคนจิดังเรียกความสนใจจากเขาซะก่อน


              “แย่แล้วพวกซามูไร!”


              ดูเหมือนเหล่าปีศาจในชุดเกราะโบราณหลายตัวกำลังตามเสียงของการต่อสู้มาพวกมันฟาดฟันใส่เหล่าผีดิบที่ขวางทาง บุกเข้ามาจากทางด้านหน้าโถงรับรองผู้ป่วย


              “ด้านหลังก็ฝูงผีดิบด้านหน้าก็พวกซามูไร จะให้ฝ่าไปทางด้านไหนดีล่ะทีนี้”


              เคนจิยิ้มขืนอย่างประชดชีวิต


              ทว่าโชคชะตาดูเหมือนยังไม่ทอดทิ้งพวกเขาลูกกระสุนโปรยใส่ร่างกลุ่มปีศาจจากด้านข้างยิงประสานเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มของเคนจิไว้ได้อย่างทันท่วงที


              หลังจากนั้นทั้งหมดช่วยกันจัดการพวกปีศาจและผีดิบที่เหลือจนหมด


              "รอนานไหมพวกเธอท่าทางจะปลอดภัยกันดีนี่ ค่อยโล่งอกหน่อย"


              โทชิโร่เอ่ยถามขณะเคลื่อนรถเข้ามาจอดรับหน้าอาคาร


              "รอนานมากเลยล่ะค่ะรุ่นพี่นึกว่าใจเสาะหนีกลับไปก่อนแล้วซะอีก"


              มัตสึบาระตอบรับอย่างไม่จริงจัง ในใจจะรู้สึกยินดีที่เห็นโทชิโร่ปลอดภัย


              คงจะตำหนิพวกเขาไม่ได้ว่าขาดความระวังต่อสภาพรอบข้างเพราะเพิ่งอยู่ในวงล้อมการต่อสู้อันรุนแรงจนถึงเมื่อสักครู่นี้เองพอได้เห็นกำลังเสริมเข้ามาสนับสนุน จึงรู้สึกสบายใจแต่ภัยร้ายที่แท้จริงของกลุ่มกองโจร อยู่ที่ความชะล่าใจในสถานการณ์สุดท้ายนี้เอง


              นาโอกิหยุดยืนบนขอบดาดฟ้าอาคารฝั่งตรงข้าม


              “อันตราย!”


              เสียงร้องตะโกนเป็นของทาดาชิและคนที่มีปฏิกิริยาตอบรับเสียงร้องเป็นคนแรกคือเคนจิ เขาผลักมัตสึบาระออกไปและใช้ร่างกายรับคลื่นกระแทกความถี่สูงจนสุดท้ายไม่อาจต้านได้ไหว ร่างกระเด็นอันเข้ากับเสาคอนกรีตด้านหลังจนยุบตัว


              “เคนจิคุง!”


              “เคนจิ!”


              มัตสึบาระรัวปืนพกในมือใส่ตึกฝั่งตรงข้ามที่มีคนลอบโจมตีเข้ามาเธอรู้สึกเหมือนเห็นใบหน้าอีกฝ่ายหัวเราะเยาะในปฏิกิริยาเชื่องช้านี้ก่อนจะหลบหายไป


              ‘นั่นเป็นความสามารถเดียวกับตอนที่โจมตีใส่รถพวกเขาก่อนหน้านี้’


              เรย์คิดพลางฉุดมือของหมอคัตสีรางิแนบตัวเข้าประชิดแนวกำบังมองร่างของเพื่อนที่สลบจากแรงกระแทกไปอย่างเป็นห่วง


              “มัตสึบาระเธอเอารถไปรีบพาพวกเด็ก ๆ กลับไปที่ฐานซะ เดียวเจ้านั่นพวกฉันจะไล่ล่าต่อเองฉันติดต่อให้หน่วยอื่นที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่ไม่ห่างไปมากนักมาช่วยสนับสนุนไว้แล้ว”


              โทชิโร่สั่ง


              “แต่ว่า— "


              “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น! สิ่งสำคัญคือพาคุณหมอกับคนเจ็บกลับไปก่อนไม่รู้พวกมันยังซุ่มอยู่แถวนี้อีกมากแค่ไหน ทาดาชิและคนอื่นตามฉันมา”


              เขาไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธหันไปสั่งลูกทีมนำกำลังคนที่เหลือออกไล่ล่ากลุ่มที่ลอบซุ่มโจมตีพวกของตนต่อ



     

              “คุณหมอ...อาการของเขาเป็นยังไงบ้างคะ?”


              หมอคัตสึรางิยิ้มอย่างอ่อนโยนตอบคำถามของชิโฮะที่แสดงอาการเป็นห่วงเพื่อนของเธออยู่ข้างเตียง


              เด็กสาวเป็นคนแรกที่แทบร้องไห้โฮทันทีที่เห็นเคนจิถูกแบกเข้ามาในอาคารหลัก


              “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะสมองไม่กระทบกระเทือน กระดูกไม่แตกร้าว ไม่นานก็จะรู้สึกตัวเอง”


              “เขาไม่เป็นอะไรแน่นะคะคุณหมอ”


              ชิโฮะยังคงถามอย่างไม่มั่นใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


              คัตสึรางิ เคียวโกะคือผู้ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะทางเธอรับรู้และวิเคราะห์อาการผิดปกติของร่างกายได้จากการสัมผัสเหมือนตรวจด้วยอุปกรณ์ชั้นสูงในโรงพยาบาลเลยทีเดียว


              เธอจึงเล่าความสามารถของเธอให้ฟังเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับเด็กสาว นั่นจึงทำให้ชิโฮะเริ่มสงบใจลงบ้าง


              เมื่อคุณหมอบอกเองว่าไม่เป็นไรก็เท่ากับว่าสบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง


              ชิโฮะนั่งเฝ้าอาการของเคนจิอยู่ไม่ห่างโดยมีโยซึรุเฝ้ามองทุกอย่างภายในห้อง โดยไม่แสดงอาการใด ๆ


              “หมอขอตัวไปดูอาการเพื่อนของพวกเธออีกคนก่อนนะจ้ะ”


              “ฝากเรย์ด้วยนะคะคุณหมอ”


              ชิโฮะมองตามอย่างเป็นห่วงส่วนโยซึรุทำเพียงมองตามหลังอีกฝ่ายเงียบ ๆ จนลับตา



     

              ในขณะที่เรย์นั่งอยู่บนเก้าอี้รับการผ่ากระสุนออกจากหัวไหล่เขาสำรวจไปรอบๆ ห้องทำงานของหมอคัตสึรางิภาพตรงหน้าคือห้องที่ถูกออกแบบมาอย่างมีระเบียบเรียบร้อยเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูทันสมัยและเหมาะสมกับบรรยากาศที่เป็นวิชาการผนังห้องมีชั้นวางหนังสือและเอกสารที่จัดเรียงอย่างดีใกล้โต๊ะทำงานของหมอมีตู้เก็บเอกสารที่ปิดสนิท มีสมุดบันทึกและแฟ้มต่าง ๆวางเรียงเป็นระเบียบ แสดงถึงความระมัดระวังในการทำงาน

     

              โต๊ะทำงานของหมอคัตสึรางิวางอยู่กลางห้องแวดล้อมไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ และเอกสารต่างๆ บนโต๊ะนั้นมีโคมไฟตั้งโต๊ะเสริมบรรยากาศให้เหมือนห้องของนักวิชาการมากกว่าห้องทำงานสำหรับแพทย์ทำให้บรรยากาศในห้องมีความผ่อนคลายขึ้นบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ต่อสู้ที่เขาเพิ่งผ่านมา


              หลังจากเรย์ได้รับการผ่ากระสุนออกจากหัวไหล่เสร็จเรียบร้อยเขาลุกเดินไปหยิบหนังสือเล่มบางที่วางเรียงกันอยู่บนตู้ชั้นไม้ริมผนังห้อง


              “พวกนี้เป็นหนังสือของคุณหมอทั้งหมดเลยหรือครับ”


              เรย์เอ่ยถามขึ้นขณะไล่ดูหนังสือจำนวนมากที่อยู่บนชั้นวาง


              “หื้ม...อ่อ นั่นน่ะเหรอ มันก็ไม่เชิงหรอกนะฉันไหว้วานทีมสำรวจให้หยิบติดมือมาสักเล็กน้อยทุกครั้งที่พวกเขาออกไปหาเสบียงน่ะเอาไว้ฆ่าเวลาตอนที่ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ แต่ว่าถ้าอาซากุระคุงสนใจก็หยิบไปได้เลยนะฉันอ่านทั้งชั้นนั่นหมดแล้วล่ะ”


              คัตสีรางิที่กำลังอ่านแฟ้มรายงานเงยหน้าขึ้นตอบยิ้มๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มสนใจมัน ทว่าเธอก็ต้องเศร้าหมองลงเมื่อนึกถึงผู้คนที่เคยช่วยนำหนังสือเหล่านี้กลับมาให้เธอตอนนี้พวกเขาไม่อยู่อีกแล้ว


              “ดูเหมือนคุณหมอจะชอบผลงานของ‘อกาธาร์ คริสตี้’ เป็นพิเศษเลยนะครับ”


              เรย์สังเกตเห็นได้จากบนชั้นที่มีผลงานของราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรมมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับจำนวนหนังสือที่มีทั้งหมด


              “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะมีเด็กนักเรียนสมัยนี้รู้จักผลงานของคริสตี้อยู่อีก”


              “ทำไมจะไม่ล่ะครับแต่ผมขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะว่าผมเป็นแฟนผลงานของ ‘ฮิงาชิโนะเคโงะ’ กับ ‘ยูเมะโนะ คิวซาคุ’ เสียมากกว่า”


              “หื้มอะไรกัน...งั้นเราคงต้องเป็นศัตรูกันแล้วสินะจ้ะเนี่ย”


              แพทย์สาวไขว่ห้างเท้าคางหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า


              “เอ๋—เดียวสิครับคุณหมอ”


              “ล้อเล่น จ้า”


              คัตสึรางิกล่าวเน้นประโยคทีละคำก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ เรย์ที่เห็นอีกฝ่ายดูสบายใจขึ้นก็รู้สึกดีใจแต่แท้จริงแล้วนั่นอาจเป็นแค่เปลือกนอกที่หล่อนพยายามแสดงออกเด็กหนุ่มรู้ดีว่าเธอไม่มีวันทำใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ในเร็ววันอย่างแน่นอน


              “แต่ครั้งหน้าที่ผมได้มีโอกาสไปข้างนอกผมจะหาผลงานของอาจารย์ ‘คิวซาคุ กับ เคโงะ’ มาให้คุณหมอเยอะ ๆ เลยนะครับ... อันนี้ผมไม่ได้ล้อเล่น”


              “....”

     



              ในวันที่มีคนตายจากไป ตอนกลางคืนสมาชิกในหน่วยจะไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตด้วยวิธีการของตัวเอง บ้างก็ทำคนเดียวบ้างก็ทำร่วมกับคนอื่น ดังนั้นค่ำคืนนี้หน้าใจกลางลานจัตุรัสของพลาซ่าหลายคนมารวมตัวกัน ร่วมจุดเทียนไว้อาลัยแด่ผู้ที่จากไป


              อากาศปลอดโปร่งแสงจันทร์สีเหลืองอ่อนสว่างไสว ท้องนภาดำสนิทพร่างพราวด้วยดวงดาวส่องประกายแม้จะเป็นวันที่ใครบางคนตายจากหากตกกลางคืนดวงจันทร์และดวงดาวก็ยังคงเปล่งประกายวาววามไม่เปลี่ยนแปลงราวกับความงดงามของโลกใบนี้หาได้มีไว้เพื่อมนุษย์ โลกไม่เคยแยแสอะไรกับมนุษย์เลยช่างใจดำเสียเหลือเกิน

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน