ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 87 งานเลี้ยงยามราตรี

            ในขณะเดียวกัน

            ณ หุบเขาหลอมฟ้าแห่งตระกูลซ่างกวัน

            หลังจากสิ้นเสียงที่ดังกระหึ่มลงแล้วประตูขนาดใหญ่ที่ปิดรูถ้ำๆ หนึ่งที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกบริเวณด้านหลังของหุบเขาหลอมฟ้าก็ค่อยๆเปิดออก

            “ประตูเปิดแล้ว!”

            เหล่าคนที่รอคอยอยู่ด้านนอกพลันส่งเสียงฮือฮาออกมาประตูศิลาขนาดสามเมตรกว่านั่นก็เปิดอ้าออกจนมีช่องว่างปรากฏขึ้นจากนั้นก็มีแรงกดดันอันแข็งกร้าวและมหาศาลราวกับไร้ก้นบึ้งพลันแผ่พุ่งออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

            ตูมม

            ทุกคนที่อยู่แถวนั้น รวมทั้งซ่างกวันอวิ๋นด้วย ก็รู้สึกราวกับกำลังจมอยู่ในมหาสมุทรแห่งพลังฟ้าดินอันมหาศาลและกว้างใหญ่

            ถ้าหากให้เปรียบเทียบละก็แรงระเบิดของหลินหยางให้ความรู้สึกเหมือนกับพลังอันน่าเกรงขามของเหล่าเทวดาจากสวรรค์ชั้นฟ้าแล้วคลื่นพลังฟ้าดินอันดุดันที่พุ่งกระจายออกมานั้นก็เปรียบได้กับพลังอันแสนชั่วร้ายของจอมปีศาจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจนสุดขั้วหัวใจ

            มีเงาร่างสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏออกมาจากในห้องนั้น

            ผู้คนแถวนั้นพลันก้มหัวลงต่ำอย่างหวาดผวาไม่มีใครกล้าจ้องมองไปที่เงาร่างอันน่ากลัวนั่นตรงๆ เลยแม้แต่วินาทีเดียว

            แม้แต่ซ่างกวันอวิ๋นและผู้อาวุโสระดับอวิ้นหลิงอีกท่านหนึ่งก็ยังไม่กล้าเลย

            พลังของคนผู้นี้นั้น อยู่เหนือไปกว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่มากเกินไปมากๆ

            ในที่สุด ประมุขของตระกูลซ่างกวัน ซ่างกวันหงก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว

            สีผมและหนวดเคราของเขานั้นเป็นสีขาวล้วนแต่กลับไม่มีความรู้สึกที่ดูชราภาพอยู่เลยแม้แต่น้อย

            ผิวหนังของเขามีรอยเหี่ยวย่นอยู่เล็กน้อย แต่ภายในนั้นล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารและความกระหายเลือด

            ดวงตาของเขานั้นมีสีแดงเข้มดุจสีโลหิตไม่รู้ว่ามันเป็นผลมาจากการที่ถูกเลือดสดๆ นับไม่ถ้วนเปรอะเปื้อนเข้าหรือถูกเปลวเพลิงอันร้อนแรงแผดเผาทำให้ซ่างกวันหงนั้นราวกับเป็นอสูรร้ายที่เกิดมาจากหยาดโลหิตหลอมรวมเข้ากับเปลวเพลิงอันร้อนแรงก็ไม่ปาน

            แค่คำพูดของเขาก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้แล้ว

            แค่การสะบัดมือของเขาก็สามารถสร้างทะเลเลือดได้แล้ว

            นี่คือนักการช่างที่เก่งกาจที่สุดในราชอาณาจักรโล่ยื่อและขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่ถูกขนานนามว่ายอดยุทธ์ที่ฝีมือแข็งแกร่งอย่างมากจนได้ฉายาว่าอสูรอัคคี

            ในที่สุด ซ่างกวันหงก็เสร็จจากการเก็บตัวแล้ว!!

            “ยินดีด้วยที่ท่านพ่อเก็บตัวเสร็จสิ้นแล้ว!”

            ซ่างกวันอวิ๋นคุกเข่าลงกับพื้นนำพาเหล่าผู้คนของตระกูลซ่างกวันจำนวนมากให้สรรเสริญกู่ก้องไปทั่วฟ้า

            แรงกดดันและจิตสังหารอันหนักหนาราวกับมีภูเขากดทับอยู่นั้นทำเอาไม่มีใครสามารถยกหัวขึ้นมาได้เลย

            ซ่างกวันหงยืนอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้มองไปที่ใครเลย

            สายตาของเขานั้นจับจ้องไปยังสถานที่อันไกลแสนไกลเขามองอยู่อย่างนั้นอยู่นานหนึ่งนาทีเต็มๆ จึงค่อยเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า “เฟยเอ๋อร์ บิดาจะไปแก้แค้นให้เจ้าเดี๋ยวนี้!”

            แม้แต่พระอาทิตย์บนท้องฟ้ายังแอบเข้าไปอยู่หลังหมู่เมฆราวกับว่ามันกำลังหลบซ่อนตัวจากจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวของซ่างกวันหง

            ชะตากรรมของอาณาจักรชูอวิ๋นกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว

            ..................................

            ช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้นเองครอบครัวตระกูลเวินประกาศอย่างเป็นทางการถึงข่าวเรื่องการเสร็จจากการเก็บตัวของหลินอี้

            หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวเรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปไกลอย่างรวดเร็ว

            ก่อนหน้านี้ผู้คนต่างก็พากันคาดเดาว่า หลินอี้ผู้มากความสามารถราวกับเป็นร่างจำแลงของพญามังกรเจ้านภานั่นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นเขาหายตัวไปไหน ในที่สุดพวกเขาก็ได้คำตอบกันเสียที

            ซึ่งตอนนี้เหล่าประชาชนชาวเมืองอวิ๋นเฉิงนั้นต่างก็รู้ว่าความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลเวินแบบที่เห็นในทุกวันนี้นั้นล้วนเป็นผลงานของผู้อาวุโสหลินผู้นั้นทั้งสิ้น

            ในงานราตรีที่จัดขึ้นในพระตำหนักก่อนหน้านี้นั้นกลับไม่เห็นผู้อาวุโสหลินปรากฏตัวในงานเลยแม้เต่เงาทำเอาทุกผู้คนต่างก็รู้สึกผิดหวัง

            แต่ตอนนี้พวกเขาจับจ้องมาที่ตระกูลเวินอีกครั้ง

            พวกเขาสงสัยว่าหนุ่มน้อยผู้ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่นั่นได้ สามารถพลิกสถานการณ์ของฝ่ายสามัญชนให้มีอำนาจสูงส่งขนาดนี้ได้จะได้รับความสำคัญจากฝ่ายราชสำนักมากขนาดไหนกันแน่?

            ขนาดเวินติ่งเทียนยังได้รับตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการช่างของราชสำนักเลยแล้วหลินอี้เล่า จะได้ของรางวัลเป็นอะไร?

            และก็เป็นไปตามคาด ในวันเดียวกันนั้นเองหลังจากที่มีการประกาศข่าวเรื่องของหลินอี้ออกไปแล้ว ทางราชสำนักส่งจดหมายเชิญออกมา

            องค์จักรพรรดิ หลินเฮ่ายวนจะจัดงานเลี้ยงที่พระราชวังยงเหอด้วยตัวเองในคืนวันพรุ่งนี้ เพื่อมอบรางวัลให้กับหลินอี้

            ในตอนนั้นเอง เหล่าประชาชนต่างก็รู้สึกตื่นเต้นพากันพูดคุยถกเถียงกัน ซึ่งเกือบทั้งหมดต่างก็พากันชื่นชมยินดีให้กับหลินอี้พวกเขาต่างก็กำลังคาดหวังว่า หลังจากราตรีนี้ไปจะถือกำเนิดผู้มีอิทธิพลคนใหม่แบบไหนขึ้นมา

            แต่มีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ว่าเบื้องหลังงานราตรีครั้งนี้นั้น มีคลื่นมรสุมสีเลือดอันเกรี้ยวกราดยากจินตนาการถึงกำลังแอบซ่อนอยู่

            ..................................

            ราตรีนี้นั้นเงียบงัน

            ตระกูลเวินเงียบสงบ

            คฤหาสน์ของเทพยุทธ์ก็เงียบสงบ

            พระราชวังขนาดมหึมาของอาณาจักรชูอวิ๋นเองก็เงียบเช่นกัน

            แต่ความเงียบสงบแบบนี้กำลังจะถูกทำลายจนไม่เหลือในงานราตรีของคืนวันถัดไป

            ..................................

            ณ เมืองอวิ๋นเฉิง พระราชวังยงเหอ

            ที่นี่คือพระตำหนักอันยิ่งใหญ่ที่จะมีแต่เหล่าข้าราชการที่ได้รับเชิญเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ในเวลาปกติจะไม่เปิดให้ใครได้เข้าไปง่ายๆแต่วันนี้มันกลับกำลังจะเปิดประตูอันหรูหราของมันเพื่อต้อนรับตระกูลสามัญชนตระกูลหนึ่งเข้ามา

            ภายในสถานที่แห่งนี้ ถูกตกแต่งไปด้วยโคมไฟที่ดูยิ่งใหญ่ไฟจากผลึกที่ส่องประกายใส่รูปปั้นทองคำทรงกระบอกที่ถูกสลักเป็นลายมังกรสามสิบสองแถวและรูปสลักบนกำแพงลายเทพธิดาอันบอบบางได้อย่างงดงาม

            เหล่าสาวใช้นับร้อยที่อยู่ในพระตำหนักแห่งนี้ก็แต่งตัวกันสวยงามน่ามองราวกับดอกไม้แสนสดใสงดงามเหลือคณามีโต๊ะขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้เนื้อแดงชั้นดีนับสิบตัวถูกตั้งวางไว้แล้วเรียบร้อยระยะห่างระหว่างแต่ละโต๊ะก็ถูกวัดให้เท่ากันเป๊ะในระดับมิลลิเมตรเลยทีเดียว

            จานชามเองก็เป็นของที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดสุราที่นำมารับรอง ก็เป็นสุราชั้นดีที่หมักมานานนับร้อยปีอย่าง “สุราหยกนภา”จิบแค่คำเดียว จะทำให้รู้สึกสดชื่นซู่ซ่าไปทั้งตัว เครื่องเคียงและกับแกล้มที่เตรียมไว้ให้ก็ล้วนทำมาจากวัตถุดิบของเหล่าสัตว์อสูรหายากและราคาแพงจากในเทือกเขาเมฆมรกตซึ่งเป็นของที่เหล่าสามัญชนนั้นไม่มีโอกาสได้เห็นเลยด้วยซ้ำ

            งานเลี้ยงที่หรูหราแบบนี้ ตามปกติแล้ว น่าจะจัดให้เฉพาะงานวันเกิดขององค์จักรพรรดิเท่านั้นแต่ครั้งนี้ผู้คนต่างก็รู้ว่าเป็นงานที่จัดให้แค่ตระกูลจากสามัญชนตระกูลหนึ่งเท่านั้น

            หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นงานที่จัดให้แก่คนๆ เดียวนั่นก็คือ

            หลินอี้

            ยอดคนที่อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหัน

            ยอดคนผู้ที่จะนำพาตระกูลเวินและอาจจะรวมไปถึงทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์อันแสนยิ่งใหญ่

            เมื่อถึงช่วงฟ้ามืดแล้วเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายที่มีสิทธิเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ต่างก็มารอกันในงานอยู่ก่อนแล้วซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแต่เป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาที่เคยไปเยี่ยมเยียนที่คฤหาสน์ตระกูลเวินมาแล้ว

            ทั้งท่านแม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรหลี่จิ้งนายกรัฐมนตรีฝ่ายการปกครองสื่อซือหมิง เหล่ารัฐมนตรีจากทั้งหกฝ่ายต่างก็มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้

            ขุนนางเหล่านี้พอพบเจอกันก็พูดคุยทักทายกันอย่างครื้นเครงน้ำเสียงของพวกเขาต่างก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกคาดหวังซึ่งหัวข้อที่พวกเขาพูดคุยกันนั้นแน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นเรื่องของหลินอี้แน่นอน

            หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนสิ่งทีหลินหยางทำไว้เพื่ออาณาจักรชูอวิ๋นก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

            โดยเฉพาะโล่เหล็กอักขระเมฆที่หลินหยางสร้างขึ้นนั้นตอนนี้มันกลายเป็นสุดยอดอุปกรณ์ที่ช่วยยกระดับความสามารถด้านป้องกันให้กองทัพของอาณาจักรชูอวิ๋นให้เพิ่มขึ้นไปอีกระดับแล้ว

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแหวนพระสุเมรุและชุดเกราะวิเศษสีดำสุดลึกลับนั่นที่ตอนนี้เป็นสุดยอดอาวุธลับที่มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้ถึงการมีอยู่ของมัน

            คุณงามความดีระดับนี้ จะต้องได้รับรางวัลที่สุดยอดมากๆ จากองค์จักรพรรดิแน่ๆงานราตรีคราวนี้จะต้องเป็นงานที่ยิ่งใหญ่สุดๆ แน่นอน

            ในตอนนั้นเองก็มีเสียงประกาศดังขึ้น

            “องค์ชายสองเสด็จแล้ว!”

            หลินเวยมาถึงแล้ว

            ผู้คนทั้งหมดพลันแสดงความเคารพ

            องค์ชายสองหลินเวยเมื่อเดือนก่อนในตอนที่เกิดเหตุปะทะครั้งใหญ่ระหว่างหลินหยางและเฉินเฉาเกอที่คฤหาสน์เวินนั้นเขาแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย

            แต่ว่ากันตามตรงแล้ว ทั้งความสามารถด้านการปกครองและด้านวรยุทธ์ของหลินเวยนั้นนับว่ายอดเยี่ยมสมกับเป็นลูกหลานผู้สืบทอดของหลินเฮ่ายวน

            แต่แน่นอนว่ายังไม่อาจเทียบกับองค์ชายเก้าองค์ปัจจุบันอย่างหลินหยาง ได้

            หลังจากหลินเวยมาถึงได้ไม่นานเฉินเฉาเกอที่ตอนนี้สวมรอยใช้ชื่อของหลินหยางอยู่นั้นก็ตามมาถึง

            เฉินเฉาเกอในวันนี้ ราวกับว่าได้ย้อนกลับไปเป็นหนุ่มน้อยผู้อ่อนโยนใจดีแบบตอนก่อนหน้าแล้วเสื้อผ้าสีทองอร่ามพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่นชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสบายใจราวกับลมฤดูใบไม้ผลิ

            แต่เหล่าคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ส่วนใหญ่ล้วนเคยเห็นความเกรี้ยวกราดและความบ้าอำนาจของเขาเมื่อครั้งที่เจอกันในคฤหาสน์เวินแล้วดังนั้น พอเขาเข้ามาถึงในงานบรรยากาศที่แต่เดิมยังมีความครึกครื้นอยู่บ้างก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกลงทันที

            และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ เทพยุทธ์ผู้เป็นอาของหลินหยางที่เคยมาช่วยเมื่อตอนนั้นวันนี้กลับไม่ได้ปรากฏตัวออกมา แต่ว่าเทพยุทธ์ผู้นั้นแต่เดิมก็เป็นพวกหมาป่าเดียวดายแม้แต่องค์จักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ เองก็ยังไม่สามารถผูกมิตรด้วยได้เลยการที่เขาไม่ปรากฏตัวแบบนี้จึงไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร

            ภายในงานนั้น

            หลินเวยและเฉินเฉาเกอจ้องหน้ากันตรงๆ โดยที่ไม่ได้สนทนาอไรกัน

            หลังจากเหตุการณ์ในคฤหาสน์ตระกูลเวินจบลงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนนั้นก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจก้อนน้ำแข็งถึงจะแกล้งทำตัวเหมือนยังสนิทกันอยู่ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นพระเอกของงานในครั้งนี้ก็ไม่ใช่พวกเขาเสียด้วย

            ไม่นาน ก็มีเสียงประกาศดังขึ้นจากด้านนอกว่า “ประมุขเวินติ่งเทียนและผู้อาวุโสหลินอี้จากตระกูลเวินมาถึงแล้ว!!”

            มาแล้ว

            สายตาของพวกเขาหันขวับไปทางต้นเสียงทันที

            พระเอกหลักของงานนี้มาถึงแล้ว

            เวินติ่งเทียนวันนี้ใส่เป็นชุดทางการมาดูทรงภูมิและน่านับถืออย่างยิ่ง

            ส่วนหลินหยางก็เดินตามหลังเวินติ่งเทียนมาเขายังคงสวมใส่หน้ากากที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาอยู่ สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวดูสงบนิ่งและเป็นธรรมชาติ

            ด้านหลังของพวกเขาก็มีเหล่าสมาชิกคนสำคัญของตระกูลอย่างาจารย์ยี่ทั้งสองท่าน เวินชิงชิงและเวินเทาที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน

            และแน่นอนว่า ส่วนที่เด่นที่สุดก็ต้องเป็นเจ้านกตัวน้อยขนสีแดงที่อยู่ในอ้อมกอดของเวินชิงชิงนั่นเอง

            หลักจากที่หั่วเอ๋อร์ได้แผลงฤทธิ์ออกมาหลายครั้งแล้วชื่อของมันก็ดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองอวิ๋นเฉิงภายในเวลาไม่นาน ชาวบ้านต่างก็รู้กันดีว่าตระกูลเวินนั้นได้เลี้ยงนกอันแสนชั่วร้ายและอำมหิตเอาไว้ด้วยตัวหนึ่ง

            “ประมุขเวิน ผู้อาวุโสหลิน ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับ”

            หลี่จิ้งพลันแย้มยิ้มพร้อมกับหันไปทักทายให้กับพวกของเวินติ่งเทียน

            ส่วนคนอื่นๆ ก็เข้าไปโอบล้อมพวกเขาเอาไว้ โดยเฉพาะกับหลินหยางพวกเขาทักทายหลินหยางราวกับเป็นเพื่อนสนิทกันมายาวนานก็ไม่ปานถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ อยู่ๆ เขาก็หายตัวไปแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงนานกว่าหนึ่งเดือนก็ตามแต่รัศมีความยิ่งใหญ่ของหลินหยางนั้นมันก็เปล่งประกายได้ถึงเพียงนี้ทำเอาเหล่าองค์ชายอีกสองคนที่อยู่ด้านข้างดูด้อยลงไปเลย

            เวินติ่งเทียนเองก็ทักทายผู้คนกลับไปด้วยมิตรไมตรีเช่นกัน

            ส่วนหลินหยางก็ยังคงความเฉยชาตามแบบฉบับของตัวเขาเอาไว้แค่ผงกหัวตอบรับเบาๆเพียงเท่านั้น

            องค์ชายสองหลินเวยเองก็ตามมาทักทายต้อนรับด้วยเช่นกัน

            “ประมุขเวิน ผู้อาวุโสหลิน ข้าหลินเวยขอเป็นตัวแทนบิดาในการต้อนรับท่านทั้งสองสู่พระตำหนักยงเหอแห่งนี้เชิญพวกท่านกินดื่มได้ตามสบาย มีความสุขกับงานราตรีให้เต็มที่ไปเลยนะ!”

            “ได้เลย” เวินติ่งเทียนยิ้มรับ

            แต่ก็มีเรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้นเฉินเฉาเกอกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อีกทั้งยังยื่นมือออกมาทางเวินติ่งเทียนด้วยจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นว่า

            “ประมุขเวินหลินหยางอยากจะมาขอโทษท่านเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์เวินเมื่อวันนั้นเมื่อตอนนั้นเป็นหลินหยางเองที่หุนหันพลันแล่นมากเกินไป”

            “ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว องค์ชายเก้า” เวินติ่งเทียนตอบรับแบบเฉยเมย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน

            เฉินเฉาเกอเพิ่งพูดจบไปไม่กี่คำ อยู่ๆ ก็เปลี่ยนน้ำเสียงไปอีกแล้ว“เมื่อครู่ท่านพี่ข้าได้กล่าวไว้แล้วคืนนี้เชิญพวกท่านกินดื่มให้เต็มที่ ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนใครจะรู้ว่ามื้อนี้อาจจะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของคนบางคนแล้วก็เป็นได้...ท่านว่าอย่างนั้นไหมเล่า ผู้อาวุโสหลิน!”

            เฉินเฉาเกอพลันจ้องเขม็งไปทางหลินหยางด้วยสายตาดุจอสรพิษโดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อยจิตสังหารที่แฝงมาด้วยนั้น ทำเอาผู้คนถึงกับรู้สึกขนลุก

            ไอ้เวร!

            พูดบ้าอะไรของมัน

            คนของตระกูลเวินทั้งหมดพลันหน้าเปลี่ยนสีแทบจะทันที

            ไอ้เฉินเฉาเกอมันไม่ได้คิดจะมาขอโทษเลยแต่มันตั้งใจจะมาหาเรื่องกันชัดๆ

            แต่ถึงแม้ว่าคำพูดของเขาจะไม่น่าฟังมากแค่ไหนก็ตามแต่ก็ไม่มีใครในที่นี้กล้าออกหน้าสั่งสอนองค์ชายผู้นี้เลยแม้แต่คนเดียวทำได้แค่ยืนมองมันหันหลังกลับ แล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้มเย็นชา

            แต่หลินหยางในวันนี้ก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรด้วยเลย

            เพียงแต่ว่า อยู่ๆ ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาแทน

            “เฮ้ย! เจ้าที่ชื่ออะไรสักอย่างนั่นน่ะเจ้าเป็นเจ้าของของไอ้กระดูกขาวนั่นใช่ไหม? ข้าจะบอกว่าวันนั้นข้าเอากระดูกนั่นไปตุ๋นเป็นน้ำแกงดื่มด้วยล่ะขอบอกเลยว่ารสชาติดีมากก ข้าอยากได้เพิ่มอีกสักหน่อย ขอแบบห่อกลับบ้านนะ”

            คำพูดของหั่วเอ๋อร์นั้น ทำเอารอยยิ้มเย็นชาของเฉินเฉาเกอชะงักไปชั่วขณะ

            เวรเอ๊ย ไอ้ไก่บ้านี่ไม่มีใครสั่งสอนเลยใช่ไหม!

            ผุด

            คนรอบข้างถึงกับเผลอหลุดขำออกมาคำหนึ่ง

            ทำชั่วได้ชั่วจริงๆ ไม่สิ ต้องเป็นทำชั่วเลยโดนนกบ้ากวนประสาทแทน

            ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงประกาศอีกเสียงดังขึ้น ทำให้ผู้คนที่มายืนมุงกันพลันสลายตัวออก

            พวกเขาก็ทยอยกันเข้าไปภายในพระตำหนักเพื่อร่วมงานเลี้ยง