บทที่ 40 บทสรุปของเจ้าหน้าที่เกา
หลังจากจับมัดเจ้าหน้าที่ทั้งสองขึ้นเกวียนลา ปัญหาใหม่จึงเกิดขึ้น
ตามแผนของสวี่โม่ จ่างเยี่ยน และเจิ้งหรูเชียนจะขับเกวียนลาเพื่อล่อให้งูออกจากรัง ส่วนฟางเหิงจะเช่าเกวียนลาอีกเล่มตามหลัง
ตอนนี้จึงเหลือเพียงรถม้าที่ไร้ใครขับ
เจียงเซิงอยากจะลองบังคับ แต่ถูกพี่ชายทั้งหลายจับตัวไว้
ไม่มีผู้ใดอยากเห็นพี่น้องอย่างเขาขับรถม้าตกหลุมน้ำโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
“เอาลาแก่ผูกไว้ตรงนี้ก่อน” สวี่โม่แนะนำ
เกวียนลาที่เช่ามาต้องส่งคืน ส่วนรถม้ามีมูลค่ามากกว่า
เจิ้งหรูเชียนลูบหัวลาแก่ รู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว
ทุกคนทิ้งลาแก่ไว้พร้อมอาหารและน้ำด้วยกลัวมันจะลำบาก กระทั่งไม่ได้ผูกปากมันให้แน่น
หลังจากนั้น พวกเขาทั้งหมดจึงไปยังอำเภออวิ๋นสุ่ย
ครั้งนี้พวกเขาเดินทางอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงสองวันก็ถึงตัวอำเภอ
ระหว่างทางผังต้าซานฟื้นสติขึ้นมา เจียงเซิงยังไม่ทันเอ่ยอะไร เขาก็พูดด้วยความละอายใจว่า “ข้าผิดต่อพวกเจ้า”
เจียงเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “พี่ต้าซาน ท่านจะยอมเป็นพยานให้พวกข้าหรือไม่”
พี่ห้าของนางพูดถูก
หลังเจิ้งหรูเชียนลงจากเกวียนไปตีกลองร้องทุกข์หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ
ไม่นานนัก นายอำเภออวิ๋นสุ่ยก็ขึ้นนั่งเก้าอี้เพื่อสอบถาม
เจิ้งหรูเชียนคุกเข่าคารวะ เล่าเรื่องที่เขาถูกปล้นระหว่างทางและถูกทำร้ายร่างกายด้วยน้ำตานองหน้า
เขาไม่ได้พูดเกินเหตุ ทั้งยังไม่ได้ปิดบังตำแหน่งของเจ้าหน้าที่เกา
แต่กล่าวต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสและชาวบ้าน รวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ของอำเภออวิ๋นสุ่ยด้วยน้ำเสียงดังลั่น “คนผู้นี้เป็นเจ้าหน้าที่ของอำเภอเซี่ยหยาง อาศัยตำแหน่งข่มเหงชาวบ้านมานาน ซ้ำยังดักปล้นบนเส้นทางระหว่างสองอำเภออีกด้วย ชาวบ้านต่างทนทุกข์จนหมดหนทาง จึงต้องมาร้องเรียนที่ว่าการของอำเภออวิ๋นสุ่ย หวังว่าท่านนายอำเภอจะช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ชาวบ้านด้วยขอรับ”
เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างสองอำเภอ นายอำเภออวิ๋นสุ่ยจึงมีสิทธิ์จัดการ
การที่เขาบอกเจาะจงถึงตำแหน่งของเจ้าหน้าที่เกา ก็เพราะนายอำเภออวิ๋นสุ่ยเป็นคนเกลียดชังความชั่วร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกขุนนางที่ใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น
ไม่ต่างจากที่คาด หลังเจิ้งหรูเชียนคำนับลงสามครั้ง นายอำเภออวิ๋นสุ่ยก็เอ่ยปาก
“ในเมื่อเจ้ามาถึงอำเภออวิ๋นสุ่ยแล้ว ข้าในฐานะนายอำเภอจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น เช่นนั้น หากยังไม่มีใครยอมพูดความจริงอีก ก็ต้องถูกโบยสองร้อยไม้ เมื่อไหร่ที่สารภาพจึงค่อยหยุด”
ความจริงแล้ว นายอำเภออวิ๋นสุ่ยพูดเช่นนี้ย่อมหมายความว่า ทุกคนล้วนต้องถูกโบย รวมถึงเจิ้งหรูเชียนซึ่งมาร้องเรียนด้วย
แต่เขาจงใจใช้คำพูดคลุมเครือ เพื่อทำให้เจ้าที่หน้าทั้งสองคิดว่าตนเองจะต้องถูกโบย
ตามประสบการณ์ของพวกเขา เพียงโบยห้าสิบไม้คนก็แทบจะตายอยู่แล้ว
การถูกโบยสองร้อยไม้เท่ากับต้องการจะเอาชีวิตคนไปจริง ๆ
เจ้าหน้าที่เกายังคงรักษาท่าทีหยิ่งผยอง แต่เจ้าหน้าที่อีกคนกลับนึกกลัว เขาคุกเข่าอ้อนวอนว่า “ท่านนายอำเภอ ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าน้อยสำนึกผิดแล้ว ข้าน้อยยินดีจะแก้ไข...”
นายอำเภออวิ๋นสุ่ยยิ้มเล็กน้อย เคาะไม้เสียงดังพลางกล่าว “ในเมื่อจะสารภาพผิดแล้ว ก็จงเล่าความจริงมา!”
พวกเขาไม่กล้าขัดขืน เล่าเรื่องที่พวกเด็ก ๆ ไม่ยอมส่งหนังเสือมา จึงทำให้เจ้าหน้าที่เกาโกรธแค้น แต่เพราะไม่กล้าไปยุยั่วโทสะตระกูลเจียง และไม่กล้าแตะต้องร้านเรือนโยวหราน จึงจ้องเล่นงานเหล่าเด็กน้อยแทน
แต่เจ้าหน้าที่เกาไม่ได้คิดจะฆ่าเด็กพวกนั้น เขาเพียงอยากข่มขู่ให้กลัว เพื่อต่อไปเมื่อพวกเขาล่าสัตว์หรือได้ของดีมาจะยอยมอบให้แต่โดยดี
สุดท้าย เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ร้องไห้ฟูมฟาย “ท่านนายอำเภอ พวกข้าไม่เคยคิดจะเอาทรัพย์สินหรือชีวิตผู้ใด พวกข้าแค่อยากขู่ขวัญพวกเขาเท่านั้น ขอท่านไว้ชีวิตด้วย โปรดไว้ชีวิตด้วยเถอะขอรับ”
เขาช่างพูดจาลื่นไหล เปลี่ยนเรื่องใหญ่จากการทำร้ายทรัพย์สินและชีวิตผู้อื่น ให้กลายเป็นการข่มขู่คุกคามเล็กน้อย ต่อให้จะลงโทษก็มีข้อจำกัด
สวี่โม่แค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะผลักผังต้าซานออกไป
เมื่อเทียบกับเจิ้งหรูเชียนที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ผังต้าซานกลับน่าสงสารยิ่งกว่า
แขนข้างหนึ่งถูกพันด้วยผ้าขาว ห้อยอยู่ด้านหน้า
บาดแผลบนใบหน้าและร่างกาย หลังจากผ่านไปสองสามวัน
เลือดที่คั่งก็เปลี่ยนเป็นรอยฟกช้ำสีม่วงเขียวดูน่ากลัวกระจายอยู่ตามร่างกาย
ไม่ต้องให้เขาได้พูดอะไร เพียงทรุดตัวคุกเข่าตรงนั้น ก็ชวนให้ผู้คนสะดุ้งแล้ว
หลังจากผังต้าซานร้องไห้และระบายความในใจเสร็จ แม้แต่ชาวบ้านที่มาฟังการพิจารณาคดีในอำเภออวิ๋นสุ่ยก็ยังอดถอนหายใจด้วยความสงสารไม่ได้ เด็กหนุ่มผู้นี้น่าเวทนาจริง ๆ
นายอำเภออวิ๋นสุ่ยยิ่งโกรธจัด เคาะไม้พลางเอ่ย “แค่อยากขู่คนก็ถึงกับต้องทุบตีจนกลายเป็นเช่นนี้ หากคิดจะเอาทรัพย์สินหรือชีวิตคนอื่น พวกเจ้าจะไม่สังหาร เผาบ้าน ชำแหละศพหรือ?”
เหล่าเจ้าหน้าที่พูดอะไรไม่ออก
นายอำเภออวิ๋นสุ่ยมองผู้ช่วย “ตามกฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋ การพยายามสังหารผู้อื่นเพื่อชิงทรัพย์แต่ไม่สำเร็จ ต้องรับโทษอย่างไร”
ผู้ช่วยตอบอย่างไม่รีบร้อน “น้อยที่สุดคือห้าปี มากที่สุดคือสิบปี”
“ดีมาก” นายอำเภออวิ๋นสุ่ยเคาะไม้ตัดสินอีกครั้ง “พยานหลักฐานชัดเจน คนร้ายก็สารภาพแล้ว จับกุมคนร้ายทั้งสองไปขังคุกเป็นเวลาเจ็ดปี จึงปล่อยตัว!”
เจ็ดปีถือเป็นโทษที่ค่อนข้างหนักมากแล้ว
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งไม่คิดว่าตนทำเรื่องเลวร้ายเพียงเล็กน้อย กลับต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ สองตาก็กลอกขึ้นก่อนสลบไป
เจ้าหน้าที่เกาเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนกล้ามาจัดการเขา
เขาขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง ผลักเจ้าหน้าที่ของอำเภออวิ๋นสุ่ยที่มาจับกุมตัวออก พลางตะโกนเดือดดาล “ไสหัวไป ข้าเป็นคนของอำเภอเซี่ยหยาง พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาจับกุมข้า พี่เขยข้าคือนายอำเภอเซี่ยหยาง หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องข้า พี่เขยข้าจะไม่ละเว้นพวกเจ้า...”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
ไม่แปลกใจว่าเหตุใดนายอำเภอเซี่ยหยางจึงปกป้องเจ้าหน้าที่เกา และเพราะอะไรเจ้าหน้าที่ทั้งหลายถึงประจบสอพลอเจ้าหน้าที่เกานัก ที่แท้ก็มีคนหนุนหลังเขาอยู่
แต่น่าเสียดาย เพราะที่นี่คืออำเภออวิ๋นสุ่ย
หลังได้ยินคำพูดของเจ้าหน้าที่เกาแล้ว นายอำเภออวิ๋นสุ่ยไม่เพียงไม่หวั่นเกรง กลับพลิกชายแขนเสื้อขึ้น “ให้เขามา หากข้ากลัวเขา ข้าจะมอบหัวให้เขาเอง!”
“ทุกคนเลิกศาล!”
เสียงโห่และเคาะไม้ดังขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยประตูที่ว่าการอำเภออวิ๋นสุ่ยค่อย ๆ ปิดลง
เจียงเซิงยืนอยู่หน้าประตูที่ว่าการ นางยังคงรู้สึกเหมือนเพิ่งฝันไป
“เจ้าหน้าที่เกาถูกพวกเราจัดการได้แล้วจริง ๆ หรือ” นางไม่อยากเชื่อนักว่าเด็กกลุ่มหนึ่งจะใช้ปัญญาและความแข็งแกร่งของพวกเขาในการแก้ปัญหาใหญ่ในครั้งนี้
“สิ่งสำคัญไม่ใช่พวกเรา” สวี่โม่กล่าวเสียงนุ่มลึก “แต่เป็นนายอำเภออวิ๋นสุ่ย”
หากเหล่าขุนนางปกป้องกันเอง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้กลอุบายใด ก็ไม่อาจโค่นล้มเจ้าหน้าที่เกาได้
โชคดีที่ในโลกนี้ยังมีขุนนางผู้ซื่อสัตย์อยู่
พวกเขากางปีกเพื่อปกป้องผู้คนในอาณาเขตของตน
“วันนี้นับว่าพวกเราได้กำจัดภัยให้กับประชาชนแล้ว” เวินจืออวิ่นเอ่ยขึ้นกะทันหัน
พี่น้องทั้งหลายราวกับได้รับพลัง ความภาคภูมิใจพลุ่งพล่านจากฝ่าเท้าขึ้นจรดศีรษะ
เจิ้งหรูเชียนยิ้มร่า “ไม่บ่อยนักที่พาหนะสองคันรจะมาถึงอำเภออวิ๋นสุ่ย ข้าต้องเก็บผักกลับไปให้มากหน่อย”
“แล้วก็ซื้อของกินกับของเล่นดี ๆ ด้วย” เจียงเซิงพูดจ้อไม่หยุด
จ่างเยี่ยนยกมุมปาก หยิบต่างหูทองคำที่ผังต้าซานทิ้งไว้ในวัดร้างออกมาจากอกเสื้อ “ถูกต้อง มาใช้เงินจากสิ่งนี้เถอะ”
เหล่าพี่น้องทั้งหกต่างดีใจกระโดดโลดเต้น
ผังต้าซานซึ่งแขนหักเดินตามหลังมายังยกยิ้มมุมปากเช่นกัน
เจียงเซิงพลันหันหลังกลับมา “ครั้งนี้พี่ต้าซานบาดเจ็บ ท่านอยากได้อะไรตอบแทนหรือไม่”
ผังต้าซานส่ายหัวปฏิเสธไปมา
เขาไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น เขาได้สิ่งที่ต้องการแล้ว
“อืม ข้างหน้ามีถังหูลู่” เจียงเซิงวิ่งปราดไป “เถ้าแก่ ข้าขอเจ็ดไม้”
เจิ้งหรูเชียนอารมณ์ดี เขาจูงมือฟางเหิงวิ่งตามไป กระทั่งเวินจืออวิ่นก็ถูกลากตัวไปด้วย
ผังต้าซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจตามไปด้วยอีกคน
เหลือไว้เพียงสวี่โม่กับจ่างเยี่ยน
หลังจากแน่ใจว่าอยู่ห่างพอสมควรแล้ว น้ำเสียงของสวี่โม่กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง “เจ้าหน้าที่เกากับนายอำเภอเซี่ยหยางมีความสัมพันธ์กันเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่ปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ”
“กลัวอะไรกัน” จ่างเยี่ยนหัวเราะเสียงเบา “พวกเรายังมีคนคุ้มครองอยู่นะ”
“ผู้ใด”
“...ท่านลองคิดดูสิ”