ณห้องโถงอันวิจิตรตระการตา บนชั้นสามของหอว่านเป่า
“คารวะผู้ดูแลร้าน[1]!”
พนักงานที่เพิ่งซื้อโอสถจากลู่เฉินรีบร้อนเข้ามาในห้อง ก่อนโค้งคำนับหญิงสาวตรงหน้า
“มีอะไรหรือ?”
สตรีสวมชุดสีม่วงงามสง่าตรงหน้าคือผู้ดูแลกิจการหอว่านเป่า
ในเมืองชิงเฟิง ผู้ดูแลร้านคนนี้มีชื่อเสียงนักแม้แต่ประมุขสกุลลู่ยังต้องยำเกรง ไม่กล้าดูิ่ แม้นางจะเป็สตรี
เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านเ้าเมืองและสกุลใหญ่ๆ ในเมืองชิงเฟิงแล้ว นางยังเป็สตรีที่เก่งกาจและฉลาดเฉลียวเป็หัวเรือใหญ่ที่ทำให้กิจการหอว่านเป่ารุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้
“เรียนผู้ดูแลร้านวันนี้ข้าน้อยได้รับซื้อยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกชั้นดีมาสิบห้าขวดขอรับ” พนักงานกล่าว พลางหยิบยาที่ซื้อจากลู่เฉินออกมา
“หืม?”พอได้ยินเช่นนั้น ท่าทีของจีหย่าพลันเปลี่ยนไป
นางหยิบยาขวดหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบพบว่าเป็ยาหลอมกระดูกชั้นดีตามที่รายงานจริงๆ
หมอยาที่จะปรุงโอสถชั้นดีได้นั้นอย่างน้อยต้องเป็หมอยาระดับสูง ซึ่งหอว่านเป่าจะให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้เป็พิเศษและทุกครั้งที่มีการรับซื้อโอสถชั้นดีมา ก็จะรายงานให้จีหย่าทราบทันที
“ใครเป็คนนำโอสถมาขาย?” จีหย่าเหลือบมอง ก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย
พนักงานเข้าใจจุดประสงค์ของนางจึงรีบตอบ “ผู้ที่นำโอสถมาขายคือคุณชายลู่เฉินแห่งสกุลลู่ขอรับ ข้าน้อยรู้จักเขาดีจึงมิได้รั้งตัวไว้ เขาจึงกลับไปแล้วขอรับ”
“ลู่เฉิน...ลู่เฉินไหนกัน? ในสกุลลู่ มิใช่มีเพียงลู่ติ่งคนเดียวหรือ ที่เป็หมอยาระดับสูง?” จีหย่าเลิกคิ้วเล็กน้อย
นางรู้จักหมอยาระดับสูงทุกคนในเมืองชิงเฟิงจึงแปลกใจเล็กน้อย เมื่อทราบว่าผู้ที่นำโอสถชั้นดีเหล่านี้มาขาย คือลู่เฉินแห่งสกุลลู่
“ลู่เฉินคือหลานของผู้าุโลำดับที่สามเขาเป็ผู้ไร้พลังธาตุ และตอนนี้ก็เป็เพียงหมอยาระดับต้น แต่ก่อนเขามักจะมาที่หอว่านเป่าของเราเพื่อนำยาหลอมกระดูกขั้นสามัญมาขาย แต่ตอนนี้ข้าน้อยก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุใดเขาถึงปรุงโอสถชั้นดีขนาดนี้ออกมาได้ขอรับ” พนักงานผู้นั้นเอ่ย
“อา...ลู่เฉินผู้นี้เอง ข้าพอจะได้ยินเื่ของเขามาบ้าง” จีหย่าพยักหน้า
“แล้วเขาได้ยาหลอมกระดูกชั้นดีพวกนี้มาจากไหน? แม้สกุลลู่จะมีหมอยาระดับสูง แต่หากเขาหลอมโอสถชั้นดีได้ก็คงจะไม่ยอมให้ใครเอาออกมาขายเช่นนี้” จีหย่ากล่าว
นางย่อมคิดไม่ถึง ว่าโอสถชั้นดีเหล่านี้จะถูกหลอมโดยลู่เฉินหมอยาระดับต้นผู้นั้น
แม้เขาจะเป็คนนำโอสถมาขายแต่นางเชื่อว่ายาชั้นดีทั้งสิบห้าขวดนี้ ลู่เฉินจะต้องได้มาจากผู้อื่นแน่นอน
“เ้าออกไปก่อนเถิดหากลู่เฉินผู้นั้นนำโอสถชั้นดีมาขายอีก ให้รีบแจ้งข้าโดยด่วน ข้าจะได้ลงไปพบเขาด้วยตัวเอง”จีหย่าบอก ก่อนโบกมือ
“ขอรับ”พนักงานหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
...
“พอกลับถึงบ้านข้าจะฝึกวิชากระบี่ทลายวาตก่อน แม้ตอนนี้ข้าจะเป็ผู้ฝึกตนขั้นหลอมกระดูกตอนปลายแต่กลับไม่รู้วรยุทธ์ หากต้องประมือกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในขั้นเดียวกัน ข้าต้องแย่แน่”
“จากนั้นค่อยหลอมยากายเบาและรีบทะลวงเข้าสู่ขั้นกายเบาให้ได้โดยเร็วที่สุด”
คิดเช่นนั้นลู่เฉินจึงรีบสาวเท้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว
“ลู่เฉินหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
แต่ตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง
และจุดที่เขากำลังยืนอยู่นี้เป็เพียงตรอกเล็กอันไร้ผู้คน
“เ้าสุนัขขี้เรื้อนหรือ?”
ลู่เฉินรู้ได้ทันทีว่าเ้าของเสียงคือหวังตง
ไม่นาน ลูกสมุนราวสี่ถึงห้าคนของหวังตงก็เข้ามาห้อมล้อมเขา
“สุนัขขี้เรื้อนนี่เ้าคิดจะทำอันใด?” ลู่เฉินตวัดตามอง
ครั้งสุดท้ายที่พบกันคือตอนที่อีกฝ่ายเสียเงินเดิมพันให้เขาถึงสามร้อยหกสิบเหรียญ หากปราศจากเงินจำนวนนี้ของหวังตงลู่เฉินคงไร้ทุนทรัพย์มาซื้อวัตถุดิบหลอมยา เมื่อนึกถึงเื่นี้ เขาสมควรขอบคุณหวังตงสักหน่อยใช่หรือไม่?
“ลู่เฉินเ้าหลอกเอาเงินของข้าไปที่หอว่านเป่า คิดว่าข้าจะปล่อยเ้าไปง่ายๆ หรือ?”
“ตอนนั้นถือว่าเ้าโชคดีแต่มาดูกันสิ ว่าครั้งนี้เ้าจะหนีไปไหนได้!” หวังตงมองเขาอย่างเ็า
“แล้วเ้า้าสิ่งใดเล่า?” ลู่เฉินกระตุกยิ้มมุมปาก
นึกแล้ว ว่าหวังตงคงจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆดูเหมือนว่าอีกฝ่ายยังผูกใจเจ็บเื่เงินเดิมพันไม่หาย ถึงได้สั่งให้คนมาคอยเฝ้าหอว่านเป่ารอเวลาที่เขาจะนำโอสถมาขายเช่นนี้
“เหอะ! ้าสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?” หวังตงเลิกคิ้ว “ลู่เฉินแม้เ้าจะเป็ขยะไร้ค่า แต่ใช่ว่าจะไร้สมอง เ้าคงมิได้โง่ถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าข้า้าอะไรหรอกใช่หรือไม่?”
“ี้เีคุยกับเ้าแล้วคืนเงินข้ามาเสียดีๆ อย่าให้ต้องพูดซ้ำเกินสามครั้ง มิฉะนั้นอย่าหาว่าไม่เกรงใจ”หวังตงพูดเสียงต่ำ “เบิกตาดูเสีย ว่าตรงนี้นอกจากเ้าแล้วก็ไม่มีใครอื่น หากข้าสังหารเ้า ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ อา... จริงสิ! สำหรับสกุลลู่ เ้าก็เป็เพียงคนไร้ค่าผู้หนึ่งบางที ต่อให้ข้าสังหารเ้า สกุลลู่คงไม่ใส่ใจ!”
ดวงตาของหวังตงดุดัน
“เ้าคิดจะสังหารข้าอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินหัวเราะเบาๆ “อา...ข้ามิได้อยู่คนเดียวเสียหน่อย มีทั้งสุนัขขี้เรื้อนเช่นเ้า และเ้าสุนัขน้อยอีกสี่ตัว!”
ลู่เฉินชำเลืองมองสมุนทั้งสี่ของอีกฝ่าย
“ลู่เฉิน...รนหาที่ตายนัก!” หวังตงพ่นลมด้วยความโมโห “สั่งสอนมันเสีย!”
“ย๊าก!”
“จัดการมันเลย!”
เมื่อได้รับคำสั่งสมุนทั้งสี่จึงกระโจนเข้าใส่ลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง โดยมีหวังตงยืนกอดอกอยู่ด้านหลังรอดูลู่เฉินร้องขอความเมตตา
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าลู่เฉินเป็เพียงผู้ไร้พลังธาตุ หวังตงจึงไม่จำเป็ต้องลงมือแค่สมุนทั้งสี่ของเขา ก็สั่งสอนอีกฝ่ายให้หลาบจำได้แล้ว
อันที่จริง เขามิได้้าเล่นงานถึงชีวิตเพราะอย่างไรเสีย ลู่เฉินก็เป็ถึงทายาทสายตรงแห่งสกุลลู่ ทั้งยังเป็หลานของผู้าุโลำดับสามหากลู่เฉินตายไปจริงๆ พวกเขาคงไม่นิ่งเฉย ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาเกียรติของตระกูลนั่นเอง
“ไม่เจียมตัว!” ลู่เฉินมองบุรุษทั้งสี่ที่พุ่งเข้ามาหาตน
ตูม!
เด็กหนุ่มรวบรวมพลังิญญาก่อนปล่อยหมัดใส่พวกเขา จนลอยกระเด็นไปคนละทิศละทาง
สมุนทั้งสี่ของหวังตงเป็เพียงผู้ไร้พลังธาตุย่อมไม่อาจต้านการโจมตีของลู่เฉินได้ แม้จะออมแรงแล้วก็ตาม
สมุนทั้งสี่ที่นอนเกลื่อนพื้นต่างร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
“อะไรกัน?”
หวังตงเบิกตากว้าง ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้พลังิญญาได้ แสดงว่าลู่เฉินเป็ผู้ฝึกตนอย่างนั้นหรือ?
จะเป็ไปได้อย่างไร!
ผู้คนต่างก็รู้ดี ว่าลู่เฉินเป็เพียงขยะไร้ค่าที่ไม่อาจฝึกพลังได้?
“เ้าสุนัขขี้เรื้อนถึงตาเ้าแล้ว!”
หลังจัดการกับสมุนทั้งสี่แล้วลู่เฉินก็ค่อยๆ สาวเท้าเข้าไปหาหวังตงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ตอนนี้ อีกฝ่ายอยู่ในขั้นหลอมกระดูกเช่นกันจึงมิใช่ปัญหาสำหรับลู่เฉิน
“ให้ตายเถอะ!” หวังตงตะลึงทำตัวไม่ถูก
เขามองลู่เฉินที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆ… ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดแล้ว!
หวังตงง้างหมัดพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายทันที พลังิญญาที่ปรากฏออกมาจากกำปั้นนั้น หาใช่ไอพลังเล็กน้อย
“แค่นี้เองหรือ? ความสามารถของเ้ามีแค่นี้เองหรือ?” ลู่เฉินมองหวังตง ก่อนส่ายหน้า
บัดนี้ หวังตงอยู่ห่างเพียงสองสามจั้งเท่านั้นลู่เฉินพลิกฝ่ามือ ก่อนตวัดไปทางหวังตง
ช่างเป็พลังที่น่าพรั่นพรึงนัก...
“ไม่...!”
“เป็ไปมิได้พลังิญญาของเ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร?” หวังตงผงะ
สายเกินไปที่หลบการโจมตีของอีกฝ่ายพลังฝ่ามือซัดเข้าใส่หวังตงอย่างจัง จนกระเด็นออกไปเจ็ดแปดจั้ง
หวังตงแน่นิ่งไป...
“เ้าสุนัขขี้เรื้อนครั้งนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน แต่คราวหน้า ข้าจะไม่ออมมืออีก!” ลู่เฉินปัดมือเบาๆ ก่อนเดินจากไป
หวังว่านับจากนี้หวังตงจะปล่อยให้เขาอยู่อย่างสงบ กระนั้นก็ยังหวั่นใจอยู่บ้าง ว่าอีกฝ่ายจะสร้างปัญหาให้ตนอีกครั้งถึงตอนนั้นเขาคงไม่ใจดี ยอมอ่อนข้อให้เช่นนี้เป็แน่
หวังตงที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นมองลู่เฉินเดินจากไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
“นั่น...เป็ลู่เฉินที่ข้ารู้จักจริงๆ หรือ? เขา... ฝึกพลังได้อย่างไร! พลังระดับนี้... ต้องเป็ขั้นหลอมกระดูกตอนปลายแน่!” หวังตงหน้าถอดสีแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
...
“วรยุทธ์พื้นฐานก็มิได้ยากขนาดนั้นสินะ?”
เมื่อลู่เฉินกลับมาถึงห้องก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามไปกับการอ่านคัมภีร์กระบี่ทลายวาต พอศึกษาอย่างละเอียด พลันรู้สึกว่าการฝึกวรยุทธ์ก็มิได้ยากเช่นที่เคยได้ยิน
แม้ไม่เคยฝึกมาก่อนแต่เขามักได้ยินคนพูดกันว่า การเรียนวรยุทธ์นั้นยากยิ่งนัก ถึงจะเป็เพียงวรยุทธ์พื้นฐานก็ต้องใช้เวลาศึกษาถึงสองปีกว่าจะแตกฉาน
“เอาละ คัมภีร์กระบี่ทลายวาตนี้ มีทั้งหมดเจ็ดกระบวนท่าหลัก แต่ละกระบวนท่าหลักมีเจ็ดกระบวนท่าย่อย รวมเป็เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้ากระบวนท่า”
“เช่นนั้นมาเริ่มกันที่เคล็ดวิชาแรก ดูสิ ว่าข้าจะใช้เวลากี่ชั่วยามในการฝึกเคล็ดวิชานี้”
เอ่ยจบ ลู่เฉินก็ขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อฝึกเคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตทันที
ฟึ่บๆ!
ภายในห้อง แสงกระบี่สีเงินกะพริบวาบอยู่รอบตัวลู่เฉิน
ผ่านไปเกือบสองชั่วยามตอนนี้ ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย
“เฮ้อ!”ลู่เฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาฝึกต่อเนื่องมาเกือบสองชั่วยามจนร่างชุ่มเหงื่อ แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อย ในทางกลับกัน ยังรู้สึกว่าพลังในร่างล้นเหลือไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงแม้แต่น้อย