ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 57 เปิดม่านมหรสพครั้งสุดท้าย

     


              อาทิตย์อัสดงจวนลาลับสู่อีกฟากของเส้นขอบฟ้า


              แสงสุดท้ายของวันลุกโชติช่วงอาบท้องฟ้ายามสนธยาซึ่งไร้เมฆก่อกำเนิดเงามโหฬารทาบทับเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เทือกเขาอันห่างไกลมองเห็นเป็นเงาทะมึนตัดกับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกและอากาศราวกับถูกฉาบย้อมเป็นสีแดง


              โลกสีแดง เงาสีดำ


              ช่างงดงามชวนตื่นตะลึงแต่ไม่มีใครเหลือจิตใจจะหยุดชื่นชม


              ท่ามกลางโลกเช่นนั้นเรย์กับไคโดเดินทางมุ่งหน้าสู่ใจกลางเขตชินจูกุ พร้อมทอดเงายาวฝากไว้เบื้องหลัง


              สิ่งที่รออยู่คือซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านพร้อมเสาลำแสงประหลาดโผล่พ้นเหนือท้องฟ้าให้เห็นแต่ไกล


              นั่นเป็นทิวทัศน์ที่เป็นดั่งมายา


              ทว่าไม่ใช่ในความหมายที่ว่าเป็นสวรรค์บนดินอันหวานหอม—เป็นมายาที่มีความหมายถึงการต่อสู้ของทวยเทพ หรือไม่ก็นรกเฝ้ารออยู่


              ระหว่างเส้นทางที่ข้ามผ่านถนนเต็มไปด้วยร่องรอยของการทำลายอันสดใหม่ ถนนที่ผิวยางมะตอยพลิกเปิดพื้นดินที่คว้านลงไปลึกมีน้ำพุ่งออกมาเหมือนกับท่อประปาถูกทำลายสภาพราวกับมีภัยพิบัติผ่านถนนใหญ่ไป


              รอบด้านมีซากศพเหล่ากองทัพซามูไรนอนตายเกลื่อนกลาดบรรยากาศทุกแห่งหนดูผิดปกติไปหมด มันมีกลิ่นอายของความตาย และความชั่วร้าย วิปลาสหยาบช้าแฝงอยู่


              มันช่างหนาวเย็นและเงียบกริบราวกับเมืองที่ตายแล้ว


              “ฉันรอจนเบื่อจะแย่แล้ว...”


              “!”


              “แค่เจ้าพวกนั้นขาดการติดต่อไปลางสังหรณ์ฉันบอกไว้ว่าพวกแกต้องโผล่มาแน่ —แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆคนที่ดั้นด้นมายืนต่อหน้าฉันได้ ต้องเป็นพวกแกเท่านั้น ถึงจะเหมาะสม”


              น้ำเสียงอันเอ่อท้นตื่นเต้นเปี่ยมด้วยความปีติยินดีดังขึ้น พร้อมกับคุราเบะเดินก้าวเท้าออกมาประจันหน้ากับพวกเขาตรงกลางถนนอย่างพอดิบพอดีผ่านใบหน้าสนุกสนานหาใดเปรียบ ดุจสิงโตผู้หิวโหยมีอาหารอันโอชะรออยู่ตรงหน้า


              "ฉันชอบรสชาติของเหล่าลูกแกะผู้หลงทางนะพนันได้เลยว่าไขมันที่ถูกเผาไหม้ของมันต้องรสชาติดีมากแน่ ๆเหล่าลูกแกะที่เผาไหม้ตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาความหวัง ร้องขอเพื่อไม่ให้สูญเสียหลั่งน้ำตาเมื่อถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน"


              “สุดท้ายใครจะเป็นแกะมันก็ต้องสู้กันก่อนถึงจะรู้ได้”


              ไคโดถ่มน้ำลายลงพื้นกล่าวตอบโต้เขาแสดงสีหน้าอาฆาต จับจ้องศัตรูผ่านดวงตาประกายกร้าว


              “ฮะฮ้าฝีปากคมกล้าขึ้นเยอะเลยนี่ ความแค้นสุมในอกนั่นคงสุกงอมเต็มที่แล้วล่ะสิ”


              เรย์ไม่รู้เจตนาของอีกฝ่ายเขาเก็บความชิงชังรุนแรงไว้ในใจตั้งแต่ได้เห็นหน้าคุราเบะแต่หากความอัดอั้นที่กลั้นไว้เกิดทลายลงสักครั้งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร... เขากลัวควบคุมตัวเองไม่อยู่


              ตอนนี้จึงอยากให้รักษาความเป็นตัวเองไว้ให้ได้สักนิดก็ยังดีเสียงที่เอ่ยขึ้นจึงเย็นชาถึงขีดสุด


              "เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความปกติสิ่งที่พวกคุณทำทั้งหมดที่นี่จะต้องได้รับผล"


              คุราเบะยักไหล่โดยไร้ท่าทีสำนึกผิดยิ้มขบขันด้วยดวงตาเรียวเล็ก


              "ก่อนอื่นอะไรคือ 'ปกติ' สำหรับพวกนาย...ที่ที่พวกนายอยากกลับไป ดูเหมือนนายยังเชื่อว่านั่นคือโลกอันแท้จริงงั้นสิ"


              "แกอยากจะพูดอะไร?"


              ไคโดหรี่ตาฉงนกับคำพูดของอีกฝ่าย


              "ในความปกตินั่นมีสักกี่คนที่นายคุยด้วยได้อย่างจริงใจ มั่นใจแค่ไหนว่าไม่ได้ใส่หน้ากากเข้าหากันด้วยความบริสุทธิ์ผลประโยชน์และคำลวง ทั้งตัณหาและความละโมบทั้งหมดนั่นล้วนแสดงออกอย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในโลกแห่งนี้โลกแบบนี้ต่างหากล่ะคือความจริงแท้"


              เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความตายเมื่อนั้นแหละที่เราจะได้เห็นธาตุแท้ของคน


              คุราเบะแสยะยิ้มกางมือออกพร้อมกล่าวต่อว่า


              "แก่นของระบบทุนนิยมก็คือนำความต้องการของฝูงชนมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ผู้คนอาศัยอยู่ที่โลกใบเดิมโดยไม่ได้รู้เรื่องอะไรไม่ได้แม้แต่จะทำตามความปรารถนาของตัวเอง เอาแต่เอ้อระเหยไปวัน ๆทั้งหมดนั่นล้วนกลวงโบ๋ไร้แก่นสาร...

              ผิดกับตอนนี้ซึ่งถูกย้อมไปด้วยความคิดของผู้คนเป็นตัวดึงความพึงพอใจของมนุษย์ออกมาและน้องชายของฉันจะเป็นผู้นำระบบนี้ไปสู่โลกใบใหม่ ไม่มีใครหยุดมันได้อีกแล้วยุคสมัยแห่งความบ้าคลั่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้”


              “แล้วแกล่ะจะได้อะไรจากเรื่องทั้งหมดนี่”


              คุราเบะที่ได้ยินคำถามของไคโดเช่นนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนตอบคำถามนั้นออกมาอย่างชัดเจน


              “มีคนกล่าวไว้ว่าในภัยพิบัติมีความสุขแฝงอยู่ การทำลายทุกอย่างเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดถ้าพูดจากมุมมองของโลกภายนอกเกรงว่าโลกใบนี้จะไม่มีทั้งความชั่วและความดีที่สมบูรณ์เราต่างพูดได้ว่าทุกคนต่างตกเป็นทาสของ 'ความปรารถนา'และเชลยแห่งโชคชะตา ซึ่งตัวฉันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน—

              ฉันไม่สนใจเรื่องความจริงและชัยชนะสุดท้ายฉันสนใจแค่ว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิตฉันปรารถนาได้สู้อย่างสนุกสุดเหวี่ยงเกลียดอะไรที่มันซับซ้อนการต่อสู้โดยหมายเอาชีวิตนี่แหละคือการทดสอบที่ดีที่สุด ผู้แพ้ตาย ผู้ชนะรอดจากนั้นก็เข่นฆ่าต่อ... ก็เท่านั้นแหละ”


              คุราเบะพูดออกมาอย่างสดใสดูมีบรรยากาศเหมือนพูดออกมาเป็นเรื่องแสนธรรมดาราวกับเชื่อว่าคำพูดของตนคือข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งเดียวมากกว่ามัวเมาไปกับคำพูดของตน


              “แกมันบ้าไปแล้วจริง ๆ”


              ไคโดเยียดหยามความคิดอันบิดเบี้ยวของอีกฝ่าย


              “ใช่...จะว่าบ้าหรือรีบใช้ชีวิตดีล่ะถึงการปล่อยตัวไปกับความสุขเพียงชั่วครู่จะไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่ทำไมถึงไม่สนุกกับช่วงเวลาเพียงชั่วครู่นั้นให้หนำใจล่ะ”


              “นั่นเป็นความสิ้นหวังของคุณและทฤษฎีที่สร้างความชอบธรรมให้แก่ความสิ้นหวังของตัวเองการปล่อยให้คนมากมายต้องตายไปด้วยเหตุผลพรรค์นั้นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์”


              คุราเบะที่ได้ฟังคำพูดเช่นนั้นของเรย์จึงหัวเราะออกมาด้วยแววตาไร้อารมณ์มากขึ้นกว่าเดิม


              “ความหวังที่เธอและพรรคพวกของเธอพยายามสร้างน่ะมันช่วยอะไรไม่ได้จริงไหม ก็เหมือนอุดมคตินั่นแหละ สูงส่งเกินไปจนไม่อาจเอื้อมถึงและเพราะเอื้อมไม่ถึงจึงไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อมนุษย์โสโครกพวกนั้นไม่ว่าจะเป็นความหวังหรืออุดมคติก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเน่าเฟะนี้ได้เพราะแบบนั้นเธอจึงมาปรากฏตัวต่อหน้าฉันตอนนี้ไม่ใช่รึไง”


              น้ำเสียงหาได้แฝงแววยิ้มแย้มหรือแดกดันเพียงแต่เรียบเฉย


              เรย์กัดฟันแน่นเพราะมันเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดมา ถ้อยคำเหล่านี้เป็นความจริงอันเหี้ยมโหด


              “ความสิ้นหวังกับความหวังก็เหมือนกันนั่นแหละปรารถนาหากไม่สมหวัง มันแค่มีชื่อเรียกตรงข้ามกันเท่านั้นเอง”


              “…”


              แต่กระนั้นก็ตามการยอมแพ้เพราะคิดว่าไม่มีทางสมหวังแล้วนั่งรอชะตากรรมกับการไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมแม้จะรู้ว่าไม่มีทางสมหวัง สองสิ่งนี้มันต่างกัน


              ไม่ว่าเขาจะอธิบายกับชายตรงหน้าอย่างไรใจความนี้คงไม่มีวันสื่อไปถึง


              ทว่าความโกรธต่อคำพูดนั้นไม่ได้ปะทุขึ้น


              เพราะตัวเรย์เห็นพ้องกับคำพูดนั้นครึ่งหนึ่ง


              ‘อ้อ นี่น่ะหรือ...ความสิ้นหวัง’


              เรย์แค่นยิ้มในใจ


              “เอาล่ะเรามาร่วมเฉลิมฉลองด้วยการต่อสู้ให้ถึงสุดปลายทางมาฉลองกันให้แก่สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ ...ไม่ว่าจะดีหรือเลว ไม่ว่ายุคสมัยใดผู้คนก็หมุนวนผลัดเปลี่ยนในวัฏจักรแห่งเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะบ่งหนองหากแต่สั้นเกินกว่าจะเรียนรู้ เหตุใดจึงมีกิเลศ? เหตุใดจึงเกิดตัณหา? ทั้ง ๆที่ชีวิตหนึ่ง มีแค่แสงตะวัน ผืนแผ่นดิน และบกวี เพียงเท่านี้ก็สมบูรณ์พร้อม—”


              หากดูจากทางไคโดแล้วนั่นเป็นคำพูดที่หลุดไปจากสามัญสำนึกคำพูดนั่นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจนอยากถ่มน้ำลายใส่


              “—เลิกพร่ำพรรณนาบ้าน้ำลายสักทีเถอะมาจบในสิ่งที่แกเริ่มไว้กันได้แล้ว!”


              ไคโดแทรกขึ้นเสียงเหี้ยมไม่อยากฟังอีกฝ่ายพร่ำเพ้ออีกต่อไป เขายืนเอียงตัวมาข้างหน้า ปล่อยสองแขนให้ห้อยลงงอนิ้วเล็กน้อย ตั้งท่าเตรียมพร้อมกระโจนใส่อีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ


              ดวงตาของคุราเบะหรี่ลงพลางคลี่รอยยิ้มของนายพรานท่ามกลางสายลมหนาวพัดผ่าน


              “ไหนดูสิว่าหมาป่าอย่างแกหรือนายพรานอย่างฉัน ...ใครกันจะเป็นผู้ล่าอันเที่ยงแท้”


              สรรพสิ่งรอบกายคล้ายสงบนิ่งจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ


              ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่งคุมเชิงในสถานการณ์เกาทัณฑ์อยู่บนคันศร การเคลื่อนไหวใด ๆ ล้วนเป็นชนวนระเบิดได้ทั้งสิ้น


              สายลมเริ่มพัดกลับมาอย่างเอื่อยเฉื่อยคลอเคลียราวกับดนตรีบรรเลงเปิดม่านมหรสพครั้งสุดท้าย