สีหน้าของอวี๋ซื่อกับไป๋ชิงโหรวก็ดูไม่สู้ดีเช่นเดียวกันบิดาและสามีคนนี้ไม่ต่างอะไรจากอาโต่วผู้ไม่เอาไหน
สภาพอย่างดินโคลนที่ก่อกำแพงไม่ได้ [1] เมื่อตนกลายเป็นฮองเฮาเข้าสักวันพ่อเหลวแหลกคนนี้อย่าได้ทำให้นางอับอายขายขี้หน้าเชียว ไป๋ชิงโหรวคิดเช่นนั้น
“เอาล่ะข้าเพลียแล้ว แยกย้ายเถิด ส่วนจู๋เอ๋อร์อยู่ก่อน” จู่ๆฮูหยินเฒ่าไป๋ก็โบกมือบอกทุกคนให้แยกย้าย
“ท่านแม่...” อวี๋ซื่อยังคงไม่เต็มใจ โอกาสอันดีสำหรับข่มเหงไป๋เซียงจู๋เช่นนี้นางไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไปเลยจริงๆ
“ทำไม เจ้ากังขาการตัดสินของพระสนมเสียนเฟยกับฮองเฮาหรือ ทุกคนเขาคิดว่าจู๋เอ๋อร์บริสุทธิ์เจ้ากลับกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อยเสียที หรือว่าเจ้าข้องใจในพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาท?!” ฮูหยินเฒ่าไป๋พูดขึ้นด้วยเสียงขึงขัง
“ลูกมิบังอาจเจ้าค่ะเพียงแต่ด้านพระชายาเหิงท่าน...”
“หากพวกเขาคิดว่าไม่ยุติธรรมก็จะไปทูลฝ่าบาทกับฮองเฮาเองนั่นแลพวกเราไม่จำเป็นต้องพะวงหรอก” ฮูหยินเฒ่าไม่ว่าอะไรอีกหันไปโบกมือเรียกไป๋เซียงจู๋
“มานี่มาให้ยายดูแผลที่ข้อมือเจ้าหน่อยซิ”
ไป๋เซียงจู๋ลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่ายแล้วเดินไปหาหญิงชราอิงแอบข้างกายฮูหยินเฒ่าไป๋
ฮูหยินเฒ่าขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นว่าแผลที่พันด้วยผ้าแล้วยังมีรอยเลือดซึมถามไถ่หลานสาวด้วยความกังวล “ยังเจ็บหรือไม่ เด็กคนนี้นี่นะ ลำบากเจ้าแย่เลย”
“ไม่ลำบากเจ้าค่ะท่านยายเชื่อจู๋เอ๋อร์เถิด ให้จู๋เอ๋อร์ทำอะไรก็ไม่ลำบากทั้งนั้นเสียแต่ทำให้ท่านยายกังวลใจ จู๋เอ๋อร์ไม่ควรเลยจริงๆ ” ไป๋เซียงจู๋ส่ายศีรษะนางสัมผัสได้ถึงความรักและห่วงใยที่ฮูหยินเฒ่ามอบให้ตนในตอนนี้ แม้ว่าใจอ่อนแต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้น
ทว่านางพอจะเข้าใจสำหรับฮูหยินเฒ่าไป๋ จวนไป๋ย่อมสำคัญ ถึงกระนั้นคราวนี้นางก็ชนะเดิมพันแล้วต่อให้ไป่ชิงลั่วยิ่งใหญ่ปานใด ก็เป็นเพียงชายาอ๋องเท่านั้นเทียบเทียมเสมอคนในวังหลวงได้ที่ไหน
“เจ้าก็เป็นเสียแบบนี้ไม่แย่งชิง ไม่ต่อสู้ ทนทุกข์เอาเอง” ฮูหยินเฒ่าเหลือบมองไป๋ชิงโหรวซึ่งยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมไปไหนอย่างมีเลศนัยวาจาแฝงความหมายลึกซึ้ง
แน่นอนว่าไป๋เซียงจู๋ไม่พลาดที่จะจับตาดูใบหน้าเหยเกเพราะเจ็บช้ำกับความพ่ายแพ้ของไป๋ชิงโหรวมันทำให้นางสำราญใจยิ่ง ทว่าก็มิได้แสดงออกมาแม้สักนิดกลับพูดด้วยหน้าเศร้าสร้อยแทน “น่าเสียดาย ปิ่นดอกไห่ถังที่ท่านยายมอบให้หลานนี้...”
“หลานปลอดภัยก็พอแผลนี่เจ้าอย่าปล่อยให้ทิ้งรอยนะ เรียกหมอมารักษาดีๆ ยังเจ็บอยู่หรือไม่เล่า”
“ไม่เจ็บเจ้าค่ะท่านยายเป็นผู้มากด้วยบุญบารมี แค่อยู่ใกล้ท่านยายก็ไม่เจ็บไม่ปวดแล้ว” ไป๋เซียงจู๋ส่ายหน้าและคลี่ยิ้มบาง หยาดน้ำตาใสคลอหน่วย ใครเห็นก็อดเอ็นดูไม่ได้จริงๆ
ฮูหยินเฒ่าไป๋หัวเราะชื่นมื่นพร้อมกับจิ้มศีรษะของไป๋เซียงจู๋ไปด้วยคุยสรวลเสกับแม่เฒ่าจางที่อยู่ข้างๆ “เด็กคนนี้นี่โกหกเก่งจริงเชียวปากหวานอะไรอย่างนี้!”
ไป๋ชิงโหรวที่ยืนมองอยู่ถึงกับตกใจฮูหยินเฒ่าเป็นคนสำรวมกิริยาเสมอ ไม่ใกล้ชิดหลานสาวอย่างพวกนางแล้วไปสนิทสนมกับไป๋เซียงจู๋ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร ไป๋ชิงโหรวไม่รู้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ไป๋เซียงจู๋คอยอยู่เป็นเพื่อนสวดมนต์ จิบชา สนทนาปราศรัยกับฮูหยินเฒ่าทุกวันบัดนี้ใครต่อใครล้วนทราบดีนายหญิงชื่นชอบคุณหนูใหญ่ไป๋ที่ปกติไม่เป็นที่โปรดปรานคนนี้มาก
ไป๋เซียงจู๋เก็บภาพใบหน้าของไป๋ชิงโหรวไว้ในสายตาแปลกหรือ ในชาติที่แล้วเพื่อเหยียนอี้เลี่ย นางพยายามเต็มที่ในการเอาอกเอาใจไทเฮา ได้เรียนรู้ทักษะติดตัวกระทั่งหญิงชราเจ้าอารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างไทเฮายังถูกนางปราบจนสิ้นพยศท่านยายผู้นี้คงรับมือไม่ยากเท่าไทเฮาหรอกกระมัง
“ยายมีเงินอยู่บ้างการให้ปิ่นแปดสหายแก่หลานถือว่าไตร่ตรองน้อยไปจริงๆ ยายก็ไม่คาดคิดว่ามันจะยั่วให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนหลานเอาเงินนี่ไปซื้อเครื่องประดับให้ตัวเองเสียนะ” ฮูหยินเฒ่าไป๋โบกมือให้แม่เฒ่าจางแม่เฒ่าจางจึงอุ้มกล่องใบหนึ่งมาต่อหน้าต่อตาอวี๋ซื่อและไป๋ชิงโหรว พอเปิดกล่องออกภายในนั้นคือทองคำถึงหนึ่งร้อยตำลึง
นี่คือสินทรัพย์มูลค่าไม่น้อยแต่กลับถูกมอบให้ไป๋เซียงจู๋
“ท่านยายเงินพวกนี้มากไปแล้วเจ้าค่ะ หลานรับไว้ไม่ได้” ไป๋เซียงจู๋ส่ายหน้ายื่นมือออกไปเพื่อปัดป้องปฏิเสธ
“รับไปสิยายให้เจ้า เจ้าก็รับไว้” ฮูหยินเฒ่าไป๋กล่าวอย่างจริงจัง
“ท่านแม่ เซียงจู๋นางยังเด็กท่านแม่ให้เงินนางมากขนาดนี้...” อวี๋ซื่อรู้สึกอิจฉาจนแย้งขึ้นทันควัน
“ถ้านางยังเด็กก็ให้หลัวเอ๋อร์เก็บไว้ได้ เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก” ฮูหยินเฒ่าไป๋พูดขณะมองอวี๋ซื่อด้วยสายตาอึมครึมพิกล
อวี๋ซื่อหน้าเสียในบัดดลนางเฝ้าคิดถึงเงินส่วนตัวของฮูหยินเฒ่าไป๋มาตั้งนมนานไม่ว่าจะเลียบเคียงขออย่างไรก็และเล็มไม่ได้สักนิดเลยครั้งนี้กลับใจดีกับไป๋เซียงจู๋เหลือเกิน นางจะไม่อิจฉาได้อย่างไร
สุดท้ายไป๋เซียงจู๋ก็ปฏิเสธไม่ได้นางจึงจำต้องรับมาอย่างไรเสียเงินที่ได้ในครั้งนี้ก็ถือว่าถูกเวลามากสำหรับไป๋เซียงจู๋ทันแผนการที่นางวางไว้พอดิบพอดี เมื่อมีเงินทุนก้อนนี้ก็สมบูรณ์แบบ
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันกลับไปฮูหยินเฒ่าเอ่ยถามแม่เฒ่าจาง “อาการของหลัวเอ๋อร์ดีขึ้นบ้างหรือยัง เรียกหมอมาตรวจดูเสียตอนนี้เถอะจะได้ดูอาการให้จู๋เอ๋อร์พร้อมกัน รักษาบ่าวชื่อตู้เจวียนนั่นด้วย”
นี่เป็นเพราะว่าเห็นแก่คุณหนูใหญ่มิเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเชิญหมอมาให้สาวใช้คนหนึ่ง แม่เฒ่าจางรับคำสั่ง “เจ้าค่ะ นายหญิงช่างมีเมตตาหนก่อนที่นายท่านกลับมาจากต่างแดน ท่านบอกว่าทางเรือนนั้นดูซอมซ่อเกินทนสาวใช้ที่นายหญิงส่งไปล่าสุดมีไหวพริบกันหมดดูแลคุณหนูกับฮูหยินใหญ่ได้ไม่ผิดหวังจริงๆ ”
ฮูหยินเฒ่าพยักหน้า “หลัวเอ๋อร์เองก็ลำบากดีที่เซียงจู๋ฉลาดหลักแหลม เสียแค่หยิ่งทะนงไปสักหน่อย แต่ไม่เลวร้ายหรอกต้องแข็งแกร่งไว้บ้างนี่แหละ มิเช่นนั้นจะเหมือนหลัวเอ๋อร์เอาโดนข่มเหงรังแกแล้วยังทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน ไม่คิดสู้แม้แต่น้อย”
เนื้อแท้ของบุตรสาวนางเป็นคนใจอ่อน ไม่อย่างนั้นมีหรือจะคลอดลูกรอคอยชายคนนั้นกลับมาอย่างใจจดใจจ่อทั้งที่เขาทอดทิ้งนางและยังดึงดันรอต่อโดยไม่ออกไปสืบหาข่าวคราว จนปัจจุบันลูกสองคนโตกันหมดรอเท่าไรเขาก็คงไม่กลับมาแล้ว ตราหยกนั่นดูไม่ใช่ของธรรมดาทว่าลูกสาวคนนี้หวงแหนเสียจนไม่ยอมให้พวกเขานำไปสืบหาเจ้าของฉะนั้นก็ตามใจนางแล้วกัน
ส่วนไป๋เซียงจู๋นั้นกลับเป็นพวกไม่ยอมเสียเปรียบแม้คราวนี้เกือบทำให้ทั้งจวนไป๋อยู่ในอันตราย แต่เด็กนี่มีหัวคิดนางจะไม่ทำสิ่งที่สร้างความเสียหายเกินกว่าจะกู้คืนฮูหยินเฒ่าจึงเบาใจไปเปลาะหนึ่งเมื่อครู่ความผิดหวังที่ฉายผ่านดวงตาของเด็กคนนั้นสะกิดใจของฮูหยินเฒ่าไป๋ทำให้นางรู้สึกผิดทีเดียว
ตนให้ความยุติธรรมกับหลานคนนี้น้อยไปจริงๆ
แม่เฒ่าจางหน้าชื่นตาบาน “ปกตินายหญิงสวดมนต์เป็นประจำคุณหนูใหญ่มาร่วมเสียด้วย อยู่ได้สองสามชั่วยามไม่มีเบื่อคุณหนูรองไปขอพรที่วัดต้าโฝตั้งหลายปีไม่เห็นเคยได้พบเจวี๋ยคงต้าซือ แต่คุณหนูใหญ่กลับได้พบท่านอีกทั้งขอประคำนี้มาได้ ช่วงนี้ฮูหยินใหญ่ก็ดูสุขกายสบายใจขึ้นมากว่ากันว่าประคำนี้มีอานุภาพแรงกล้า ท่าทางสิ่งนี้น่าจะช่วยได้จริงคุณหนูใหญ่เองก็ตื่นรู้แล้ว ”
ฮูหยินเฒ่าไป๋ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ข้าไม่ได้ตามืดบอดนะใครจริงใจใครเสแสร้ง แรกเห็นก็รู้ชัดแล้ว ถึงเด็กคนนี้ทำดีเพราะต้องการคนคุ้มครองแต่นางก็มีความจริงใจต่อข้าไม่น้อยแค่เกื้อกูลนางตอบแทนความจริงใจนี้ไม่เสียหายอะไรหรอก ที่สำคัญน่ะนางสมควรได้รับการอุ้มชู”
แม่เฒ่าจางประคองฮูหยินเฒ่าให้เอนกายนอนลง “ขอให้คุณหนูใหญ่ไม่ทำให้นายหญิงผิดหวังเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเฒ่าไป๋รำพันทั้งที่หลับตา “ถึงฉลาดหลักแหลมแต่ก็ยังเด็กล่ะนะ เฮ้อ...”
แม่เฒ่าจางใจกระตุกไม่กล้าพูดอะไรอีก
เชิงอรรถ
[1]扶不上墙的烂泥 ดินโคลนที่ก่อกำแพงไม่ได้หมายถึง ไม่เป็นโล้เป็นพายเพราะไร้ความสามารถ