จารึกที่ 115 : กฎของการล่า : เหยื่อและผู้ล่า
ณ ป่าหมอกลวงตา ทิศตะวันตก
แสงตะวันยามเย็นเริ่มโรยรา ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีครามเป็นสีหมากสุกไล่เฉดไปจนถึงสีม่วงเข้ม เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวพาดผ่านผืนป่าราวกับกรงเล็บของปีศาจ หมอกสีขาวขุ่นที่เคยลอยอ้อยอิ่งเริ่มหนาตัวขึ้นตามอุณหภูมิที่ลดต่ำลง ส่งสัญญาณว่ารัตติกาลอันหนาวเหน็บและอันตรายกำลังจะมาเยือน
"ตกลงตามนี้..."
เสียงของ เฟิงอี้หราน ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหุบพัดจีบในมือดัง พรึ่บ หลังจากเจรจาธุรกิจกับอาเจียเสร็จสิ้น
"ป้ายคำสั่งที่ล่ามาได้ ข้าขอแค่ยี่สิบป้ายเพื่อให้ผ่านเกณฑ์การสอบเข้าศิษย์สายในระดับสูง ส่วนที่เหลือ... เจ้าเอาไปทั้งหมด"
"รวมถึงของมีค่าอื่นๆ ที่ยึดมาจาก 'เหยื่อ' ด้วยใช่ไหมขอรับ?" อาเจียถามย้ำ ตาเป็นประกาย
"เออ! ข้าไม่สนเศษเงินพวกนั้นหรอก" เฟิงอี้หรานโบกมืออย่างรำคาญใจ (แต่แฝงความป๋า) "หน้าที่ของเจ้าคือใช้ไอ้หุ่นถึกๆ นั่นคุ้มกันพวกข้า และใช้สายตาเจ้าเล่ห์ของเจ้าหาตัวศัตรูให้เจอ... เข้าใจไหม?"
"รับทราบขอรับ นายท่าน!" อาเจียยิ้มแก้มปริ "บริการประทับใจแน่นอน!"
ขบวนการล่าค่าหัวจึงเริ่มออกเดินทาง โดยมีอาเจียและ เจ้าสัว เดินนำหน้า เฟิงอี้หรานเดินตรงกลาง และ เฟิงหลิงเอ๋อร์ระวังหลัง
ขณะที่เดินลัดเลาะไปตามแนวป่ารกทึบ ดวงตาของอาเจียก็เรืองแสงสีทองจางๆ ตลอดเวลา 'เนตรอักขระ' ทำงานประสานกับประสาทสัมผัส กวาดมองโครงสร้างพลังงานในอากาศที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
"ท่านปู่..." อาเจียกระซิบเรียกจิตวิญญาณในห้วงจิต "ช่วยข้าดูหน่อยสิ ตรงพุ่มไม้ด้านหน้านั่น... กลิ่นอายมันแปลกๆ เหมือนมีการไหลเวียนของปราณที่ผิดธรรมชาติ"
เสียงแค่นหัวเราะอย่างขัดใจของ มู่เฉิน ดังขึ้นในหัว
"เจ้าเด็กขี้เกียจ! ของแค่นี้ต้องให้ข้าดูให้รึ? ก็แค่ 'ค่ายกลกับดักข่ายมนตรา' ระดับต่ำที่วาดด้วยเลือดสุนัขจิ้งจอก... ฝีมือหยาบกระด้างยิ่งกว่าลายมือไก่เขี่ยของเจ้าตอนหัดเขียนครั้งแรกเสียอีก!"
"โธ่ ท่านผู้เฒ่าก็..." อาเจียหัวเราะแหะๆ "ข้าแค่ต้องการความมั่นใจจากปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านต่างหาก... ว่าแต่มันแก้ยังไงนะ?"
"เตะหินก้อนที่สามทางขวาทิ้งซะ วงจรอักขระก็จะพังทลายแล้ว" มู่เฉินบ่นอุบ "แล้วเลิกเรียกข้าว่าท่านปู่สักที ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้น!"
"รับทราบครับ ท่านอาจารย์ปู่!"
อาเจียหยุดเดินกะทันหัน ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สองพี่น้องตระกูลเฟิงหยุด
"มีอะไร?" เฟิงหลิงเอ๋อร์ถามเสียงห้วน มือจับด้ามแส้อัคคีเตรียมพร้อม
"มีปลาตัวใหญ่วางเบ็ดล่อพวกเราอยู่ขอรับ..." อาเจียชี้ไปที่ทางเดินโล่งเตียนด้านหน้า ซึ่งดูปลอดภัยผิดปกติ "ตรงนั้นมีค่ายกลกับดัก ถ้าเราเดินทะเล่อทะล่าเข้าไป จะโดนตาข่ายปราณรัดจนกระดิกตัวไม่ได้ แล้วพวกมันก็จะรุมยำเราเละ"
"ไหน? ข้าไม่เห็นมีอะไรเลย" เฟิงหลิงเอ๋อร์เพ่งมอง แต่เห็นแค่ใบไม้แห้ง
"เชื่อข้าเถอะขอรับ สายตาข้าไม่เคยพลาดเรื่องอันตราย (และเรื่องเงิน)"
อาเจียแสยะยิ้ม ก่อนจะก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมา เล็งไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ทางขวามือ
"ดูนะ..."
ฟึ่บ!
ก้อนหินพุ่งออกจากมืออาเจีย กระแทกเข้ากับหินก้อนหนึ่งที่วางซ่อนอยู่ในพงหญ้าอย่างแม่นยำ
เปรี๊ยะ!
เสียงเหมือนกระจกแตกดังขึ้นเบาๆ อากาศตรงหน้าบิดเบี้ยววูบหนึ่ง ก่อนที่ค่ายกลล่องหนจะสลายหายไป เผยให้เห็นกลุ่มศิษย์สายนอกห้าคนในชุดสีเทาที่ซุ่มรออยู่บนต้นไม้และหลังพุ่มไม้ด้วยสีหน้าตกตะลึง
"เฮ้ย! กับดักพังได้ไงวะ!" หัวหน้ากลุ่มโจรตะโกนลั่น "ใครมันตาดีขนาดนั้น!"
"ความแตกแล้ว! ฆ่ามัน!"
กลุ่มโจรตัดสินใจกระโจนออกมาจากที่ซ่อน อาวุธครบมือ ทั้งดาบ ธนู และลูกตุ้มเหล็ก พุ่งเข้าใส่กลุ่มของอาเจียหมายจะปิดบัญชีด้วยกำลัง
"ไอ้พวกกระจอก..." เฟิงหลิงเอ๋อร์เบ้ปาก "คิดจะดักปล้นคุณหนูเฟิงคนนี้ เร็วไปสิบปี!"
นางสะบัดแส้สีแดงเพลิงในมือ เสียงดัง เพี้ยะ! ราวกับสายฟ้าฟาด
"แส้อัคคี : งูเพลิงระบำ!"
แส้ยาวตวัดรัดพันดาบของโจรคนแรก ความร้อนจากเปลวไฟหลอมดาบเหล็กจนแดงฉานในพริบตา โจรผู้นั้นร้องจ๊าก รีบปล่อยดาบทิ้งมือพอง
ทางด้านเฟิงอี้หรานยิ่งเหนือชั้นกว่า เขาเพียงแค่ยืนนิ่งๆ กางพัดจีบออกมารับลูกธนูที่พุ่งเข้ามา
เคร้ง! เคร้ง!
พัดเหล็กกล้าผสมหินปราณปัดป้องลูกธนูได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะสะบัดข้อมือเบาๆ
"ไปซะ... ยันต์วายุคลั่ง"
เฟิงอี้หรานโยนแผ่นยันต์สีเขียวราคาแพง (ใบละ 50 ตำลึง) ออกไปกลางวงล้อม ยันต์ระเบิดออกเป็นพายุหมุนขนาดย่อม พัดพาร่างของโจรสามคนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้จนจุก
"อึก... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!" หัวหน้าโจรที่เหลือรอดเพียงคนเดียวหน้าซีดเผือด หันหลังเตรียมจะหนี
แต่ทว่า... เงาทะมึนขนาดใหญ่กลับมายืนขวางทางหนีของมันไว้
เจ้าสัว ยืนตระหง่านดุจภูผา ดวงตาหยกดำไร้อารมณ์จ้องมองลงมา
"จะรีบไปไหนรึพี่ชาย?" อาเจียโผล่หน้าออกมาจากด้านหลังเจ้าสัว ยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันครบทุกซี่ "ทำกับดักต้อนรับพวกเราซะดิบดี จะไม่ให้อยู่รอรับ 'ของชำร่วย' หน่อยหรือ?"
"หลีกไปนะเว้ย!" โจรหนุ่มเงื้อดาบฟันใส่เจ้าสัวสุดแรงเกิด
แก๊ง!
เสียงโลหะกระทบหินดังสนั่น ดาบเหล็กกล้าหักสะบั้นเป็นสองท่อนทันทีที่ปะทะกับผิวหยกทมิฬที่ผสานหัวใจศิลา แม้แต่รอยขีดข่วนก็ไม่ปรากฏบนตัวเจ้าสัว
"อะ... อะไรกัน..." โจรหนุ่มเข่าอ่อน ทรุดลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
"เจ้าสัว... ตบเบาๆ สั่งสอนหน่อย อย่าให้ตายนะ เดี๋ยวของพังจะขายไม่ได้ราคา" อาเจียสั่งเสียงเรียบ
ผัวะ!
หลังมือหินของเจ้าสัวฟาดเข้าที่ท้ายทอยโจรหนุ่มเพียงเบาๆ (ในมาตรฐานหุ่นเชิด) ร่างนั้นก็สลบเหมือดคาที่ทันที
...
ครู่ต่อมา
อาเจียเดินฮัมเพลงอย่างมีความสุข ท่ามกลางร่างของกลุ่มโจรที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ (และเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว)
เสื้อผ้า อาวุธ ถุงเงิน และป้ายคำสั่ง ทั้งหมดถูกกองรวมกันเป็นภูเขาย่อมๆ ตรงหน้า
"ป้ายคำสั่งห้าอัน... เงินสดร้อยห้าสิบตำลึง... ดาบเหล็กเกรดต่ำสามเล่ม... ยารักษาแผลสองขวด..." อาเจียดีดลูกคิดในอากาศ คำนวณกำไรขาดทุนอย่างรวดเร็ว
"เป็นไง? คุ้มค่าจ้างไหมขอรับ?" อาเจียหันไปถามสองพี่น้องตระกูลเฟิง
เฟิงหลิงเอ๋อร์มองดูสภาพอันน่าอนาถของกลุ่มโจรที่ถูกปล้นจนเกลี้ยง แล้วทำหน้าสยดสยองเล็กน้อย
"เจ้านี่มัน... น่ากลัวกว่าโจรอีกนะอาเจีย ปล้นซะไม่เหลือแม้แต่รองเท้าเลยรึ?"
"รองเท้าคู่นั้นสภาพยังดี ซักหน่อยขายมือสองได้สิบอีแปะเชียวนะคุณหนู!" อาเจียตอบอย่างภาคภูมิใจ
เฟิงอี้หรานหัวเราะชอบใจ "ฮ่าๆๆ! ดี! ข้าชอบความงกของเจ้า! แบบนี้สิถึงจะเรียกว่า 'คู่ค้า' ที่พึ่งพาได้"
เขาโยนป้ายคำสั่งทั้งห้าอันให้อาเจีย
"ตามตกลง... ป้ายพวกนี้เป็นของเจ้า ข้าจะรอเก็บจากพวก 'ตัวเป้ง' ที่มีคะแนนเยอะๆ ทีเดียว"
อาเจียรับป้ายมาเก็บเข้าถุงอย่างรวดเร็ว
"ขอบคุณขอรับ! งั้นเราไปต่อกันเลยไหม? ท่านปู่... เอ้ย เนตรอักขระของข้าบอกว่า ทางทิศตะวันออกมีกลุ่มคนกำลังสู้กันอยู่ กลิ่นอายรุนแรงน่าดู น่าจะเป็นพวกตัวเป้งที่ท่านตามหาแน่ๆ"
"นำทางไปเลย!" เฟิงอี้หรานสั่งการด้วยความฮึกเหิม
อาเจียพยักหน้า ก่อนจะแอบส่งจิตคุยกับมู่เฉิน
'ท่านผู้เฒ่า... คืนนี้ท่านคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ ข้าได้กลิ่นเงินและอันตรายลอยคลุ้งเต็มป่าเลย'
"เออ... รู้แล้วน่า" มู่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะรำคาญ แต่ก็แฝงความตื่นเต้น "เตรียมตัวให้ดีล่ะเจ้าหนู... ข้าสัมผัสได้ว่าในป่าลึกนั่น มีบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ศิษย์สำนักเรา... บางอย่างที่ 'เก่าแก่' และ 'หิวโหย' กำลังตื่นขึ้น"
อาเจียชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อมือกุมถุงเงินที่ตุงแน่น ความกลัวก็หายไปครึ่งหนึ่ง
"หิวโหยงั้นรึ? ...หวังว่ามันคงไม่กินเงินเป็นอาหารนะ ไม่งั้นข้าสู้ตายแน่!"
ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมป่าหมอกลวงตา... ทีมล่าสมบัติสุดเพี้ยนทีมนี้กำลังก้าวเข้าสู่กับดักที่แท้จริง โดยที่ยังไม่รู้ตัว.