ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจียงอิ๋งอิ๋งแข็งค้างไปชั่วครู่นิ้วมือเรียวเล็กลนลานบิดเข้าหากันอย่างไม่เป็สุข “ขอโทษค่ะฉันสะเพร่าเอง คิดไม่รอบคอบเอาเสียเลย”
ขนตาที่ยาวเป็แพของเธอหลุบต่ำลงทว่ายังคงมองเห็นขอบตาที่เริ่มแดงอยู่รำไรแม้แต่ริมฝีปากล่างที่ถูกฟันขาวขบเม้มไว้ก็ยังมีรอยเืซิบออกมาชวนให้รู้สึกเวทนา
ไม่รอให้หลี่เสวี่ยเหลียนได้อ้าปากพูดเสิ่นชิ่งหงก็ชิงกล่าวขึ้นมาก่อน “เสิ่นเหยาแกพูดกับเมียแบบนั้นได้ยังไง? คนครอบครัวเดียวกันก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันสิ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเองก็รีบสมทบ“พี่สะใภ้ อย่าเสียใจไปเลยค่ะ พี่รองก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยวันนี้ฉันไม่เหนื่อยเลยสักนิด เมื่อกี้เพิ่งกินข้าวไปตั้งเยอะต้องหาอะไรทำจะได้ย่อยง่ายๆ ไงคะ!”
พูดจบเธอก็ปรายตาตำหนิเสิ่นเหยาไปทีหนึ่ง“พี่รอง พี่จะมาตัดสินใจแทนฉันทำไมกันเนี่ย?”
เสิ่นเหยาลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเ็า
ตกลง...ตอนนี้กลายเป็เขาที่เป็คนร้ายไปแล้วสินะ!
ทว่ายังไม่ทันที่เรียวขาสูงยาวจะก้าวพ้นประตูห้องหลี่เสวี่ยเหลียนก็ะโรั้งเขาไว้จากด้านใน “จะไปไหน?ให้เสี่ยวอวิ๋นไปช่วยงานอิ๋งอิ๋ง ส่วนแกไปล้างจาน!”
ใบหน้าของเสิ่นเหยาในยามนี้นอกจากจะเ็าแล้ว ยังเริ่มดำทะมึนขึ้นมาอีกด้วย...
วันนี้กินมื้อค่ำเร็วท้องฟ้าด้านนอกจึงยังไม่มืดสนิทนัก
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเดินตามเจียงอิ๋งอิ๋งเข้าไปในห้องเพียงแวบแรกเธอก็เหลือบไปเห็นเนื้อผ้าที่เรียบลื่นและงดงามผืนนั้น
เธอกรีดร้องออกมาเบาๆด้วยความประหลาดใจ พลางยื่นมือออกไปหมายจะัั แต่แล้วก็รีบชักมือกลับทันควันเพราะเกรงว่าตนเองจะทำผ้าที่สวยงามเปื้อนเสียก่อน
เจียงอิ๋งอิ๋งประคองชุดเข็มกับด้ายและผ้าที่ตัดเย็บไว้คร่าวๆเข้ามา“เสื้อตัวนี้ฉันเย็บไปรอบเดียวเอง แต่มันยังไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่เสี่ยวอวิ๋น ฝีมือเย็บปักของเธอประณีตนักช่วยใช้เข็มเล็กเย็บซ้ำให้ฉันอีกรอบได้ไหมจ๊ะ?”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นรีบพยักหน้าหงึกๆ“พี่สะใภ้วางใจได้เลยค่ะ ฉันจะเย็บให้ดีที่สุด!”
พูดจบเธอก็รีบไพร่มือไว้ข้างหลัง“รอเดี๋ยวค่ะ ฉันขอไปล้างมือก่อน!”
เมื่อล้างมือสะอาดแล้วกลับเข้ามาในห้องเจียงอิ๋งอิ๋งก็เริ่มลงมือกะระยะและตัดผ้าชุดใหม่อีกชิ้น
ครั้นเห็นเสี่ยวอวิ๋นก้าวเข้าประตูมาเธอก็เลื่อนกระปุกครีมหิมะไปตรงหน้า “ทามือเสียหน่อยสิไม่อย่างนั้นมือที่กร้านอาจจะเกี่ยวเส้นด้ายจนรุ่ยได้ถ้าเป็แบบนั้นเสื้อผ้าจะดูไม่สวยเอา”
หลักการนี้เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเองก็เข้าใจดี
เธอบรรจงทาครีมที่มือจนทั่วถึงค่อยกล้ารับผ้าผืนนั้นมา
“พี่สะใภ้ นี่พี่เป็คนตัดเองหรือคะ?” เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นยังไม่อยากจะเชื่อสายตาทว่าในมือของเจียงอิ๋งอิ๋งยังคงถือกรรไกรอยู่
“ใช่จ้ะ เธอว่าสวยไหม?”
เจียงอิ๋งอิ๋งพยักหน้ารับพร้อมกับชูชุดกระโปรงที่เป็รูปเป็ร่างขึ้นมา “ถ้าเธอมีความคิดเห็นอย่างอื่นก็บอกได้นะยังแก้ไขได้อยู่”
มันคือชุดเดรสลายดอกไม้เล็กๆบนพื้นสีขาว ปกเสื้อเป็แบบคอตุ๊กตา ความยาวคลุมไปถึงหน้าแข้งปลายแขนเสื้อออกแบบให้เป็ระบายทรงใบบัวส่วน่เอวคอดเข้ารูปเพื่อขับเน้นส่วนโค้งเว้า ด้านหน้ามีแถวกระดุมเรียงราย
การออกแบบเช่นนี้อาจจะดูธรรมดาในยุคปัจจุบันแต่ในยุคสมัยที่มีแต่สีดำ เขียวขี้ม้า และเทาเป็หลักเช่นนี้มันกลับดูโดดเด่นสะดุดตาจนชวนตะลึง
“สวยจังเลยค่ะ... เหมือนชุดที่พวกคุณหนูตระกูลใหญ่ในภาพวาดเขาใส่กันเลย...”
ดวงตาของเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเป็ประกายวาบวับก่อนจะหม่นแสงลงในครู่ต่อมา “เสียดายจังใส่ไปทำไร่ทำนาไม่ได้แน่ๆ”
เด็กสาวชาวชนบทที่มีชีวิตสุขสบายไม่ต้องทำงานหนักอย่างเจียงอิ๋งอิ๋งจะมีสักกี่คนกัน?ส่วนใหญ่ก็ใส่แต่กางเกงขายาวสีดำกันทั้งนั้นใครจะมาใส่กระโปรงกันเล่า?
ทว่ากลุ่มเป้าหมายของเธอก็ไม่ใช่สาวชาวไร่เสียหน่อย
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มบางๆโดยไม่คิดจะอธิบาย “เสี่ยวอวิ๋นพี่อยากจะทำกระโปรงออกมาให้ได้สองชุดก่อนท้องฟ้าจะมืดสนิท พวกเรามาเร่งมือกันเถอะ”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นไม่ได้โอ้อวดเกินจริงฝีมือเย็บปักของเธอนั้นทั้งรวดเร็วและประณีตฝีเข็มเรียงตัวสม่ำเสมอละเอียดอ่อนกว่าเจียงอิ๋งอิ๋งอยู่หลายเท่าตัวนัก
อย่างไรเสียในยามที่เจียงอิ๋งอิ๋งออกแบบเสื้อผ้าในชาติก่อนเธอก็แค่ใช้เข็มเย็บเป็ตัวอย่างเท่านั้น เวลาลงมือทำจริงๆส่วนใหญ่เธอมักจะพึ่งพาจักรเย็บผ้าเสียมากกว่า
เฮ้อ...ถ้ามีจักรเย็บผ้าสักหลังก็คงจะดี...
เจียงอิ๋งอิ๋งทอดถอนใจในอกพลางเร่งมือเย็บให้เร็วยิ่งขึ้น
จวบจนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทกระโปรงทั้งสองชุดก็เสร็จสมบูรณ์
ชุดทั้งสองตัวเหมือนกันทุกประการข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ กระดุมหน้าอกชุดหนึ่งหุ้มด้วยผ้าลายดอกไม้ส่วนอีกชุดหุ้มด้วยผ้าสีเหลืองอ่อน
กระดุมเหล่านี้เจียงอิ๋งอิ๋งเลาะออกมาจากเสื้อเชิ้ตตัวเก่าของเธอชุดละสองเม็ดก็ถือว่าพอดีใช้
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นลูบไล้ชุดกระโปรงอย่างทะนุถนอม“พี่สะใภ้ กระโปรงนี่สวยจริงๆ เลยค่ะ!แต่ทำไมต้องทำออกมาเหมือนกันสองชุดล่ะคะ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งตบหัวเธอเบาๆ“ชุดพวกนี้พี่ตั้งใจจะเอาไปขายจ้ะ”
“เอ๊ะ?”
ที่แท้ก็ไม่ได้ทำไว้ใส่เองหรอกหรือ?
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเบิกตาโพลงพร้อมกับลดเสียงให้เบาลง “พี่สะใภ้คะของแบบนี้มันขายยากนะ!”
ในปีนี้เพิ่งจะเริ่มมีนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศทว่าในพื้นที่ส่วนลึกของแผ่นดินใหญ่ยังไม่อนุญาตให้มีการซื้อขายกันอย่างอิสระถึงกระนั้นการนำของส่วนตัวไปแลกเปลี่ยนก็ไม่ใช่เื่แปลกใหม่อีกต่อไป
ดังนั้นจึงมีคนในชนบทจำนวนมากที่นำไข่ไก่หรือธัญพืชจากที่บ้านเข้าเมืองไปแลกเปลี่ยนเป็สิ่งของอย่างอื่น
เจียงอิ๋งอิ๋งเม้มปากยิ้ม“ไว้พี่หาเงินได้แล้ว จะซื้อลูกอมมาให้กินนะ”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นหน้าแดงเรื่อ“ฉันไม่ใช่เด็กๆ เสียหน่อย...”
ทว่าเธอก็เคยได้ยินมาว่าในเมืองมีลูกอมชนิดหนึ่งที่ห่อด้วยกระดาษสวยงาม รสชาติอร่อยล้ำเลิศนัก...
หลังจากเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกลับไปแล้วเสิ่นเหยาจึงก้าวเข้ามาในห้อง เขาไม่เอ่ยคำใดเพียงแต่นอนลงบนเสื่อไม้ไผ่ที่ปูไว้บนพื้น เตรียมตัวจะเข้านอน
แต่ยังไม่ทันได้หลับตาหัวไหล่ก็ถูกเท้าเล็กๆ เขี่ยเบาๆ
“พี่เหยา พรุ่งนี้พวกเราเข้าเมืองกันเถอะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งโน้มตัวลงไปมองเขาจาก้า
ท่ามกลางห้องที่มืดมัวเสิ่นเหยายังคงมองเห็นดวงตาที่เป็ประกายระยิบระยับของเธอและลำคอขาวผ่องที่ดูเด่นตาจนใจสั่น
“เข้าเมืองไปทำไม?”
ทันทีที่อ้าปากพูดน้ำเสียงกลับทุ้มพร่าลงอย่างประหลาด
เสิ่นเหยาจึงพลิกกายหันหลังให้ไม่ยอมมองหน้าเธอ “วันนี้ก็ไม่ได้ลงไร่แล้วพรุ่งนี้จะเข้าเมืองอีก พืชผลในนาจะไม่เอาแล้วหรือไง?”
เจียงอิ๋งอิ๋งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงน้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้น “เสิ่นเหยาพวกเรามาร่วมมือกันเถอะ”
เธอไม่ได้เรียกว่า‘พี่เหยา’ แต่กลับเรียกชื่อจริงของเขาแทน
เสิ่นเหยารู้สึกขัดหูอยู่บ้างน้ำเสียงจึงพลอยเ็าตาม “หมายความว่ายังไง?”
“คุณพาฉันเข้าเมืองไปขายของ พอได้เงินมาเราค่อยมาแบ่งกัน”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงคอเล็กน้อยข้างกายเธอคือชุดกระโปรงสองชุดนั้น “แต่ต้องตกลงกันก่อนนะเงินที่ได้ฉันเอาแปดส่วน คุณเอาสองส่วน เพราะยังไงของพวกนี้ก็เป็ของฉัน”
เธอเป็ภรรยาเขาแท้ๆแต่เื่ขายของกลับจะมาแบ่งแยกชัดเจนขนาดนี้!
เสิ่นเหยาอธิบายไม่ถูกว่าเขารู้สึกอย่างไรในใจแต่อย่างไรเสียเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
“เธอจะขายอะไร?”
“เสื้อผ้าค่ะ!”
เสื้อผ้า?
เสิ่นเหยานึกถึงผ้าใยสังเคราะห์ผืนนั้นพลางใจเต้นผิดจังหวะ “เสื้อผ้าขายยากนะ”
ท่ามกลางความมืดเสียงอันอ่อนละมุนของเจียงอิ๋งอิ๋งแว่วมา “แล้วคุณจะไปไหมล่ะ?”
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะไปเดินดูที่ตลาดมืดอยู่แล้วเพื่อหาช่องทางทำเงินเพราะเขายังหาเงินค่ายาของพ่อในเดือนหน้าไม่ได้เลย
เสิ่นเหยาหลุบตาลง“ไป”
เจียงอิ๋งอิ๋งหัวเราะเบาๆพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม “พี่เหยาพี่นี่เป็คนดีจริงๆ เลย!”
เหอะ...พอบทจะไม่เรียกชื่อเสิ่นเหยา ก็กลับมาเรียกพี่อีกแล้วสินะ?
“ถ้าจะเข้าเมือง พรุ่งนี้ต้องตื่นให้เช้าหน่อย เพราะหายืมจักรยานได้ยากเราจะต้องเดินเท้าไป” น้ำเสียงเย็นๆ ของเสิ่นเหยาดังขึ้น“ออกเดินทางตีห้า”
เช้าขนาดนั้นเลยหรือ?
เจียงอิ๋งอิ๋งขมวดคิ้วเรียวงาม“ตอนนั้นฟ้ายังไม่สว่างเลยนะ! เอาอย่างนี้ไหมฉันจะไปขอยืมรถจากพ่อฉันเอง พวกเราจะได้ขี่ไป”
คนในหมู่บ้านที่มีจักรยานมีไม่ถึงห้าครัวเรือนที่บ้านเธอก็รักรถคันนั้นปานดวงใจพ่อจะยอมขี่ก็เฉพาะยามไปประชุมที่ตัวอำเภอเท่านั้น
ยามปกติเก็บรักษาไว้อย่างกับสมบัติล้ำค่าแม้แต่เจียงอิ๋งอิ๋งที่ได้รับความรักล้นปรี่ก็ยังแตะต้องไม่ได้
เสิ่นเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ“ในหมู่บ้านมีคนเข้าเมืองทุกวัน เธอเห็นใครขี่จักรยานไปบ้างล่ะ?ช่างเป็คุณหนูผู้อ่อนแอจริงๆ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งกลอกตาใส่ความมืด“ตกลง งั้นพรุ่งนี้เดินไปก็ได้”
คอยดูเถอะถ้าเธอหาเงินได้เมื่อไหร่ สิ่งแรกที่จะซื้อคือจักรเย็บผ้า ตามด้วยจักรยานแล้วสุดท้ายก็จะถอยโทรทัศน์มาให้ดู...