เบื้องหน้าของหงซือซือคือสตรีที่ได้ชื่อว่าน่าสงสารผู้หนึ่งในวังหลวงเฉินเฟย ผู้งดงามแช่มช้อยนางดูไม่อ่อนหวานเท่าตงเฟย และไม่สง่างามเท่าเหมยเฟย หัวหน้าสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟกลับมองเห็นความโศกเศร้าและเด็ดเดี่ยวในดวงตาของสตรีตรงหน้า
“เฉินเฟยคารวะองค์หญิงหลวนเพคะ”
พระสนมผู้มาในจังหวะที่ตงเฟยและพระชายาหานซู่ลี่ต่างขอลากลับมีความงดงามเป็นรองเสิ่นกุ้ยเฟยอยู่เพียงเล็กน้อยนางเป็นเพียงผู้เดียวในพระสนมทั้งสี่ที่เคยมีพระโอรสหากแต่กลับต้องสูญเสียบุตรที่มีอายุเพียงหกเดือนด้วยอาการไข้ฉับพลันข่าวซุบซิบในวังหลังล้วนเชื่อกันว่านั่นเป็นการสิ้นพระชนม์ของพระโอรสที่ผิดปกติแม้การสืบเสาะหาสาเหตุต่อจากนั้นอาจจะไม่พบเบาะแสใด ‘นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าควรสืบให้ชัดเจนไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของเถียนฮองเฮาหรือผู้ใดกันแน่?’
วิสัยของคนที่ทำงานสืบข่าวขายข่าวอย่างหงซือซือนางจะตั้งข้อสงสัยให้กว้างเอาไว้ก่อนเผื่อว่าอาจจะเจอความจริงใหม่ๆ หรืออาจจะได้พบร่องรอยที่น่าประหลาดใจอย่างหลายๆคดีในยุทธภพ
เมื่อได้เห็นใบหน้าของเฉินเฟยแล้วลึกๆหงซือซือก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่นางอาจจะเป็นสตรีที่พี่สามรักใคร่ห่วงใยยิ่งกว่าทั้งสามคนที่เข้ามาก่อนหน้านี้เพราะนางเคยมีบุตรกับพี่สาม คิดมาถึงตรงนี้หัวใจของหงซือซือก็เจ็บแปลบมาแวบหนึ่ง
“เปิ่นกงเคยได้ยินฝ่าบาทชมว่าเฉินเฟยงดงามและสง่าอีกทั้งยังบรรเลงพิณได้ไพเราะที่สุดในวังหลัง” หงซือซือยังคงสนทนากับพระสนมด้วยการเอ่ยถึงคำชื่นชมที่ฮ่องเต้ทรงมีให้กับพระสนมแต่ละคนนางมิได้โกหกเพียงตัดข้อความที่ฮ่องเต้เอ่ยเกี่ยวกับพวกนางก่อนหน้าและหลังประโยคชื่นชมเหล่านี้
‘เฉินเฟยเคยมีลูกให้ข้า แต่นั่นเพราะข้าเป็นหน้าที่ของข้าข้าเพียงหวังจะมีลูกชายสักคนได้สืบบัลลังก์ทว่าหลังจากลูกของข้าอายุได้หกเดือนกลับตายด้วยไข้ฉับพลันที่ดูประหลาดนัก ต่อมาฮองเฮาตั้งท้องข้าก็มิได้อนุญาตให้ผู้ใดตั้งครรภ์ กระทั่งนางคลอดลูกชายข้าก็ไม่ใส่ใจเรื่องมีลูกเพิ่มอีก นางเป็นสตรีที่สง่างามและยังบรรเลงพิณได้ไพเราะยิ่งกว่าสนมทุกคนที่ข้ามีแต่บางทีนางก็ดูมีลับลมคมในจนไม่น่าไว้วางใจแม้ท่าทางของนางจะดูเศร้าแต่ข้าว่านางเป็นสตรีเด็ดเดี่ยวผู้หนึ่ง’
คำบอกเล่าของพี่สามทำให้หงซือซือพอประติดประต่อความโหดเหี้ยมของเถียนฮองเฮาที่ลอบกำจัดลูกของพี่สามในคราวก่อนที่นางตั้งครรภ์หงซือซือตั้งใจไว้ว่าหากพี่สามไว้ใจนางมากกว่านี้นางก็จะซักไซ้เขาว่าเขารู้พฤติกรรมของเถียนฮองเฮาบ้างหรือไม่? คนฉลาดแบบเขาเหตุใดจึงมิได้ป้องกันหรือจัดการเรื่องวังหลังให้เรียบร้อย?
“ขอบพระทัยที่เก็บคำชื่นชมของฝ่าบาทมาให้หม่อมฉันเพคะ” เฉินเฟยน้อมรับด้วยอาการสงบแตกต่างจากอาการที่พระสนมคนอื่นแสดงออก หงซือซือเห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกสะดุดใจ ท่าทีไม่ลำพองของนางทำให้หงซือซือยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นไปอีก
“ฝ่าบาทยังพระราชทานปิ่นเอาไว้ให้เปิ่นกงเพื่อให้พระสนมให้เลือกไปใช้ด้วย”องค์หญิงหลวนหันไปพยักหน้าให้เต้ามามาหลี่ “เจ้าไปเอากล่องใส่ปิ่นมาให้ พระสนมเลือกเถอะ”
“เพคะ”หัวหน้านางกำนัลเป็นผู้ไปเลือกกล่องใส่ปิ่นออกมานางเปิดฝาแล้วตรงไปยืนต่อหน้าเฉินเฟย
“พระสนมชอบชิ้นใดก็เลือกเอาเถิดล้วนเป็นของพระราชทานทั้งสิ้น”
“ขอบพระทัยเพคะ” เฉินเฟยปรายตามอง สายตาของนางมิได้ชื่นชมยินดีในของทั้งหมดที่วางเรียงรายต่อหน้าสักเท่าใดแตกต่างจากพระสนมคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ประกายตาของนางคล้ายเบื่อหน่ายในของมีค่าที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้า
“มีชิ้นใดถูกใจพระสนมบ้างหรือไม่?”
“งดงามทุกชิ้นเพคะ”
หงซือซือรู้ว่านางเพียงพูดตามมารยาทเพราะดวงตาของนางช่างแข็งกระด้าง“พระสนมคิดว่าปิ่นอันใดงดงามที่สุดก็หยิบเอาเถิด เปิ่นกงจะได้ทูลฝ่าบาทได้”
เฉินเฟยตัดใจหยิบปิ่นทองคำที่ประดับด้วยทับทิมสีแดงสดใสที่อยู่ริมสุดขึ้นมาสีแดงสดคล้ายกับหยดเลือดของบุตรชายของนางที่ไหลออกจากปากในวันที่ไข้ขึ้นสูงจนไร้สติและจากไปในอ้อมแขน“หม่อมฉันขอเลือกชิ้นนี้เพคะ”
“ทับทิมชั้นดีจากดินแดนอันไกลโพ้นปิ่นพระราชทานชิ้นนี้ช่างทองออกแบบได้งดงามยิ่งลวดลายดอกไม้อ่อนช้อยกว่าชิ้นใดที่เปิ่นกงเคยเห็นมา” หงซือซือพยายามยิ้มหวานให้นางแต่นางกลับยิ้มน้อยๆ แต่พองามคล้ายกับเป็นยิ้มที่ถูกปั้นแต่งจนกลายเป็นความเคยชิน
“สีแดงมีความหมายในชีวิตหม่อมฉันมากกว่าสีอื่นเพคะ”ดวงตาของนางมีประกายของความชิงชังผุดมาวูบหนึ่ง หงซือซือสังเกตได้ทัน
“สีแดงเป็นสีที่โดดเด่นและมีพลังดูท่าพระสนมคงเป็นผู้มีความเป็นผู้นำและเด็ดขาด”
“องค์หญิงทรงชื่นชมเกินไปเพคะหม่อมฉันก็แค่สตรีที่ทำได้ดีเพียงบรรเลงพิณส่วนอย่างอื่นก็รู้เท่าที่ควรรู้แค่นั้นเอง”
ยิ่งพูดคุยกันนานขึ้นหงซือซือยิ่งรู้สึกว่าสตรีที่เคร่งมารยาทตรงหน้าดูมีลับลมคมในอย่างที่พี่สามว่าจริงๆเฉินเฟยผู้นี้ดูเข้าใจได้ยากยิ่ง
สายวันต่อมาหลังจากองค์หญิงหลวนไปเข้าเฝ้าฮองไทเฮาแล้วก็ขออนุญาตกลับตำหนักเสียนเหลียงด้วยข้ออ้างว่ารู้สึกเวียนศีรษะเมื่อกลับมาถึงพระชายาหานซู่ลี่ก็มานั่งรออยู่พร้อมแล้ว
“ชุดข้าเอามาพร้อมแล้วต่อไปก็ฝากเจ้าซ่อนไว้ในตำหนักด้วยก็แล้วกัน คราวหน้าจะได้ไม่ต้องขนไปขนมาอีกอย่างครั้งนี้เป็นเพราะข้ามาพร้อมท่านอ๋องจึงไม่ถูกหัวหน้าองครักษ์มาซักไซ้เรื่องของที่เอามาอ้างว่าเอามาฝากเจ้าแค่นั้นก็ผ่านแล้ว”
“หัวหน้าองครักษ์เหม่ยน่ะหรือ?” หงซือซือเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหัวหน้าองครักษ์ผู้นี้คือพี่ชายแท้ๆของเหม่ยเฟย หากพวกเขารู้ว่าหานซู่ลี่สนิทกับนางก็อาจจะเพ่งเล็งสหายของนางได้
“นี่ข้ามิได้เล่าหรือว่าคราวก่อนที่มาหาเจ้า ข้าเจอหัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ระหว่างทางพอรู้ว่าข้าจะมาตำหนักเสียนเหลียงเขาก็ซักไซ้ไล่เรียงข้าใหญ่เลยสีหน้าดุดันราวกับข้าเป็นผู้ต้องสงสัยลอบเข้าวังเสียอย่างนั้น”
“อืม...เขาเป็นพี่ชายของเหม่ยเฟยนี่”
“หา!”
“คราวหน้าเจ้าคงต้องระวังตัวกับคนผู้นี้สักหน่อย”
“อือ...เอาเถอะตอนนี้ข้าใจร้อนล่ะอยากไปสืบข่าวให้เจ้าเร็วๆ”
หงซือซือคว้าแขนนินจาหญิงเอาไว้“ประเดี๋ยวก่อน ตอนนี้ข้ามีเรื่องคาใจอยากให้เจ้าไปสืบให้ก่อน”
“ยังมีเรื่องที่น่าสงสัยยิ่งกว่าพระสนมที่ข้าเห็นเมื่อวานนี้อีกหรือ?”
“ใช่!ข้าอยากให้เจ้าไปตำหนักเหอผิงเป็นอันดับแรก”
“ตำหนักเหอผิงของพระสนมเฉินเฟยนั่นน่ะหรือ?”พระชายาหานซู่ลี่เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของสหายรักอย่างยิ่งหากหงซือซือสงสัยคงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่!
***************
