หลังจากที่นั้นหานอีและฉางเฟิงก็นั่งพูดคุยเกี่ยวกับการปรุงยารวมถึงเรื่องสมุนไพรอีกด้วยทั้งสองคนต่างแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกันทำให้ทั้งสองได้รับประโยชน์ไปไม่น้อยหลายวันผ่านไปหานอีก็ต้องเดินทางกลับสมาคมส่วนอี้หยุนกก็ได้จัดการดูแลสมาคมสาขาอาณาจักรสวรรค์แห่งนี้ต่อไป
อีกด้านซงเทียนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังของกลุ่มที่โจมตีผู้คนแล้วทางซงเทียนเลยให้กลุ่มลอบสังหารเตรียมพร้อมคอยจัดการทันทีในขณะเดียวกันซงเทียนก็ได้กระจายข่าวนี้ออกไป
และผู้ที่ลงมือนั้นยังไม่ใช่คนของนิกายใหญ่แต่เป็นคนของนิกายขนาดเล็กของอีกสามอาณาจักรอย่างนิกายดาบนิกายมาร และนิกายสัตว์ร้าย ซึ่งรวมแล้วก็เป็น 9นิกายขนาดเล็กร่วมมือกันโจมตี
ทางฝั่งของหลานโหลวเมื่อนางรู้ตัวการแล้วนางก็ให้ระดับจักรพรรดิลงมือในครั้งนี้หอสมบัติได้ขนสิ้นค้าจำนวนมากมาอีกครั้ง แน่นอนว่าโจรชั่วย่อมไม่ปล่อยให้ผ่านไปและลงมือเพียงแต่ครั้งนี้หอสมบัติถึงกับส่งระดับจักรพรรดิให้ซ่อนตัวมาด้วย
“เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีระดับจักรพรรดิอยู่ที่นี่”
“สายของคนพวกนั้นไม่เห็นบอกข้อมูลนี้เลย”
“บัดซบนิกายใหญ่ทำงานกันยังไงเนี่ย” คนของนิกายขนาดเล็กพากันหวาดกลัวทันที
“กล้าหาเรื่องหอสมบัติของข้าพวกเจ้าคิดว่าจะรอดกันไปได้” ระดับจักรพรรดิขั้นที่ 7ของหอสมบัติไม่รอช้าทำการล้างบางทันที
หอสมบัติไม่ต้องการหลักฐานหรือตัวจริงของอีกฝ่ายแค่ทำการกวาดล้างอีกฝ่ายก็เพียงพอแล้วและเพราะการส่งต่อข้อมูลที่ผิดพลากนี้ทำให้นิกายขนาดเล็กสูญเสียครั้งใหญ่
และไม่ใช่แค่นั้นหน่วยลอบสังหารของซงเทียนเองก็เคลื่อนใหวทำการสังหารกลุ่มของนิกายขนาดเล็กในเส้นทางต่างๆเช่นกัน
“บัดซบนี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ข้อมูลที่นิกายดาบเมฆาส่งมามันผิดศัตรูแข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก”
“บ้าเอ้ยข้าบอกแล้วว่าอย่าไปลงมือกับหอสมบัติและสมาคมนักปรุงยาพวกเจ้าก็ไม่เชื่อเห็นใหมตอนนี้สมาคมนักปรุงยาและหอสมบัติได้ถอนตัวออกจากอาณาจักรของพวกเราแล้ว”
“แล้วจะให้ข้าทำยังไงเพราะสี่นิกายใหญ่เป็นคนส่งคำสั่งลงมา”
“พวกนั้นไม่เดือดร้อนอยู่แล้วเพราะพวกนั้นยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยแต่พวกเราไม่เพียงแต่สูญเสียคนเท่านั้นแต่ยังสูญเสียการสนับสนุนจากหอสมบัติและสมาคมนักปรุงยาอีกด้วย”
เหล่าผู้นำของนิกายขนาดเล็กพากันโกรธและถกเถียงกันบางคนถึงขนาดเริ่มที่จะไม่อยากทำตามคำสั่งของนิกายใหญ่แล้วเพราะพวกเขาแทบจะไม่หลงเหลืออำนาจอยู่เลยหลังจากการสูญเสียครั้งนี้
ทางด้านการต่อสู้หลังจากคนของนิกายขนาดเล็กถูกสังหารไปจนหมด ซากศพก็ไม่ได้ถูกจัดการทันใดนนั้นเองได้มีกลุ่มคนชุดดำและสวมหน้ากากเอาไว้ปรากฏตัวออกมา
“เป็นศพที่พึ่งตายแบบนี้ถือว่าเป็นของดีจริงๆ”
“เป็นศพระดับปฐพีและระดับราชันถือว่าพวกเราได้ของดีนะเนี่ย”
“ฮ่าฮ่า ด้วยการกลั่นศพพวกนี้ให้กลายเป็นหุ่นศพอีกไม่นานนิกายซากศพของพวกเราก็จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งต่อให้เป็นนิกายการมารหรือนิกายดาบก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้อีก”
“ไม่ผิดตอนนี้นิกายขนาดเล็กล้วนแต่อ่อนแอลงมากถ้าพวกเราลงมือไม่ใช่ว่าพวกเราจะได้ศพอีกจำนวนมหาศาลหรอกเหรอ”
“แน่นอนตอนนี้ท่านผู้นำได้เตรียมการลงมือแล้วรอให้อีกสี่นิกายเริ่มสูญเสียอีกหน่อยพวกเราจะลงมือกลืนกินนิกายขนาดเล็กทั้งหมดทันที”
“แล้วอาณาจักรสวรรค์ละพวกเราไม่ลองไปเล่นงานพวกมันดูหน่อยเหรอ”
“อย่าได้โง่จากสายของเราทางนั้นมีระดับจักรพรรดิที่แข็งแกร่งถึง 2 คนและยังมีอัจฉริยะที่น่ากลัวที่สามารถต่อกรกับระดับจักรพรรดิได้อยู่อีกพวกเรายังไม่ต้องไปหาเรื่องพวกนั้นและค่อยๆหลอมกลั่นศพให้มากพอเมื่อถึงเวลาพวกเราก็สามารถกวาดล้างขั้วอำนาจทั้งหมดได้เอง” กลุ่มคนชุดดำพากันหัวเราะชั่วร้ายและทำการเก็บซากศพทั้งหมดไปทันที
“ไม่คิดว่าพวกมันจะเคลื่อนใหวแล้ว”หลังจากกลุ่มชายชุดดำไปหนูสีทองและกิ้งก่าสองตัวก็ปรากฎ
“จะไม่บอกเรื่องนี้กับนายน้อยงั้นเหรอ”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“นี่คือการทดสอบของนายน้อยถ้านายน้อยจัดการนิกายชั่วและพวกราชวงศ์ไปได้เขาก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจของดินแดนแห่งนี้ทันทีถึงตอนนั้นเราก็ต้องทำตามสัญญาและมอบข้อมูลของนายท่านให้กับนายน้อย” เสี่ยวจินกล่าว
“เจ้าทำแบบนี้ระวังนายน้อยจะเกลียดเจ้าก็แล้วกัน”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“นายน้อยจะเกลียดข้าได้อย่างไรข้าทำทุกอย่างก็เพื่อนายน้อยการเป็นผู้ปกครองที่ดีจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์มากมายด้วยตัวเองและนายน้อยในตอนนี้ยังต้องเรียนรู้อีกมาก” เสี่ยวจินกล่าว
“ทำเป็นพูดดีก็แค่อยากจะหาเวลาแกล้งนายน้อยเท่านั้น”เสี่ยวเฮ่ยส่งเสียงอย่างดูถูก
“นี่เจ้ามีปัญหางั้นเหรอ”เสี่ยวจินโกรธทันที
“หรือจะเอาข้าบอกก่อนว่าถ้าข้าลงมือต่อให้เจ้ามีความเร็วกว่านี้ก็หนีข้าไม่พ้น” เสี่ยวเฮ่ยเผยสีหน้าที่น่ากลัวออกมา
“บัดซบเจ้ากิ้งก่าตัวดำเจ้าคิดว่าข้าคนนี้กลัวเจ้างั้นเหรอ ด้วยเต๋ามิติของข้าเจ้าจะสามารถตามข้าทันได้อย่างไร”
“หรือเจ้าอยากจะลอง”
บนต้นไม้สัตว์สองตัวเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรงขณะที่ทางฉางเฟิงหลังจากทะลวงระดับก็เริ่มออกมาจัดการหอโอสถบุปผาอีกครั้งตอนนี้นิกายบุปผากำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆทำให้เริ่มมีตัวตนระดับราชันเพิ่มขึ้นมา
และสำหรับระดับราชันที่เดินทางมาจากอาณาจักรอื่นหลังจากที่ได้ข่าวว่าเหล่าโจรชั่วได้ถูกสังหารโดยคนของอาณาจักรสวรรค์และหอสมบัติพวกเขาก็เริ่มเดินทางมาขอให้ฉางเฟิงหลอมโอสถให้
แน่นอนเพื่อผูกมิตรกับผู้คนฉางเฟิงย่อมหลอมโอสถให้บางคนที่มีความทะเยอทะยานถึงขนาดเข้าร่วมกับนิกายบุปผาก็มี
“หลายวันแล้วกว่านายน้อยจะว่างมาข้า”เมื่อฉางเฟิงกลับไปหามู่หลานก็พบว่ามู่หลานทะลวงระดับราชันแล้วแต่นางก็ทำตัวแง่งอนอยู่เพราะฉางเฟิงไม่มีเวลาว่างมาหานางเลย
ส่วนเย่เฉียนทั้งสองยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรแม้เย่เฉียนตกลงจะเป็นหญิงสาวของฉางเฟิงแต่ทั้งสองก็ยังไม่ได้เริ่มเชื่อมความสัมพันธ์แบบชายหญิงกลับกันฉางเฟิงยังเข้าหานางแบบสหายมากกว่า
“ตอนนี้นิกายของพวกเรากำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดพวกเราจะมาทำตัวว่างงานได้ที่ใหนกัน”ฉางเฟิงกล่าว
“ข้าเข้าใจดีข้าแค่ล้อเล่น” มู่หลานยิ้ม
“แล้วตอนนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจถูกส่งมาจากท่านอาจารย์บ้าง”ฉางเฟิงกล่าว
“เห็นว่ามีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นศพของคนจากนิกายขนาดเล็กที่ถูกพวกเราสังหารหายไปโดยไม่หลงเหลือร่องลอยเลย” มู่หลานกล่าว
ฉางเฟิงแปลกใจเพราะต่อให้ถูกสัตว์ร้ายกลืนกินเข้าไปก็น่าจะหลงเหลือชิ้นส่วนบ้างแต่นี่กลับหายทั้งร่างนี่ออกจะแปลกไปจริงๆ