เสียงล้อรถม้าบดกรวดเม็ดเล็กดังขึ้นมาเบาๆ ยามอาทิตย์อัสดงสาดแสงสีส้มสุดท้ายของวัน
กู้เซียนเซียนรีบชะโงกหัวออกไปตะโกนเรียกอาหญิงและเฝิงหลานที่กำลังยืนรอนางอยู่ที่ด้านนอกเพิงร้านน้ำชาเล็กๆข้างทางด้านหลังร้านเป็นทางเดินไปอารามเต๋าแห่งใหม่แต่อายุเกือบหนึ่งร้อยปีที่อาหญิงมักจะแวะเวียนมาเป็นแขกประจำของที่นี่
ไป๋เลี่ยงหลินแม้จะแต่งกายด้วยชุดผ้าป่านดิบแบบชาวบ้านทั่วไปแต่ท่าทางเยือกเย็นสูงส่งของนางที่ได้มาจากการศึกษาศาสตร์แห่งเต๋ามากกว่าสิบปีนั้นช่วยส่งเสริมภาพของนางให้ดูเหนือสามัญไปโดยปริยาย นางถึงกับเปรยให้หลานสาวและเฝิงหลานฟังไว้แล้วว่าหากสิ่งต่างๆดำเนินอยู่บนหนทางแห่งสันติสงบสุขนางก็จะกลับไปเดินบนหนทางสู่มรรคาอีกครั้ง
แม้กู้เซียนเซียนตอนที่ได้ยินประโยคนี้นางจะรู้สึกยินดีกับอาหญิงแต่ใจลึกๆของนางกลับรู้สึกอ้างว้างเดียวดายยิ่งนักรอยยิ้มจืดเจื่อนที่พยายามแค้นออกมาเจือไปด้วยความรู้สึกที่ต้องเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของใจ
ต้องรีบทำให้ตัวเองแข็งแกร่งไม่ให้นางต้องเป็นห่วงอีกนี่คงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นางต้องตอบแทนความหวังดีและความเสียสละตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาของอาหญิง
อีกไม่นานจะเข้าสู่วสันตฤดูแล้วภายนอกรถม้าเริ่มมีลมกรรโชกแรงแต่ภายในกลับอบอวลไปด้วยความหวังความรักและการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
พื้นที่รกร้างนอกเมืองทางทิศใต้
“ตอนนี้นางไม่น่าจะต้องมาตามเฝ้าเยี่ยงนี้อีกแล้ว เจ้ากลับไปรายงานนายท่านว่านางมีลู่หานดูแลอยู่เขาควรวางใจได้แล้ว “
“ แต่ว่านายท่านลู่นั่น ...”
“ช่างเถิดเรื่องนี้แค่รายงานเท่านั้น “
กลุ่มคนเล็กๆอยู่หารือกันต่ออีกสักพักก่อนแยกย้ายกันจากไป
ไกล้จะถึงกำหนดเปิดโรงเตี้ยมแล้วช่วงนี้งานตกแต่งภายในและงานรับฝากสินค้าด้านหลังจึงเริ่มดำเนินการควบคู่กับการเก็บงานในพื้นที่
แม้กู้เซียนเซียนจะไม่ต้องมาดูแลงานทั้งหมดด้วยตัวเองแล้วแต่เพราะลู่หลินทำท่าอยากมาเดินตลาดเช้านอกเมืองในรอบนี้พวกนางและคนกลุ่มใหญ่จึงพากันมาอยู่ที่บริเวณนี้ตั้งแต่เช้า
รอบนี้เพราะลู่หลินตั้งใจมาจึงต่างจากรอบแรกที่พวกนางพบกัน เด็กน้อยมีแต่ของที่อยากได้เต็มไปหมด
สายตาเป็นประกายมองโน่นแวะนี่ไปตลอดทางขอเพียงมองโลกเปลี่ยนไป สีสันรอบตัวนางพลันสว่างไสวขึ้นมาทันตา
ลู่หานที่ถูกเข็นมาตามทางเดินขนานไปกับตลาดเช้าไม่ได้เข้ามาร่วมจับจ่ายกับสตรีทั้งสอง แต่กลับมีสีหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่คิดปกปิดเขาชวนชายวัยกลางคนที่เข็นรถให้เขาคุยไปเรื่อยเปื่อยตลอดทางสายตาบางครั้งก็สลับมองไปที่คนสองคนที่เดินดูโน่นดูนี่อยู่ตลอดเวลา
กู้เซียนเซียนเองก็เลือกซื้อของเก่งไม่แพ้กันแม้พื้นฐานด้านงานศิลปะของนางจะแย่มากแต่การซื้อของกลับใช้เพียงสัญชาตญาณของสตรีล้วนๆ ทำให้กลุ่มคนที่ตามหลังพวกนางมากลับมีของถืออยู่อย่างพะรุงพะรัง
กว่าจะได้ออกตลาดตะวันก็คล้อยขึ้นสูงแล้ว
ระหว่างที่กำลังพากันเดินออกจากตลอด กู้เซียนเซียนหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ปักลายรูปเป็ดด้วยฝีมือของนางเองมาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้เด็กหญิงก่อนที่จะใช้ผ้าผืนเดียวกันนั้นเช็ดไปที่ใบหน้าของตัวเองด้วยท่ามกลางสายตาที่พยายามจะสื่อว่า ‘ อี๊ สกปรก ‘ ของคนที่ใช้มาก่อน
สายตาของกู้เซียนเซียนพลันแสดงความเป็นปรปักษ์ขึ้นมาทันที‘เจ้าใช้ก่อนข้ายังจะมาทำสายตารังเกียจกันอีก ข้าซักของข้าอยู่ทุกวัน หวังดีด้วยไม่ได้จริงๆ’แต่ปากนางกลับเอ่ยออกไปว่า
“เด็กน้อย เจ้าหิวแล้วหรือไม่ เราไปซื้อเส้นเนื้อวัวย่างที่เพิงด้านโน้นกันเถอะข้าจะบอกให้นะแค่ได้กัดลงไปคำแรกจะต้องรสที่ผิดแปลกกัน บ้างนุ่มลื่น บ้างกรอบหวาน แทบจะกลืนลิ้นเลยทีเดียว“
“หมั่นโถวร้านนู้นก็รสเยี่ยมที่สุด แป้งนุ่มละมุนลิ้นกลิ่นของมันหอมเหมือนเจ้ายืนกินอยู่ท่ามกลางทุ่งข้าวสาลีเลยหล่ะ “ นางพูดไปก็เดินจูงมือเด็กน้อยไปพลางมุ่งไปตามสิ่งของที่นางอยากกินก่อนที่บ่าวด้านหลังจะเอ่ยขึ้นแข่งกับเสียงเซ็งแซ่ของคนที่อยู่รอบข้าง
“แม่นาง พวกเราเตรียมไว้ให้พวกท่านแล้ว วันนี้มาจากอ้าวเทียนเหลามิใช่ท่านอยากทดลองชิมหลายๆที่หรือ นายท่านให้พวกเราไปซื้อมาให้แล้ว “
กู้เซียนเซียนชะงักมองไปทางลู่หานที่นั่งอยู่บนรถเข็นเขาอยู่ค่อนข้างไกล แต่กลับหันมายิ้มให้กับนางราวกับได้ยินเรื่องที่นางและบ่าวสตรีคุยกัน นางจึงได้ผงกหัวทักทายเขากลับไป ‘ อ่อ ลืมไป ใยข้าต้องมากังวลเรื่องของกินด้วยอย่างไรเจ้าเด็กนี่ก็กินมั่วๆเหมือนนางไม่ได้อยู่แล้ว’
บริเวณนอกกำแพงเมือง ทิศด้านหลังโรงเตี้ยมของกู้เซียนเซียนต้นสุยซือไห่ถังกำลังออกดอกสีชมพูสะพรั่งเรียงทอดตัวเป็นแนวยาว กลิ่นหอมอ่อนๆพัดลอยตามลมโชยไปทั่วบริเวณกลีบดอกและใบที่ร่วงหล่นแผ่ปกคลุมด้วยสีชมพูไปตามพื้นตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวโล่งกว้างขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตาบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่กู้เซียนเซียนใช้พักผ่อน ทานข้าวและฆ่าเวลาเมื่อมาตรวจงานที่โรงเตี้ยมอยู่เป็นประจำ นอกจากต้นไม้จะร่มรื่นแล้ว ยังมีธารน้ำเล็กๆไหลผ่านสถานที่งดงามเป็นเอกเช่นนี้ จึงเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่กู้เซียนเซียนเลือกมาก่อสร้างความฝันของนางด้วยเช่นกัน
หลังทานอาหารจากเหลาอาหารชื่อดังแห่งที่ห้าเสร็จสิ้นระหว่างที่นั่งเล่นเอื่อยเฉื่อยอยู่ริมลำธารสายเล็ก โดยมีลู่หลินนั่งหันหลังทำอะไรขยุกขยิกอยู่เงียบๆไม่มีทีท่าวุ่นวายอีกเสียงล้อบดกรวดก็แว่วเข้ามาไกล้ตัวกู้เซียนเซียนก่อนจะมีเสียงของบุรุษเอ่ยขึ้นที่ด้านหลังตามมา
“คุณชายไป๋มิสู้ท่านลองบอกข้ามาทีว่าสุดท้ายท่านเลือกเหลาไหนมาทำอาหารที่โรงเตี้ยม “ คำถามนี้ลู่หานเจตนาถามเพื่อหยั่งเชิงนางดูเท่านั้นเขาคิดว่าเขาคาดเดาเหลาอาหารที่นางเลือกได้ต่อให้เขาเลือกให้นางเองก็น่าจะไม่ผิดไปจากที่คิด
กู้เซียนเซียนหันมาทางลู่หานก่อนคิดถึงคำถามที่เพิ่งได้ยิน แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่านางเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่สิ่งไหนเรียกอร่อยสิ่งไหนเรียกว่าพอใช้ได้ อะไรเรียกว่ารสชาติพื้นฐานของอาหารที่นางทานเข้าไป นางก็พอจะรู้อยู่เพียงแต่เพราะทุกเหลาต่างมีข้อเด่นและข้อด้อยในจุดที่แตกต่างกัน เพราะเหตุนี้กู้เซียนเซียนจึงตัดสินใจสอบถามลู่หานไปตรงๆ
“นายท่านลู่ หากให้ข้าเลือกรสชาติเพื่อนำมาปรุงต่อที่โรงเตี้ยมข้าเลือกไม่ถูกจริงๆ มิสู้ท่านแนะนำจะดีกว่า”
ลู่หานเพียงชำเลืองมองนางปราดหนึ่งก่อนมุมปากทั้งสองข้างจะยกยิ้มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
“ อืม.. หากเลือกไม่ได้แม่นางคิดว่าควรตัดสินอย่างไรดี “ นิ้วมือข้างหนึ่งของเขาพลันเคาะลงไปเบาๆตรงที่พักแขนรถเข็น
กู้เซียนเซียนเพียงทำท่าครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ แม้จะมีคำตอบอยู่ในใจนานแล้วแต่จู่ๆจะให้พูดโพล่งออกไปก็แลดูจะไม่จริงใจ หลังทำท่าทางตั้งอกตั้งใจคิดสักพักจึงเอ่ยออกมาเหมือนเพิ่งจะตัดสินใจได้
“ เอ่อผู้น้อยคิดว่าอะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด ไหนๆรสชาติอาหารก็คงไม่ได้ต่างกันมากนักทุกที่ล้วนมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกัน เช่นนั้นข้าขอเลือกเหลาแรก “ ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ออกไปนางรู้สึกว่าที่เหนือศีรษะขึ้นไปคล้ายจะมีสายตาจับจ้องมองลงมา จึงได้แต่เชยตามองย้อนขึ้นไปเพราะตอนนี้นางนั่งอยู่ที่พื้นต่ำกว่าเขาที่นั่งอยู่บนรถเข็นหลายช่วงศีรษะ
“ หึๆๆ ฉลาดเลือกยิ่งนัก “ เขาหัวเราะเพียงเบาๆในลำคอ
เมื่อมองจากมุมที่นางนั่งอยู่กู้เซียนเซียนเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาใช้รูปร่างสูงใหญ่ของตัวเองบดบังแสงแดดที่สาดมาจากทางด้านหลังไว้ที่แผ่นหลังของตนเองทั้งหมดจนเกิดเป็นเงาทอดยาวบังลู่หลินไว้ทั้งตัวการกระทำของเขาช่างละเอียดอ่อนและใส่ใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งละอันพันละน้อยที่เขาทำอย่างเป็นธรรมชาติกลับยิ่งส่งเสริมให้เขาแลดูงดงามเปี่ยมเสน่ห์มากขึ้นไปอีก เพียงแต่เขากลับไม่รู้ตัว
ลู่หานมองนางด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แน่นอนว่านางเลือกที่แรกตามที่เขาคิดนั่นเพราะซินเตียงเป็นร้านของเขา แน่นอนว่าทุกอย่างที่ได้มาย่อมไม่มีค่าใช้จ่ายนับว่านางฉลาดเลือกจริงๆ นี่ขนาดนางไม่รู้ว่าร้านของเขานั้นใหญ่เป็นอันดับสามของพื้นที่หัวเมืองตอนใต้แห่งนี้เลยด้วยซ้ำ
“ ข้าเข้าใจแล้ว จะให้คนไปแจ้งพ่อครัวให้ “เขาพูดกับนางต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบกดรอยยิ้มไว้ในดวงตา ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างเป็นทางการมากขึ้น“ เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าคงต้องไปก่อน ฝากดูแลลู่หลินด้วย กำหนดการเปิดโรงเตี้ยมข้าจะไปหารือกับคนอื่นๆแล้วจะมาบอกคุณชายอีกที“ เอ่ยจบเขาหันไปมองบุตรสาวปราดหนึ่งก่อนค่อยๆหมุนรถเข็นจากไปพร้อมคนกลุ่มใหญ่
กู้เซียนเซียนรีบลุกขึ้นคารวะส่งเขาจากไปก่อนเอ่ยไล่หลังเสียงเบาอย่างที่เจตนาไม่ให้เขาได้ยิน “ ขอบคุณนายท่านมาก “แต่กลับเห็นบุรุษที่ถูกเข็นออกไปไกลแล้วหันหน้ากลับมาส่งยิ้มให้นางทันทีที่นางพูดจบ‘ หรือเขาจะมีหูทิพย์ ‘ เหตุใดนางรู้สึกว่าเขาได้ยินกันเล่า
หลังนายท่านกู้จากไปพร้อมกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกู้เซียนเซียนและลู่หลินก็เริ่มตั้งใจทำกิจกรรมฆ่าเวลาแบบใหม่ทันที นั่นคือการร้อยมงกุฏดอกไห่ถังที่บ่าวสตรีคนหนึ่งทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
แม้สตรีนางนั้นจะใช้เวลาร้อยอยู่แค่ไม่ถึงสองเค่อก็ได้มงกุฏดอกไม้แปลกตาแต่พอเป็นลู่หลินและกู้เซียนเซียนแล้วกลับใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วยามเข้าไปแล้ว แต่เพราะยามบ่ายไม่ได้มีกำหนดต้องทำอะไรเป็นพิเศษกลับเรือนไปก็มีแต่นางอยู่ผู้เดียว กู้เซียนเซียนจึงตั้งใจจะใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายนั่งเล่นอยู่ละแวกแถวๆนี้แทนแถมบริเวณโดยรอบยังมีกลุ่มชาวบ้านกำลังเดินไปเดินมาไม่เงียบเหงากลับส่งเสริมให้บรรยากาศครึกครื้นอยู่กลายๆ
มือน้อยๆของลู่หลินกำลังถักไปถักมาอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตากลมโตจับจ้องไปชิ้นงานของบ่าวสตรีสลับไปด้วยแต่ไม่ใช่กับกู้เซียนเซียนเพราะนางแต่งกายเช่นบุรุษจึงต้องหันหลังให้ถนนหลักและแอบถักไปช้าๆ
ก่อนที่บรรยากาศดีๆทั้งหมดจะถูกทำลายลงด้วยเสียบดาบปะทะกัน“เพล้ง!“
ตามมาด้วยลูกธนูจำนวนมากที่พุ่งตรงมาที่พวกนางทั้งสองเพียงแต่พวกมันถูกสกัดไว้จากกลุ่มผู้คุ้มกันของลู่หลินทั้งหมดยังมีผู้คุ้มกันบางส่วนวิ่งไล่ล่ากลุ่มคนที่เข้ามาโจมตี ส่งผลให้การต่อสู้ขยายวงกว้างออกไปเกือบครึ่งลี้ในพริบตาชาวบ้านที่เดินอยู่รอบๆพากันวิ่งหนีตายอย่างสับสนอลหม่าน
แม้สถานการจะวุ่นวายอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ ประกอบกับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่อาจตั้งตัวได้ทันกู้เซียนเซียนรีบตั้งสติและมองหาที่ซ่อนตัวทันทีเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนที่กำลังต่อสู้ตึงมือเหล่านั้นมือนางข้างหนึ่งคว้าจับข้อมือเล็กๆของลู่หลินไว้เตรียมจะลากนางออกไปจากบริเวณนี้แต่ผิดคาด เด็กลู่หลินกลับไม่มีทีท่าขยับไปไหน ร่างเล็กๆนั่นยังดูสงบนิ่ง แม้นางจะเชยตาเหลือบมองภาพการต่อสู้เหล่านี้ปราดหนึ่งแต่กลับไม่ได้ใส่ใจประหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางแม้จะห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่กำลังต่อสู้กัน แต่เด็กน้อยยังคงตั้งมั่นที่จะทำงานเดิมต่ออย่างไม่คิดขยับตัวไปไหน
“ลู่หลิน พอแล้ว เรารีบหาที่หลบก่อนเถอะ” กู้เซียนเซียนรีบเอ่ยกับนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียดร้อนรนสายตากวาดภาพไวๆรอบตัวระแวดระวังภัยไปด้วยเวลานี้หากกลุ่มผู้คุ้มกันพลาดเพียงเล็กน้อย ร่างพวกนางได้กลายเป็นแม่นแน่
แต่ลู่หลินกลับส่ายหัวปฏิเสธสะบัดมือออกจากการกอบกุมและไม่สนใจกู้เซียนเซียนอีกในมือของนางยังคงถือพวงดอกไม้ที่ไกล้จะเสร็จสมบูรณ์ไว้ ไม่มีทีท่าเชื่อฟังราวกับสิ่งของในมือตอนนี้มีค่ายิ่งกว่าชีวิตของนางเสียอีก
“ลู่หลิน ! “กู้เซียนเซียนกลับยิ่งตวาดเสียงเครียดมือนางพลันคว้าจับไปที่ข้อมือเล็กๆของเด็กน้อยก่อนจะลากนางออกไปจากพื้นที่อันตรายตรงหน้าเสียงต่อสู้ เสียงฟาดฟันกระบี่และธนูยังคงดังอยู่ที่เบื้องหลังพวกนางแต่กู้เซียนเซียนไม่ได้หันกลับไปดูแม้สักเสี้ยว นางกึ่งลากกึ่งจูงเด็กดื้อออกไปจากบริเวณนองเลือดและพากันไปหลบอยู่หลังต้นไห่ถางต้นใหญ่ต้นหนึ่งหลังได้สถานที่ที่คิดว่าปลอดภัย มือข้างหนึ่งของกู้เซียนเซียนจึงปิดตากลมโตคู่นั้นไว้ไม่ให้มองเห็นภาพนองเลือดที่เบื้องหลัง
แต่ศัตรูก็อยู่ไกล้จนเกินไป ตอนที่รู้สึกว่าได้ยินเสียงของกระบี่และการต่อสู้ขยับเข้ามาไกล้จวนจะถึงตัวแล้วระหว่างที่ลังเลว่าจะอยู่บริเวณนี้ต่อหรือเดินถอยไปอีก ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาตรงบริเวณที่นางกับลู่หลินยืนกันอยู่เสียแล้วเพราะไม่มีเวลาสักเสี้ยวแม้แต่จะคิด กู้เซียนเซียนจึงรีบเอาตัวเองบังร่างเล็กโดยกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนแน่นเพียงแต่ลูกธนูดอกนั้นกลับมาไม่ถึง เพียงเป็นความรู้สึกถึงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านร่างของนางไปแทนและเสียง “ แคร้ง! “ ตามมา
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเคลื่อนไหวรวดเร็วพริ้วตัวฟาดลูกธนูที่พุ่งมาทางพวกนางด้วยปลายกระบี่ปลายเท้าเหยียบใบไม้ที่ปลิดปลิวของดอกสุยซือไห่ถังเพื่อประคองตัวกลางอากาศ แม้ดูเฉียบขาดหนักแน่นแต่กลับไม่ขาดความพริ้วไหวไอสังหารของกระบี่ในมือตวัดวาดกลางอากาศจนเกิดเงาสะท้อนสีเงินกระทบแสงแดดจนตาพร่าดอกไห่ถังพลันร่วงพราวลงจากต้น นิ้วเรียวตวัดออกไปเพียงสองรอบก็คว้าจับดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาไว้ได้ด้วยมือข้างเดียวก่อนสะบัดข้อมือดีดพุ่งพวกมันออกไปทั้งหมดด้วยกำลังภายในอันแข็งแกร่งตรงไปยังร่างของกลุ่มคนที่ห้อมล้อมพวกนางอยู่เกือบสิบคนดอกไม้บอบบางที่ไม่ควรจะกลายเป็นอาวุธได้พุ่งปะทะไปที่หน้าอกและส่วนท้องของคนเหล่านั้นจนกระอักเลือดออกมาคำโตหยุดยั้งการจู่โจมเคลื่อนไหวทันที
เพราะกลุ่มคนที่เขาพามาด้วย ล้วนเป็นยอดฝีมือเพียงไม่นานพื้นที่บริเวณนั้นก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง บุรุษผู้มีบ่ากว้างเอวสอบยืนสูงสง่าพร้อมไอเหงื่อผุดพราวแผ่ออกจากรูปกายโทสะสังหารบนใบหน้าเลือนหายไปปรากฏเป็นร่อยรอยของความอ่อนหล้าจางๆอย่างปิดไม่มิดแทน
ขายาวๆก้าวเดินช้าๆอย่างไม่มั่นคงเข้ามาหากู้เซียนเซียนที่กำลังนั่งกอดลู่หลินไว้ในอ้อมแขนนางใช้ตัวเองกันเด็กน้อยเอาไว้ทั้งตัว ทำให้เงาของเขาทาบทับลงบนตัวนางกดข่มให้ทั้งสองดูตัวเล็กและอ่อนแอลงไปอีก
ก่อนที่เด็กสาวจะรู้ตัว ชายหนุ่มก็นั่งคุกเข่าลง ฝ่ามือกว้างยื่นเข้ามาตรงหน้านางก่อนวางลงไปลูบบนหัวของลู่หลินอย่างรักไคร่ทะนุทะถอม นัยน์ตาเรียวลุ่มลึกจ้องมองบุตรสาวอย่างอ่อนโยนใบหน้าของบุรุษประดับรอยยิ้มประดุจสายลมอ่อนในฤดูร้อนที่บัดนี้อยู่ห่างจากนางเพียงสามคืบกระทั้งขนตาที่เรียงตัวเป็นแพหนาของเขานางก็ยังสังเหตุเห็นอย่างชัดเจน นับเป็นครั้งแรกที่กู้เซียนเซียนได้อยู่ไกล้ชิดกับบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งเช่นนี้นางถึงกับจับจ้องใบหน้าของเขาอย่างไม่รู้ตัว
ภาพที่เขาเหินตัวลงมาพร้อมๆกับตวัดกระบี่ไปไว้ที่ด้านหลัง ในมือเต็มไปด้วยดอกไห่ถังสีชมพูช่างงดงามตราตรึงราวกับภาพฝันบางทีนี่อาจเหมาะสมจะเป็นตัวตนแท้จริงของเขามากกว่าภาพของพ่อค้าที่แต่งตัวงดงามหรูหราทั่วๆไป
กู้เซียนเซียนได้สติรีบก้มหน้าไปกระซิบที่ข้างหูเด็กน้อย“เป็นอย่างไรบ้าง “ แต่ปฏิกิริยาแรกที่นางได้รับกลับมากลับไม่ใช่ในแบบที่นางคิดไว้
มงกุฏดอกไห่ถังสีชมพูที่ลู่หลินตั้งใจร้อยมาโดยตลอด กลับถูกมือเล็กๆยื่นมาสวมบนศีรษะของนางแทน
พ่อลูกคู่นี้ช่าง….