ปกติในยามราตรีนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนส่วนมากหลับนอนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เหล่ามวลอสูรนั้นคุ้มคลั่ง ภายในโลกแห่งการต่อสู้ เพื่อดิ้นรนให้มีชีวิตรอด มนุษย์ที่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเผ่าพันธ์ุที่อ่อนแอที่สุด แต่ก็ยังต้องลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อต่อสู้ คงไม่มีใครคาดคิดได้หรอกว่าเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดในโลก จะมีบทบาทจนก้าวมาสู่ตัวตนในระดับเดียวกับ พวกที่อ้างตนว่าถูกกำหนดให้เป็นผู้ปกครองโลก เพื่อคอยเฝ้ามองสรรพชีวิตทั่วหล้า กระทั่งเห็นสิ่งมีชิวิตอื่นๆ เป็นเพียงฝุ่นทรายที่ไร้ค่า ทว่าเมื่อฝุ่นทรายพวกนี้รวมตัวกัน มันก็เพียงพอที่จะทำให้ แดนสวรรค์ พิภพมาร และเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่ทะนงตนถึงกับต้องสั่นสะเทือน
เมื่อ 1,000 ปีก่อนเกิดศึกสะเทือนลั่นไปทั่วโลกจนหลายเผ่าพันธุ์ต้องสูญสิ้น และมันกลับกลายเป็นศึกนองเลือดครั้งใหญ่ จนกระทั่งทุกเผ่าพันธุ์จำต้องยุติสงครามไป อย่างไม่มีสาเหตุ ทว่าในช่วงเวลา 100 ปีนั้น กลับไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยถึงมาก่อน ถึงจุดจบของสงคราม แม้กระทั่งไม่มีคำบอกเล่าใดใดสืบต่อมา ราวกับช่วงเวลานั้นถูกจำกัดให้เป็นเพียงความทรงจำของเหล่าบรรพบุรษจากเผ่าพันพันธุ์ต่างๆ และบรรดาตัวตนที่ยังเหลือรอดในช่วงเวลายุคนั้น และก็มิเคยมีใครสามารถหาคำตอบ หรือสืบค้นประวัติศาสตร์ ภายในช่วงเวลานั้นได้อีกเลย
จนกระทั่งตัวตนที่อยู่ในจุดสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่เหลือรอดจากช่วงเวลานั้น ก็ได้รวมตัวกันและริเริ่มก่อตั้งตำหนักทั้งเก้าขึ้นมา และส่งสืบทอดพลังไปยังทายาทรุ่นต่อรุ่น เพียงเพื่อคอยป้องกันการรุกรานของเหล่าอสูรเท่านั้น แต่ก็มิเคยบอกถึงเหตุผลที่แท้จริง ของการมีอยู่ของตำหนักทั้งเก้า ทว่าเหล่าทายาทของตำหนักทั้งเก้าก็ทำตามคำสั่งที่ได้รับสืบทอดจากเหล่าบรรพบุรุษเรื่อยมา ทำให้โลกหล้าทุกวันนี้มีผู้คนที่ต้องตกตายจากสัตว์อสูรน้อยลง แต่กลับกลายเป็นผู้คนด้วยกันเองที่ริเริ่มก่อสงครามฆ่าฟันกัน เพื่อแย่งชิงอำนาจและความเป็นใหญ่
แม้ตำหนักทั้งเก้าจะทำการห้ามปราบ แต่ก็หาได้มีใครสนใจรับฟังไม่ ทำให้ตำหนักทั้งเก้าปฏิเสธการช่วยเหลือเหล่าผู้คนภายนอกมาหลายร้อยปี จนทำให้มีหลายเมืองต้องล่มสลายไป เพียงเพราะทำการรบกับมนุษย์ด้วยกันเอง จนอ่อนแรงและเพลี่ยงพล้ำถูกฝูงสัตว์อสูรโจมตีซ้ำ แต่ตำหนักทั้งเก้าก็หาได้สนใจชีวิตที่ต้องสูญสิ้นไป จนกระทั่งเหล่าตัวตนของแต่ละเมือง เริ่มกลับมาสานสัมพันธ์และเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน จนรวมตัวเพื่อต้านรับกับฝูงสัตว์อสูรในทุกค่ำคืน ทว่าด้วยกำลังรบของแต่ละเมืองนั้น ยังมิเพียงพอจะป้องกันได้ทั่วถึงเลยทำให้มีผู้คนต้องล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
จวบจนแต่ละเมืองเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหล่าตัวตนของตำหนักต่างๆ และรวมตัวกันไปเพื่อขอความช่วยเหลือ และยอมอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของตำหนักที่ปกครองดูแล จึงทำให้ในช่วงเวลา 200 ปีที่ผ่านนี้ผู้คนแต่ละเมืองอยู่กันอย่างร่มเย็นมาตลอด
จะมีก็แต่เพียงสามอาณาจักรที่ถูกปกครองโดยราชวงศ์เท่านั้น ที่มีพลังรบและอำนาจเทียบเท่ากับตำหนักทั้งเก้า แต่ก็ยังมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน ไม่เคยรุกรานกันมาก่อน และยังคอยให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอมา
และ ณ เวลาปัจจุบันนี้ ตำหนักทั้งเก้าเรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้ และเพื่อไม่ให้มนุษย์นั้นผูกติดกับความสะดวกสบาย และเรียกใช้เหล่าสารานุศิษย์ของแต่ละตำหนัก ราวกับว่าพวกเขาเป็นทาสที่ซื้อสัตย์ และต้องออกไปช่วยเหลือทุกครั้ง ยามที่พวกเขามีภัย ส่วนคนที่เรียกใช้ก็เอาแต่นั่งๆนอนๆ รอดูผลงานอย่างสบายอารมณ์ โดยที่ศิษย์ของแต่ละตำหนักต้องคอยต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอดเวลา
แต่ละตำหนักจึงใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด คือการออกไปช่วยเหลือแต่ละครั้งนั้น จะต้องมีค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อเช่นกัน และการที่จะรับงานนั้นพวกเขาจะเรียกมันว่าภารกิจ หากศิษย์ของแต่ละตำหนักทำภารกิจผิดพลาด ทางตำหนักจะจ่ายค่าตอบแทน ที่อีกฝ่ายจะมอบให้คืนเป็นสองเท่า และที่ผ่านๆ มาเรียกได้ว่า มีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่จะมีภารกิจที่ล้มเหลว ทำให้ทุกตำหนักได้รับการยอมรับจากผู้คนเป็นจำนวนมาก
และเพราะเหตุนั้นเอง ทำให้แต่ละตำหนักมีการถูกร้องขอไปทำภารกิจแทบทุกวัน ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขาไปแล้ว แม้ศิษย์ของแต่ละตำหนักจะแข็งแกร่งจากการออกไปทำภารกิจ แต่ทว่าสัตว์อสูรเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นไปง่ายๆ ซ้ำยังเริ่มพัฒนาขีดจำกัดความสามารถขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำให้หลายๆ ครั้งในการออกไปทำภารกิจ ต้องมีเหล่าลูกศิษย์ตกตายไปเป็นจำนวนมาก
สัตว์อสูรพวกนี้แต่เดิมทีแล้วนั้น เป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดาทั่วๆ ไป ทว่าหลังสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่เมื่อ 1,000 ปีก่อน สัตว์อสูรพวกนี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ในยามรุ่งอรุณก็เป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดาทั่วๆ ไป แต่เมื่อใดที่ตะวันลาลับขอบฟ้า สัตว์ป่าที่ดูไม่มีพิษมีภัยพวกนี้ นัยน์ตาของมันจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีแดงฉาน ดูดุร้ายขึ้น ทั้งยังมีขน���ดตัวที่ขยายใหญ่ขึ้น และความเร็วที่มากกว่าเดิม 3-4 เท่า แต่พวกมันก็ยังไร้ซึ่งสติปัญญาเช่นเดิม ทว่าสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือมันจะโจมตีทุกเผ่าพันธ์ุ อย่างไม่กลัวตายจนกว่าจะถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ จึงจะกลับมาอยู่ในสภาพเดิม
และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ พวกที่สามารถวิวัฒนาการได้ จะไม่กลับคืนสภาพแต่กลับมีพลังเทียบเท่าในยามราตรี และเริ่มมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง แต่ละตำหนักจะเรียกสัตว์อสูรพวกนี้ในชื่อที่แตกต่างกันออกไป โดยแบ่งลำดับตามความแข็งแกร่ง
สัตว์อสูรอสูรสังหารอสูรปีศาจอสูรเทวะอสูรนรกเทพอสูรราชันย์อสูรจักรพรรดิอสูร
โดยจักรพรรดิอสูรในเวลานี้มีเพียง 3 ตนเท่านั้น และมันกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ของโลก มีพลังและกำลังรบเทียบเท่ากับ แดนสวรรค์ พิภพมาร เผ่ามังกร และเก้าตำหนักสามราชวงศ์ แต่ถึงอสูรพวกนี้จะกลายมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ ทว่าเป้าหมายของพวกมัน แตกต่างสี่มหาอำนาจที่เหลือที่ต้องการอยู่อย่างสงบ เพราะอสูรพวกนี้ต้องการเพียงอย่างเดียวคือทำลายล้างทุกเผ่าพันธ์ุบนโลก
แม้สี่มหาอำนาจที่เหลือต้องการที่จะกวาดล้างอสูรพวกนี้ ทว่าพวกเขาเองก็หวาดระแวงซึ่งกันและกัน กลัวที่จะฉกฉวยหาผลประโยชน์ในขณะที่ฝ่ายของตนอ่อนแอ จึงทำให้เหล่าอสูรเริ่มจะมีกองกำลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าในภายภาคหน้า เหล่าอสูรพวกนี้ จะต้องก่อสงครามครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งเป็นแน่.....