บนท้องฟ้าสูง ร่างของเหยี่ยวสั่นเทาบินโฉบบนท้องฟ้าอย่างไม่คิดชีวิตแม้เส้นขนบนร่างจะปลิวสะบัดมันก็ยังไม่รู้สึกตัว
ความเร็วในยามนี้แม้จะไม่ได้สูงนักแต่สูงพอที่อสรพิษเนตรทับทิมตัวนั้นจะไม่อาจตามมาได้
ในที่สุดก็ออกมาจากเขตพื้นที่การโจมตีที่ร้ายกาจได้เสียทีเมิ่งฝานถอนหายใจโล่งอกแล้วแอบอิงอยู่บนร่างบางที่อ่อนนุ่มของไป๋สุ่ยเอ๋อร์
ให้ตายสิ อย่างมากวันข้างหน้าก็ไม่มาเทือกเขาแห่งนี้อีกแล้ว!
เมิ่งฝานพึมพำเสียงเบา ยามนี้ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นไปทั่วร่างของเขาซึ่งมันเป็นความเจ็บปวดที่แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังต้องแสดงอาการออกทางสีหน้า
ถึงแม้ว่าจะอันตรายอย่างยิ่ง แต่ผลจากการต่อสู้ที่ได้รับมาก็ทำให้เมิ่งฝานยิ้มออกได้เขาจึงได้เอ่ยเสียงเข้ม “นี่ โลหิตบริสุทธิ์ที่เจ้าต้องการ ข้าได้มันมาแล้วเจ้าจะขอบคุณข้าอย่างไร?”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนหลังของเหยี่ยวด้วยกันได้ยินแล้วกัดฟันแน่นใบหน้าอันน่าหลงใหลนั้นมีความไม่เป็นธรรมชาติปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าของริมฝีปากแดงสวยจะเอ่ยว่า“เจ้า...ปล่อยมือก่อนจะได้หรือไม่?”
“หืม?”
เมิ่งฝานชะชักงันไปชั่วครู่ แล้วรีบดึงมือกลับมาอย่างรวดเร็ว
ส่วนไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่เบื้องหน้าใบหน้าพลันแดงก่ำลามมาถึงต้นคอเวลานี้นางถึงขั้นคิดที่จะสังหารเมิ่งฝานเลยด้วยซ้ำ
หลายปีแล้วที่ไม่มีผู้ใดได้แตะต้องตัวนางแต่กลับถูกเมิ่งฝานเอาเปรียบอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งยังออกแรงมากเสียจนไป๋สุ่ยเอ๋อร์รู้สึกเจ็บไปทั้งหน้าอก
แต่นางก็ไม่กล้าใช้มือนวดความรู้สึกในยามนี้ทำให้นางรู้สึกคับแค้นใจ แต่สุดท้ายก็ทำเพียงเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่านั้น“เจ้ายังกล้าถามหารางวัลจากข้าอีกหรือ?”
เมิ่งฝานยิ้มเขิน ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา“หรือข้าจะไม่เอาดีล่ะ?”
“เช่นนั้นก็ไม่ได้!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เจ้าคอยดูเถอะ สักวันหนึ่งข้าจะต้องเอาคืนเจ้าให้ได้!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจานางก็ทำหน้าบูดทว่าสตรีงามอย่างนางนั้นต่อให้ทำหน้าไม่พอใจก็ยังมีเสน่ห์ที่ยากจะอธิบายอยู่ดี
เมิ่งฝานหัวเราะออกมาพลางยิ้มกว้างเขารู้ดีว่าทางที่ดีเวลานี้ควรจะเงียบปากเอาไว้เสียก่อนมิฉะนั้นแล้วหากไป๋สุ่ยเอ๋อร์มีโทสะขึ้นมาแล้วพุ่งชนยอดเขาเบื้องล่างคงจะเป็นการตายที่ไม่น่าดูสักเท่าใด
ทั้งสองนั่งอยู่บนหลังเหยี่ยวพุ่งทะยานกลับไปยังเมืองไท่หยางอย่างเงียบงันแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้สนทนาใดๆ แต่ก็มีบรรยากาศการอยู่ร่วมกันที่ค่อนข้างพิเศษ โดยเฉพาะกับเด็กหนุ่มที่มีสตรีรูปงามร่างกายนุ่มนวลนั่งอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้
สตรีรูปงามเบื้องหน้าทำให้แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกหวั่นไหวแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังครุ่นคิดขึ้นมาในใจว่าตนเองมีศัตรูที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ต้องไปจัดการพรรคเหมันต์สวรรค์ ตระกูลเมิ่ง!
เมิ่งฝานมีศัตรูเป็นผู้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้อย่าว่าแต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่ชอบเขาต่อให้นางรู้สึกดีด้วยเมิ่งฝานก็ไม่มีเวลาไปสนใจเพราะเขาคิดถึงเพียงการฝึกบำเพ็ญตนเท่านั้น!
ทั้งสองโฉบลงไปยังดินแดนของเมืองไท่หยางอย่างเชื่องช้าจากนั้นเมิ่งฝานจึงพาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไปยังที่พักในสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราเพราะถึงอย่างไรแล้วทั้งสองก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยจึงได้อยู่ในห้องแห่งนั้นอย่างเงียบงันเพื่อรักษาตัวหลังจากที่ผ่านไปสองชั่วยามเต็มๆ ทั้งสองก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการที่ขึ้นกว่าเดิมอย่างมากแล้ว
เมิ่งฝานมีไข่อสูรทมิฬอยู่กับตัวฉะนั้นแล้วจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการฟื้นฟูพลัง เมื่อเขาปรายตามองไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงนำของทุกอย่างออกมาอย่างไม่ได้คิดกังวลสิ่งใด
บนโต๊ะเบื้องหน้าทั้งสองนั้นมีศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนและโลหิตบริสุทธิ์ของอสรพิษเนตรทับทิม นี่เป็นสิ่งของที่มีราคาไม่ธรรมดาทั้งยังนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ต่อให้มีคนเสนอราคาสูงเพียงใดก็ยังไม่มีขาย
เมิ่งฝานมองไปยังผลรางวัลจากการต่อสู้เบื้องหน้าแล้วคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเขาเก็บศิลาวิญญาณเอาไว้กับตัวแล้วนำโลหิตบริสุทธิ์ทั้งหมดให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์
แม้ว่าโลหิตบริสุทธิ์จะมีประโยชน์ต่อเขาไม่น้อยแต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เป็นคนวางแผนทั้งหมดซ้ำยังถูกตนเองเอาเปรียบอีกด้วยฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึงไม่อาจโลภมากได้
เมื่อได้เห็นโลหิตบริสุทธิ์ที่อยู่เบื้องหน้านัยน์ตาของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็วาวโรจน์ด้วยความดีใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “ดูท่าวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการกระตุ้นพลังขั้นที่สองของสายเลือดข้าจะครบแล้วสินะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกตนเองด้วยความสงสัยจากนั้นจึงเอ่ยถามออกไป “มันจะพัฒนาได้ถึงเพียงใดกัน?”
“หึหึต่อไปข้าก็ไม่ต้องใช้เหยี่ยวตัวนั้นแล้วอย่างไรเล่าหลังจากนี้สิ่งที่ข้าสามารถเรียกมาใช้ได้น่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับห้า!” ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยด้วยความดีใจ ปล่อยวางเรื่องที่ถูกเมิ่งฝานจับหน้าอกไว้แล้วมีความดีใจปรากฏขึ้นในดวงตา
เรียกสัตว์อสูรระดับห้า!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดขึ้นในใจผู้ที่มีการสืบทอดทางสายเลือดบนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ช่างเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่กำเนิดอย่างเช่นผู้ที่มีการสืบทอดพรสวรรค์โดยสายเลือดอย่างไป๋สุ่ยเอ๋อร์หรือกู่ซินเอ๋อร์เป็นต้นขอเพียงได้รับทรัพยากรในการบำเพ็ญตนมากพอ วันหน้าย่อมมีโอกาสได้เป็นยอดฝีมือชั้นสูงของแผ่นดินใหญ่
แต่เขากลับหาได้โชคดีเช่นนั้นไม่ทว่าเมิ่งฝานก็ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ทั้งยังคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ตอนนี้จะทำอย่างไรต่อไป จะจัดการกับศิลาวิญญาณชิ้นนี้อย่างไรดีขอรับ?”
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ดูท่าเจ้าคงต้องเก็บตัวฝึกฝนแล้วล่ะเจ้าจำต้องอาศัยพลังของศิลาวิญญาณในการสื่อผสานกับพลังจิตวิญญาณจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่สงบเงียบจริงๆ ซึ่งเรื่องนั้นเจ้าก็ไปจัดการเองแล้วกัน จะให้มีสิ่งใดผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาดเจ้าเองคงจะรู้ถึงความสำคัญของพลังจิตดีหากมีสิ่งใดผิดพลาดแม้แต่ข้าเองก็ไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้!”
“ทราบแล้วขอรับ!”
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์แล้วพยักหน้ารับเขามองไปยังไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “เจ้าอยู่ที่นี่แหละข้าคงจะต้องออกไปข้างนอกสักระยะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็เดินออกจากห้องไป แม้ว่าที่นี่จะเงียบสงบแต่สำหรับเมิ่งฝานแล้วยังไม่เงียบพอ
แต่เขาเองก็ไม่ได้รีบร้อนจึงไปหาตงหลายต้าซือเสียก่อน
เขามาถึงจวนอันคุ้นเคย ในครั้งนี้ไม่ต้องแจ้งขอเข้าพบก่อนเพราะคนของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแทบทุกคนต่างก็รู้จักเมิ่งฝานแล้วจึงปล่อยให้เขาเข้าไปในจวนได้ตามสบาย
หลังจากที่บอกการมาของตนกับคนของตงหลายต้าซือเมิ่งฝานจึงมารออยู่ที่ศาลาริมน้ำ เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูปตงหลายต้าซือก็มาถึง เมื่อได้เห็นหน้าของเมิ่งฝานใบหน้าอันแก่ชราก็มีรอยยิ้มปรากฏก่อนที่ชายชราจะเอ่ยเสียงเรียบ “มารับของอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ แม้จะไม่รู้ว่าเหล็กบริสุทธิ์มีประโยชน์ต่อตนเองมากน้อยเท่าใดแต่ในเมื่อเป็นสิ่งที่รั่วสุ่ยอีเห็นว่าสำคัญย่อมมีประโยชน์ต่อเขาไม่น้อย
ตงหลายต้าซือพยักหน้ารับ เมื่อฝ่ามือเขาขยับพลันมีถุงผ้าใบหนึ่งปรากฏขึ้นมาหลังจากที่มอบมันให้กับเมิ่งฝานแล้วเจ้าของถุงผ้าก็เอ่ยว่า “นี่คือถุงคลังวัตถุซึ่งพื้นที่ภายในนั้นมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่า สิ่งที่เจ้าต้องการล้วนแต่อยู่ข้างในแล้วมีราคาถึงสามแสนเหรียญทองคำ ส่วนถุงคลังวัตถุนั้นก็ถือว่าข้ามอบให้เจ้าแล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงในทันใดเขายื่นมือไปยังถุงคลังวัตถุแล้วใช้พลังจิตมองเข้าไป ก่อนจะพบว่าภายในมีขนาดพื้นที่น้อยกว่าแหวนคลังวัตถุของตนเองทว่ามันกลับเต็มไปด้วยสิ่งของมากมายและส่องประกายสีขาวออกมา คือเหล็กบริสุทธิ์นั่นเอง
เมิ่งฝานจับถุงคลังวัตถุเอาไว้แน่นเขารู้ดีว่ามันมีราคาหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำเป็นอย่างต่ำ ดูท่าตงหลายต้าซือจะให้ความสำคัญกับตนเองไม่น้อยน้ำใจของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราในครั้งนี้เขาคงจะต้องรับมันเอาไว้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะยื่นบัตรอินทนิลส่งให้กับตงหลายต้าซือเมื่อเห็นว่าเงินจำนวนสามแสนเหรียญทองคำหายไปต่อหน้าต่อตาร่างกายของเขาก็กระตุกไปเล็กน้อย
หลังจากที่ได้รู้จักรั่วสุ่ยอีเขาก็พบว่านางนั้นเป็นเสมือนตัวล้างผลาญเลยก็ว่าได้ทั้งที่เขาพยายามหาเงินมาอย่างยากลำบากแต่หากอีกฝ่ายเอ่ยปากออกคำสั่งทุกอย่างก็สูญสิ้น!
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่เป็นธรรมชาติของเมิ่งฝานชายชราที่คิดว่าเขากำลังมีความสุขจึงเอ่ยว่า “พรสวรรค์ของสหายน้อยเมิ่งฝานนั้นช่างน่าตระหนกนักอายุยังน้อยแต่กลับฝึกฝนพลังจิตจนอยู่ในขั้นวิญญาณ หากภายหน้ามีเวลาจะต้องเข้าไปที่หอบรรพวิญญาณเมื่อถึงตอนนั้นศักยภาพของสหายน้อยจะต้องสูงกว่ายามนี้เป็นแน่!”
หอบรรพวิญญาณ!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ“ตงหลายต้าซือไม่ทราบว่าสิ่งที่ท่านเอ่ยออกมาเมื่อครู่นั้นคือสิ่งใดหรือขอรับ?”
“หืมอาจารย์ของเจ้าไม่ได้บอกอย่างนั้นหรือ?”
ตงหลายต้าซือมองเมิ่งฝานด้วยความสงสัยหลังจากนั้นเจ้าของใบหน้าที่มีความเคารพยำเกรงปรากฏจึงเอ่ยว่า “สถานที่แห่งนั้นคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์จิตศัสตราทั้งอาณาจักรต้าก้านและทั้งพรมแดนจตุทิศแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชานเมืองซ่างจิงของอาณาจักรต้าก้านแต่กลับเป็นสถานที่ที่แม้แต่เหล่าราชวงศ์ต้าก้านก็ยังไม่กล้าที่จะล่วงเกินแม้เพียงน้อยนิดเพราะที่นั่นคือที่ตั้งสมาคมหลักของปรมาจารย์จิตศัสตราทั้งหลายเหล่าปรมาจารย์จิตศัสตราผู้แข็งแกร่งทั้งหลายล้วนแต่เลือกที่จะไปบำเพ็ญตนอยู่ ณสถานที่แห่งนั้น! ในระยะเวลาหนึ่งร้อยปีมานี้เคยมีกองทัพทหารของศัตรูบุกโจมตีเมืองซ่างจิงแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไปยังแถบชานเมืองนั้นแม้เพียงก้าวเดียว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ที่นั่น...มีประโยชน์อย่างไรหรือขอรับ?”
ตงหลายต้าซือคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเองก็คงจะเห็นแล้วว่าเพียงการช่วงชิงแห่งหอโอสถก็ยังนำมาซึ่งความรุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าการช่วงชิงแห่งหอบรรพวิญญาณที่จะเกิดขึ้นในทุกสิบปีนั้นเป็นอย่างไร?ทุกครั้งที่เกิดการช่วงชิงแห่งหอบรรพวิญญาณก็จะทำให้ปรมาจารย์จิตศัสตราของทั้งพรมแดนจติทิศสั่นสะเทือนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลอันยิ่งใหญ่ของโลกก็ยังไม่เกินงาม ยามนั้นข้าเองก็เคยเข้าร่วมด้วยเช่นกันแต่ก็น่าเสียดายที่ถูกคัดออกมาเสียก่อนซึ่งผู้ชนะเลิศในการช่วงชิงครั้งนั้นก็เป็นถึงราชครูผูซางในปัจจุบัน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็มีนัยน์ตาที่วาวโรจน์ในเมื่อมันเป็นสิ่งใหญ่เพียงนี้ก็ย่อมจะต้องนำมาซึ่งผู้ที่มากด้วยความสามารถเป็นธรรมดา
แล้วในเวลาต่อมาตงหลายต้าซือก็เอ่ยขึ้นอย่างทอดถอนใจ“เมื่อได้รับตำแหน่งเป็นผู้ชนะเลิศก็จะมีโอกาสเข้าไปยังบึงธาราเซียนแห่งหอบรรพวิญญาณซึ่งนับได้ว่าเป็นสถานที่ที่เทพเซียนละทิ้งเอาไว้จริงๆ พลังงานแห่งฟ้าดินภายในบึงนั้นสามารถหลอมชำระจิตวิญญาณได้ใหม่เป็นประโยชน์ต่อปรมาจารย์จิตศัสตราอย่างยิ่ง!”
หลอมชำระจิตวิญญาณใหม่!
เพียงไม่กี่คำนั้นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจแล้วคุณสมบัตินั้นถือเป็นเสมือนการฝืนต่อลิขิตสวรรค์เลยก็ว่าได้
พลังจิตถือเป็นสิ่งที่ประมาจารย์จิตศัสตราทุกคนมีมาแต่กำเนิดต่อให้ในภายหลังจะมีการฝึกฝนวิชายุทธ์แห่งพลังจิต แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่ากับการได้หลอมชำระพลังจิตใหม่
หากบึงธาราเซียนนั้นมีคุณสมบัติอย่างเช่นที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาจริงๆก็คงจะทำให้พลังงานแห่งจิตวิญญาณหรือจิตของผู้บำเพ็ญตนเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากจนไปถึงขั้นที่ไม่อาจคาดเดาได้นับว่าเป็นประโยชน์ต่ออนาคตอย่างยิ่ง
สถานที่ดังกล่าวนั้นจึงล้ำค่าอย่างยิ่งแต่ก็น่าเสียดายที่เวลานี้เมิ่งฝานรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ได้เข้าไป เขาส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม“ข้ามาในครั้งนี้เพราะมีเรื่องอยากจะรบกวนไม่ทราบว่าตงหลายต้าซือพอจะมีสถานที่ลับบ้างหรือไม่ขอรับ ระยะนี้ข้าน้อยมีผลสัมฤทธิ์ในการบำเพ็ญตนที่ไม่เลวจึงต้องการสถานที่สำหรับเก็บตัว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นตงหลายต้าซือก็พยักหน้ารับแล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “ได้สิ เหล่าสิ่วสามารถให้เจ้าไปเก็บตัวบำเพ็ญตนในจุดที่เหล่าสิ่วใช้ได้รอบนอกมีองครักษ์คอยเฝ้า เจ้าสามารถละทิ้งทุกสิ่งแล้วสนใจเพียงการเก็บตัวบำเพ็ญตนได้ตามสบาย!”
สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นเมิ่งฝานนั้นแม้แต่ตงหลายต้าซือก็ยังให้ความสำคัญ ดังนั้นเขาจึงต้องพยายามช่วยเหลือเมิ่งฝานอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว
น้ำใจในครั้งนี้แม้จะคล้ายว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแต่ความจริงแล้วหากในภายหน้าเมิ่งฝานกลายเป็นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่ง ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราอย่างยิ่ง!
เมิ่งฝานประสานมือเคารพก่อนจะเอ่ยด้วยความเคารพ“ขอบคุณตงหลายต้าซือขอรับ!”
เมิ่งฝานไม่มีทางปฏิเสธสิ่งดีๆ เช่นนี้เป็นแน่เรื่องของหอบรรพวิญญาณยังคงเกินเอื้อม สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้...คือการรวบรวมพลังแล้วทะลวงขั้นจิตของพลังจิตตนเอง!
ภายในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้มีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายได้ก้าวขึ้นไปยังขั้นเกลาวิญญาณพลังปราณผสานเข้ากับจิตวิญญาณพลังจิตก็จะขึ้นไปอยู่ในขั้นวิญญาณได้โดยธรรมชาติ
แต่หากคิดที่จะให้พลังจิตก้าวหน้าขึ้นไปยังขั้นจิตนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญหากมีสิบคนก็คงจะต้องล้มเหลวไปถึงเก้าคนหรือถึงขั้นที่ไม่อาจได้สัมผัสขั้นจิตของพลังจิตเลยทั้งชีวิต
การบำเพ็ญพลังจิตนั้นลึกล้ำและซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายทั้งยังอันตรายเป็นอย่างยิ่ง บนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้มีคำเล่าขานหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ว่าย่างก้าวเข้าขั้นจิต จุติวิบัติเบิก เวียนว่ายปรากฏ!