กลางยามซื่อ[1]แดดอุ่นไล้เลียกลุ่มเมฆา ฟังเยว่ฉิวนั่งเกี้ยวตามลำพังมาถึงหน้าจวนสกุลเผิงหลี่เฉาเป็ผู้รอต้อนรับนางที่หน้าประตูใหญ่สีน้ำตาลแดงซึ่งทำจากแผ่นไม้ขนาดพอๆกับห้องหนึ่งห้อง ด้วยความนอบน้อมกว่าเคย
หลังได้รับความช่วยเหลือจากบิดาบุญธรรมจากคนไร้ญาติไร้มิตรในเมืองใหญ่ในคราครั้งแรกที่เหยียบย่างสู่มหานครหลวงแห่งนี้กลับพลันอิ่มอุ่นในโพรงอก นางมีที่พึ่งพิงก็จริงอยู่ทว่านับแต่นี้นางจะพยายามพึ่งพาเขาให้น้อยที่สุด
ความรู้สึกเมื่อหยุดยืนอยู่หน้าประตูจวนยามนี้ช่างแตกต่างจากครั้งแรกที่มาเยือนผู้เป็สามีรู้ถึงการมาของนางแล้ว ในใจฟังเยว่ฉิวจึงเต็มไปด้วยความคาดหวังถึงสีหน้าของเผิงเซิ่งอี้เมื่อยามสบตากันอีกครั้งใจของนางมิได้ปลอดโปร่งโล่งแจ้งนักหรอกเมื่อรับรู้ว่าพี่ต้าเผิงของนางสูญเสียความทรงจำเื่นางจนสิ้น
สายลมพรูพัดมาคราหนึ่งฟังเยว่ฉิวยิ้มให้กำลังใจตัวเองเล็กน้อยก่อนก้าวข้ามธรณีประตูพอผ่านพ้นประตูใหญ่ก็จะพบกับประตูบานที่สองซึ่งกั้นระหว่างลานส่วนหน้ากับบริเวณเรือนส่วนในประตูบานนี้ทาสีแดงชาดทั้งยังประดับด้วยภาพแกะสลักสัตว์มงคลและตัวอักษรร่ายยาวคล้ายโคลงกลอนอีกหลายบทน่าเสียดายที่นางไม่รู้หนังสือ จึงดื่มด่ำกับความงดงามเบื้องหน้าได้ทางสายตาเท่านั้น
ลานกลางเรือนของจวนแม่ทัพสกุลเผิงมีต้นสนยืนเคียงโถงกลางยอดสนทอดปลายสูงพ้นหลังคาเรือนชั้นเดียวราวหนึ่งจ้าง[2]ภายใต้ร่มหมู่ไม้ยืนต้นน้อยใหญ่ขจีเขียว เพราะลานกลางเรือนมีลักษณะเป็เนินฟังเยว่ฉิวจึงมองเห็นกลุ่มเงาของหลังคาเรือนซึ่งปลูกสร้างไว้ทั้งสี่ทิศเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินระเบียงคดมุงกระเบื้องสีแดงสด
ในสวนกว้างยังมีพุ่มหลี่อิงฮวา เถาฮวา เหมยฮวา ไห่ถาง และติงเซียง[3]ปลูกในระยะห่างเป็ระเบียบสวยงาม หากวสันต์มาเยือนลานใหญ่นี้คงถูกย้อมด้วยกลีบผกาหลากสีอันแสนหอมหวานดั่งแดน์มิปาน
“เรือนใหญ่ทิศอุดรเป็เรือนของนายท่านและฟูเหรินส่วนเรือนบูรพาเป็เรือนของนายน้อย” หลี่เฉาชี้นิ้วไปยังหมู่เรือนที่เห็นเป็แนวหลังคา“ตามข้าน้อยมาทางนี้เถิดขอรับนายท่านกับฟูเหรินรอท่านอยู่ที่ห้องรับรองเรือนทักษิณ”
หลี่เฉาบอกฟังเยว่ฉิวที่ยืนกอดห่อผ้ากวาดสายตามองรอบลานกว้าง ก่อนย่างก้าวไปตามระเบียงคดมุ่งตรงสู่เรือนทักษิณ
จวนสกุลเผิงใหญ่โตกว่าที่นางคาดคิด...หญิงสาวผู้มาจากบ้านป่าเดินตามบ่าวชราของจวนใหญ่ด้วยใจเต้นระทึกทุกคดโค้งของทางเดินพาใจนางเต้นระส่ำ ทั้งที่ตระเตรียมใจมาบ้างแล้ว
เดินพอเหงื่อตกก็มาถึงห้องโถงของเรือนทักษิณประมุขของบ้านนั่งอยู่บนเก้าอี้ เท้าแขนไว้บนที่วาง เคียงข้างด้วยฟูเหรินของเขาด้านหลังมีแผ่นไม้แกะสลักรูปพยัคฆ์สองตัวกางเล็บตะปบลงบนลูกไฟเสริมรัศมีรอบกายข่มขวัญผู้มาเยือนยิ่งนัก ฟังเยว่ฉิวรู้ได้ทันทีว่าบุคคลผู้มีใบหน้าดุดัน คิ้วดกหนาใหญ่เป็รูปดาบ พุ่มเคราขาวระรอบริมฝีปากรูปร่างใหญ่โตในชุดสีทึม แววตาคมปลาบเฉียบขาดทว่าเมื่อสบตากลับมีกระแสความเมตตาอ่อนจางส่งออกมาคล้ายกับพี่ต้าเผิงของนางเขาคือท่านแม่ทัพเผิงฉานตันที่บิดาบุญธรรมกล่าวถึง
ฟังเยว่ฉิวคุกเข่าวางห่อผ้า ก้มศีรษะจรดพื้น “ฟังเยว่ฉิวคารวะท่านแม่ทัพเ้าค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิดยินดีที่ได้พบ” เสียงห้าวใหญ่กล่าวออกมา
หลังทำความเคารพเผิงฉานตันหญิงสาวก็หันกายมาทางนางถังจิ่วหยินสบตากับหญิงสูงวัยกว่าแล้วจึงก้มศีรษะคารวะด้วยความนอบน้อมดุจเดียวกัน
เพราะมีผู้หนุนหลังอยู่ใช่หรือไม่นางผู้นี้ถึงได้กล้าสบตาราวท้าทายนางอย่างไม่สะทกสะท้านอันใดอีก...ฟูเหรินแม่ทัพใหญ่ไม่พอใจหญิงสาวอยู่เป็ทุนเดิมตัวอคติในใจจึ่งหนาใหญ่คับอก
นางถังจิ่วหยินมิได้กล่าวทักทายกับความนอบน้อมที่ฟังเยว่ฉิวมีให้เผิงฉานตันจึงสั่งนางอีกครั้งให้ลุกขึ้น แล้วผายมือให้หญิงสาวนั่งยังเก้าอี้ที่อยู่ห่างออกไปราวหนึ่งจ้าง
“เ้ามาเยือนจวนสกุลเผิงครั้งนี้ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่ง ทางเราได้จัดเรือนพักให้เ้าเรียบร้อยแล้ว”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”หญิงสาวค้อมศีรษะลง
แม่ทัพเฒ่าจับสังเกตนางทุกกระเบียดไม่วางตาสะใภ้ของเขาคือนางจริงๆ น่ะหรือ หากใช่...นางคงมีส่วนดีอยู่มากกระมังบุตรชายจึงได้สมัครรักใคร่ภายในระยะเวลาสั้นๆนางเป็สตรีอัปลักษณ์มีาแบนแก้มปรากฏชัดดั่งภรรยากล่าวทว่ากิริยามารยาทเรียบร้อยและน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะกลับลดทอนความน่าเกลียดนั้นลงได้มาก
“ข้าเพิ่งรู้ว่าเ้าเป็คนช่วยชีวิตเผิงเอ้อร์นับว่าเป็เื่ดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับ เพื่อตอบแทนบุญคุณของเ้าบ้าง”
“ข้าน้อยมิกล้าทวงบุญคุณหรอกเ้าค่ะแม้นข้าน้อยได้เคยช่วยชีวิตบุตรชายท่านแม่ทัพแต่หลายครั้งกลับเป็เขาที่คอยดูแลและช่วยเหลือข้าน้อยจากอันธพาลที่มารังแก”
“ถ้าอย่างนั้นไยบุญคุณที่ติดค้างไม่หักร้างกันไป เหตุใดยังสู้ดั้นด้นมาถึงถูหยางนี่ได้” นางถังจิ่วหยินประชดขึ้น ไม่ไว้หน้าสามีที่สีหน้าเคร่งคล้ำขึ้นทันใด
“ข้า...ข้าน้อยเพียงแต่อยากทราบว่าเขาได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยหรือไม่”เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ไม่ชอบนาง หญิงสาวก็อดประหม่าจนน้ำเสียงสั่นไม่ได้
“เ้าก็รู้แล้วนี่ว่าลูกชายข้าปลอดภัยและกำลังจะได้เป็ราชบุตรเขย ไยไม่รีบกลับบ้านเ้าไปเสียไฉนเลยถึงให้คนใหญ่โตส่งเข้ามาป่วนในจวนแม่ทัพใหญ่ได้”
“พอเถอะจิ่วเอ๋อร์”แม่ทัพเผิงปรามจริงอยู่ที่เื่ของคนในบ้านเขาให้สิทธิ์ฟูเหรินของเขาจัดการเพราะตัวเองรับราชการต้องออกรบไปประจำที่ชายแดนนานปีทว่าต่อหน้าเขาก็ไม่อยากเห็นนางกระทำเสียมารยาทเพราะความรักลูกชายสุดใจจนเกิดอคติตัดสินสตรีซึ่งตนไม่ชอบถึงที่มา ว่าเลวหรือมีเล่ห์กลไปเสียหมดหากหญิงสาวเป็คนช่วยเหลือบุตรชายจริงก็ต้องไม่ลืมว่าถ้าไม่มีฟังเยว่ฉิวที่เมืองไท่ซาป่านนี้สกุลเผิงก็ไร้ทายาทสืบสกุลไปแล้ว
“ฟูเหรินข้าเพราะห่วงใยบุตรชายจึงร้อนใจและคิดแง่ร้ายไปบ้าง ขออภัยแม่นางน้อยที่เสียมารยาท่ที่เผิงเอ้อร์หายไป มิใช่มีเพียงเ้าหรอกนะที่มาถึงจวนเพื่อบอกข่าวเื่เขา”
“ข้าน้อยทราบเ้าค่ะ”ในเหตุร้าย มักมีคนสวมรอยหาประโยชน์ในความเศร้าโศกนางต้องให้เวลาอีกฝ่ายได้พิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง
คิดแบบใจเขาใจเราหากนางเป็มารดาของพี่ต้าเผิง คงจะไม่ถูกใจนักหรอก กับการที่จู่ๆ ก็มีสะใภ้ไร้หัวนอนปรากฏตัวขึ้นในวันที่บุตรชายกำลังเตรียมตัวเข้าพิธีสมรสกับราชนิกุลสูงศักดิ์มารดาถนอมฟูมฟักย่อมหวังให้ลูกแต่งฟูเหรินซึ่งคู่ควรเหมาะสมแล้วพี่ต้าเผิงของนางเล่า หวังจะได้สตรีเช่นใดเคียงข้างเขาหากไม่ใช่จับพลัดจับผลูได้นางเป็ภรรยาอย่างไม่เต็มใจ
“แทนตัวว่าข้าน้อยดูเหินห่างกันนักข้าจะเรียกเ้าว่าเยว่เอ๋อร์ก็แล้วกัน สองเดือนที่เ้ามาอยู่ที่นี่หากทางข้าบกพร่องต้อนรับไม่ดีอย่างไร ได้โปรดอย่าถือสา”
ท่านแม่ทัพเฒ่าย้ำชัดว่านางมีเวลาแค่สองเดือนมาอาศัยถิ่นเขา ไยนางจะกล้าถือสา
“เยว่เอ๋อร์มิกล้าเพียงได้ขอฝากตัวอย่างนอบน้อมเ้าค่ะ” หญิงสาวค้อมศีรษะอีกครั้ง
“เผิงเอ้อร์รอเ้าอยู่ที่หอจันทร์กระจ่าง”สตรีนางนี้จะดีหรือชั่ว ก็ให้บุตรชายเป็คนตัดสินเถิด
“ขอบคุณท่านแม่ทัพขอบคุณฟูเหรินเ้าค่ะ” ฟังเยว่ฉิวทรุดกายลงคุกเข่าจรดพื้นอีกครั้งทำให้เ้าของบ้านเอ็นดูนางได้สักนิด นางคงจะอยู่ที่นี่ไม่ยากกระมัง
สองเดือนที่ว่าไม่ใช่เวลายาวนานนักแต่นางจะทำให้มันมีคุณค่าที่สุด สุดท้ายแล้วแม้นชายหนุ่มจะจำอดีตไม่ได้แต่หลังจากนี้เขาจะได้จดจำว่ามีนางอยู่ใกล้เขาเป็ระยะเวลาถึงสองเดือนเื่ของบุพเพก็เป็เช่นนี้กระมัง หากมิได้มีวาสนาสานต่อ นางจะไม่เสียใจอันใดอีก
ออกจากเรือนทักษิณฟังเยว่ฉิวก็เดินตามพ่อบ้านหลี่ไปยังหอ จันทร์กระจ่างซึ่งเป็สวนส่วนกลางของเรือนทั้งสี่ และเมื่อนางเดินผ่านซุ้มประตูก่ออิฐโค้งดั่งเดือนเสี้ยวหูพลันได้ยินเสียงน้ำ ดวงตามองเห็นสายน้ำไหลเลาะเซาะซอนศิลาใหญ่ซึ่งเป็น้ำตกจำลองลงสู่สระบัวละอองน้ำกระเซ็นกระทบระยับแดดเลื่อมพลิ้วพราวหมู่ไม้ดอกฤดูคิมหันต์อวดโฉมคลี่กลีบบานแย้มอยู่ในกระถางเคลือบเขียนสีใบเขื่องหญิงสาวเดินตามหลัง หลี่เฉาลึกเข้าไปในสวนผ่านบรรดาต้นหลี่ซึ่งออกผลดกสีแดงอมม่วงแทรกตัวตามกิ่งก้านปะปนกับใบรูปหอกสีเขียวเข้มหอจันทร์กระจ่างซึ่งเป็หอไม้ยกตัวสูงยื่นทอดตัวศาลาล้ำไปยังกึ่งกลางสระบัวปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ฟังเยว่ฉิวก้าวมาเหยียบจวนสกุลเผิงแห่งนี้เป็หนที่สองได้พินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตาจวนสกุลเผิงนับว่ามีอาณาบริเวณกว้างขวาง ทว่าตกแต่งค่อนข้างเรียบง่ายต้นไม้น้อยใหญ่ผสมผสานแทรกตัวอยู่อย่างเป็ธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดมากและน้อยจนเกินไปสิ่งปลูกสร้างก็ล้วนบ่งบอกถึงความสมถะไม่คล้ายบ้านขุนนางระดับสูงอย่างที่นางเคยจินตนาการเท่าใดนัก อย่างนี้กระมังเ้าบ้านเป็บุคคลเช่นไร ให้สังเกตที่ตัวเรือนพักอยู่อาศัย คิดดังนั้นหญิงสาวให้รู้สึกนับถือในตัวแม่ทัพใหญ่เผิงฉานตันยิ่ง
บนหอจันทร์กระจ่างเผิงเซิ่งอี้ใช้สายตาเขม้นมองหญิงสาวซึ่งเดินติดตามหลี่เฉาเข้ามาในสวนคืนวานเขาตื่นเต้นยินดีกระทั่งข่มตานอนไม่หลับคิดถึงแต่การจะได้พบหน้าหญิงสาวผู้กล่าวอ้างว่าเป็ฟูเหรินของเขาคะนึงหาแต่ว่าจะสามารถไขอดีตอันเร้นลับในความทรงจำที่ขาดหายได้หรือไม่คงจะเป็คนไม่สมบูรณ์นักหรอกที่ไม่สามารถจดจำได้ทุกเสี้ยวชีวิตตนส่วนที่ว่าเื่ราวไหนควรจำหรืออย่างไหนควรลืมนั้นค่อยใช้สมองตัดสินใจภายหลังเถิด
นับแต่เล่าหลางมารายงานการมาถึงของฟังเยว่ฉิวด้วยคำสั่งของบิดาทำได้เพียงเฝ้ารออย่างกระวนกระวายอยู่ในหอสูง นั่นอย่างไรนางมาโน่นแล้ว ร่างในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน เสื้อนอกตัวสั้นคลุมสะโพกบนสีม่วงทำให้ร่างแน่งน้อยงดงามดั่งบุปผาผลิบานชายกระโปรงพลิ้วพัดตามจังหวะเยื้องย่างดั่งผีเสื้อสยายปีกในสวนสวยครั้นหลี่เฉาค้อมกายแล้วเดินถอยหลังกลับไป เมื่อนางเงยใบหน้าขึ้นส่งดวงตาเป็ประกายสุกใสดั่งหยดน้ำค้างยามรุ่งมองมายังเขาในแววตาวูบไหวคล้ายส่งคำถามตัดพ้อ ทำให้เผิงเซิ่งอี้สะท้านใจอยู่ลึกๆ
เขาติดค้างหนี้บุญคุณของนางแต่กลับจากมาโดยมิล่ำลา ฟังความจากบิดาว่าหญิงสาวเดินทางไกลเป็พันลี้เพื่อมาหาเขาถึงถูหยางตามลำพัง
ความอัปลักษณ์ของนางทำให้เขาตื่นใกระมังฟังเยว่ฉิวเบือนหน้าหลบสายตาที่ทอดมองลงมาพลันความดีใจที่จะได้พบหน้าและพูดคุยกับสามีเปลี่ยนเป็ตกประหม่านางคิดถูกแล้วหรือที่มาพบเขา จะมีใครรับหญิงอัปลักษณ์เป็ภรรยาได้หากไม่ใช่จำใจทำตามกฎหมายบ้านเมือง หากไม่ใช่เพราะคำสัญญาคำสัญญา...ที่ตอนนี้นางเป็ฝ่ายจดจำได้คนเดียว
จู่ๆสองเท้าก็พลันก้าวถอย ชั่วแวบที่สายตานางมองขึ้นไปยังหอจันทร์กระจ่าง ‘พี่ต้าเผิง’ ต่างจากวันวานเมื่ออยู่กระท่อมน้อยกลางป่าชุดตัวยาวสีน้ำเงินเข้มขับส่งเรือนร่างสูงใหญ่ของเขาให้ดูสง่าราศีของจอมทัพใหญ่แผ่ปรากฏแม้ไม่ได้อยู่ในชุดทหาร ดวงหน้าผิวพรรณสะอ้านคมคายเปล่งรัศมีเจิดจ้าเรืองไรนางไม่อาจสานสบสายตาคู่นั้นโดยไม่รู้สึกระย่นย่อ
นางคิดผิดเสียแล้วที่เคยมาดหมายเกินเอื้อมว่านางคู่ควรกับเขาพี่ต้าเผิงคนเดิมก็ไม่ คนนี้ก็ย่อมไม่เช่นเดียวกัน
เผิงเซิ่งอี้รีบเร่งเดินลงจากหอจันทร์กระจ่างเสียงย่ำฝีเท้าหนักแน่นเข้ามาใกล้ ฟังเยว่ฉิวละล้าละลังทำท่าจะวิ่งก็ทันที่ชายหนุ่มฉุดรั้งท่อนแขนนางให้หันกลับมาเผชิญหน้าไออุ่นจากเรือนกายสูงถ่ายเทมา ทำให้ใจนางเต้นระส่ำ
ชายหนุ่มมองาแบนนวลหน้าหญิงสาวโดยไม่รู้สึกใแม้สักเสี้ยวเหตุเพราะพบเห็นในสนามรบจนชินตาาแบนร่างกายเขาที่สาหัสกว่าแผลเป็บนหน้านางใช่ว่าไม่มี
“แม่นางฟังกระมังเซิ่งอี้ยินดีที่ได้พบเ้า”
เมื่อเขาทักทายนางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา เขายิ้มให้นางเล็กน้อย
‘เซิ่งอี้’ มิใช่ ‘พี่ต้าเผิง’
ช่างเป็การทักทายที่ห่างเหินหลังสามีภรรยาคู่หนึ่งต้องแรมร้างกันเป็เวลานานนับเดือน เขาลืมเื่ระหว่างนางกับเขาไปแล้วจริงๆแต่นางไม่โทษเขาหรอก ฟังเยว่ฉิวตั้งสติ เขาจำนางไม่ได้ตอนนี้ไม่เป็ไรไม่แสดงออกถึงความสนิทชิดเชื้อดังคู่สามีภรรยาก็ไม่เป็ไรนางจำเขาได้ก็เพียงพอแล้ว
“ข้าดีใจเช่นกัน”
“เชิญแม่นางฟังอยู่คุยกับข้าสักหน่อย”เขาผายมือเปิดทางให้หญิงสาว ขณะนางคล้ายนิ่งอยู่ในภวังค์ชายหนุ่มก็จูงท่อนแขนของนางหมายจะให้เดินเคียงเขาไปเขาส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้นางอีกครั้ง
ฟังเยว่ฉิวสายตาพร่าเลือนเบือนหน้าหลบไปอีกทาง พยายามอย่างยิ่งในการหักห้ามไม่ให้ตัวเองน้ำตาไหล
“ขะ...ขอบคุณคุณชายเ้าค่ะ”
คุณชาย...เหตุใดนางเรียกเขาว่าคุณชายหรือเขามิใช่ ‘พี่ต้าเผิง’ ของนาง
นางไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นที่อยู่ในความฝันของเขาหรอกหรือชายหนุ่มคิดพิจารณา
บนม้านั่งศิลาอ่อนภายใต้หลังคาหอจันทร์กระจ่าง ชายหนุ่มรินชาที่ยังอุ่นให้หญิงสาวหนึ่งถ้วยนางยกขึ้นจิบ น้ำชาล่วงสู่ลำคอ ชายหนุ่มก็ส่งคำถามที่นางเฝ้ารอจะเอื้อนเอ่ย
“ข้ามีคำถามมากมาย้าคำตอบจากเ้า”
หญิงสาววางถ้วยชาลงสบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของชายหนุ่ม เขาเป็คนตรงไปตรงมาเช่นนี้เอง
“ข้ายินดีตอบตามจริง”
ฟังเยว่ฉิวเป็ภรรยาที่เขาจดจำไม่ได้อดีตระหว่างเขากับนางคงต้องซักถามเอาความฝ่ายเดียวแต่มันจะมาพร้อมความน่าเชื่อถือมากเพียงไรนั้นเขาจะใช้หัวใจและความรู้สึกกลั่นกรองมันจนซึ้งถึงความจริงในที่สุดเขาหวังสุดใจว่าผู้มีพระคุณจะไม่สร้างเื่โกหกเพื่อ้าหาประโยชน์จากเขาดั่งเช่นข้อสันนิษฐานของมารดา
[1]๙.๐๐น. – ๑๑.๐๐น.
[2]หนึ่งจ้างจะประมาณ๒.๒๗-๒.๓๑ เมตร
[3]หลี่คือ ต้นพลัม อิงฮวา คือ ซากุระ เถาฮวา คือ ดอกท้อ เหมยฮวา คือ ดอกเหมย ติงเซียงคือ กานพลู