อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 133 ฉันบอกไปแล้วนี่

            ภายในห้องทำงานพระราชาอัลเฟรดนั่งแหงนหน้าอยู่บนเก้าอี้ในหัวนึกถึงสิ่งที่ได้เห็นมาเมื่อครู่ ซึ่งเมื่อครู่นี้เขาดันบังเอิญได้ไหมเหตุการณ์หนึ่งขณะกำลังเดินอยู่ที่โถงทางเดิน ราชินีเอลิเซียกำลังดื่มชาเหมือนปกติโดยมีหัวหน้าสาวใช้ลาน่าที่ตอนนี้เป็นอนุภรรยาของเขาทำการปรนนิบัติรับใช้ เพียงแต่ว่าเขารับรู้ได้ถึงสายตาเธอที่กำลังจ้องมองไปยังมือคู่นั้นของลาน่า

            ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ภรรยาของเขามีความรู้สึกกับอนุภรรยาของเขา ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้มาเห็นเหตุการณ์หนึ่งโดยบังเอิญ เป็นตอนที่เขาเข้าไปในห้องแต่งตัวขณะที่ราชินีเอลิเซียกำลังแต่งตัวโดยมีลาน่าแต่งตัวให้เธอเหมือนทุกที ตอนนั้นเขากำลังจะเปิดประตูตามความเคยชินแต่เขาเพิ่งเปิดได้แค่หน่อยเดียวเขาก็เห็นทั้งสองคนสะดุ้งแล้วเบือนหน้าหนีให้กัน ซึ่งทั้งสองคนนั้นต่างก็หน้าแดงและดูประมาณเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ

            แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือความรู้สึกขนาดที่กำลังร่วมรักกันบนเตียงในยามค่ำคืน เป็นปกติที่ลาน่านอกจากจะทำหน้าที่อนุภรรยาของเขา แล้วยังต้องทำการปรนนิบัติภรรยาของเขาอีกด้วย ซึ่งหลายครั้งเขาก็สังเกตว่าขณะที่ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันมาเริ่มดูเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาสังเกตได้ถึงความร้อนแรงที่ทั้งคู่มีให้กัน สายตาที่มองให้กันด้วยความเสน่หา ซึ่งในฐานะสามีเขาย่อมมองสิ่งเหล่านี้ในแววตาของภรรยาออก ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าตอนนี้ภรรยาของตนกำลังมีความรู้สึกลึกซึ้งให้กับสาวใช้ส่วนตัวของเธอที่ตอนนี้ก็ได้กลายเป็นอนุภรรยาเขาเช่นกัน

            ทว่าตัวพระราชาอัลเฟรดเองก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้านในเรื่องนี้ เพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นผู้หญิงและยังเป็นอนุภรรยาของเขา และเขาก็ยังรับรู้ได้ว่าความรักที่ราชินีเอลิเซียมีให้กับตนไม่ได้ลดน้อยลงเลย ดังนั้นมันจึงไม่เสียหายอะไรถ้าภรรยากับอนุภรรยาของเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเอง เพียงแต่พระราชาอัลเฟรดกลับสงสัยว่าในเมื่อเป็นแบบนี้ตกลงพวกเธอสองคนเป็นฮาเร็มของเขา หรือว่าเขากับลาน่าเป็นฮาเร็มของราชินีเอลิเซียกันแน่

            พระราชาอัลเฟรดคิดติดตลกแต่เขาก็ส่ายหน้า เพราะเขาไม่ค่อยเข้าใจว่าในเมื่อมีความรู้สึกที่ดีต่อกันขนาดนั้นทำไมไม่ทำให้มันชัดเจนไปเลย เพราะเขาก็ไม่ได้ต่อต้านหรือปฏิเสธเรื่องนี้อยู่แล้ว

            “หรือว่าเธอจะเกรงใจเรากันนะ” พระราชาอัลเฟรดพึมพำออกมา ก่อนจะคิดในใจว่า

            ‘เดี๋ยวเราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเจ้าตัวแสบดูแล้วกัน…’ คิดได้เพียงเท่านี้พระราชาอัลเฟรดก็ต้องหยุดเพราะพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเจ้าตัวแสบนี้ ยังมีอายุแค่ 10 ขวบเท่านั้น ก่อนเขาจะพบว่าเขาเคยชินกับนิสัยและการทำตัวไม่สมเด็กของเจ้าลูกคนนี้จนลืมเรื่องอายุของลูกคนนี้ไปแล้ว พระราชาอัลเฟรดแหงนหน้ามองเพดานพึมพำด้วยความเหนื่อยอ่อนว่า

            “ทำไมรอบตัวเราถึงมีแต่เรื่องแบบนี้นะ” ซึ่งเหมือนว่าพระราชาผู้นี้จะลืมไปแล้วว่าในเมืองตอนนี้ยังมีระเบิดลูกใหญ่ที่ชื่อว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ และในเทศกาลกำแพงอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้จะมีระเบิดอีกลููก เพียงแต่ว่าระเบิดลูกนี้สำหรับเขาแล้วมีก็เหมือนไม่มีเพราะมันไม่ได้น่ากังวลอะไรขนาดนั้น

             

            เออร์วินพาเหล่าสาวใช้ส่วนตัวกลับมาที่ปราสาท ซึ่งระหว่างที่กลับนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องที่โทมัสได้บอกเขาว่า กิลเบิร์ตได้ตัดสินใจลาออกจากเป็นอัศวินฝึกหัดแล้วส่วนเหตุผลนั้นก็เป็นเพราะต้องเรียนรู้งานจากพ่อของเขาเพื่อสืบทอดตำแหน่งขุนนางในอนาคต ซึ่งลอร์ดอาร์เทมิสเองก็อนุมัติ

            ซึ่งเออร์วินก็มองออกว่าคงเป็นเพราะเห็นว่าการเป็นอัศวินฝึกหัดไม่ได้ช่วยให้เขาทำความสนิทสนมกับเจ้าหญิงเลย บวกกับการที่โทมัสสนิทสนมกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคู่พ่อลูกที่ต้องการให้ลูกเสกสมรสกับพี่สาวของเขาเพื่อที่จะได้ขึ้นเป็นพระราชาในอนาคตจึงเป็นธรรมดาที่จะนั่งไม่ติด และคงได้ตัดสินใจว่าในเมื่อไม่สามารถสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับเจ้าหญิงได้โดยตรง ก็คงต้องทุ่มทุกอย่างเข้าทางเขาที่เป็นน้องชายของเธอ

            เออร์วินเพียงยิ้มเล็กน้อยแล้วมองว่าการกระทำของสองพ่อลูกคู่นี้มันเป็นเรื่องน่าขำ ก่อนจะนึกถึงจูนกับอันนาที่ตอนนี้ก็มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าตอนนี้เขาจะสอนเธอทำได้แค่ยาแอสไพรินซึ่งก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่เรียกว่าใช้ได้ แต่ในเรื่องการตอนเธอทำการตรวจดูป่วยและการจ่ายยาก็นับว่าเป็นความคืบหน้าไม่น้อย ซึ่งตอนนี้ปัญหานั้นไม่ใช่การทำยาชนิดอื่นแต่คือการสร้างเครื่องชั่งน้ำหนัก เพราะหนึ่งในตัวกำหนดปริมาณยาในโลกเดิมของเขาก็คือน้ำหนักของผู้ป่วย แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่นักเพราะเขาได้มอบงานชิ้นแรกให้กับพวกของเจคและโทมัส ซึ่งเขาได้วาดแบบแปลนเครื่องชั่งคานเลื่อนให้ทั้งสองคนช่วยกันทำ ซึ่งมันต้องใช้ทั้งทักษะเรื่องงานช่างที่พวกเจคเคยทำ บวกกับทักษะการหลอมเหล็กที่เพิ่งเรียนรู้ได้ไม่กี่วัน และทักษะทางคณิตศาสตร์จากโลกเดิมที่โทมัสเองก็เพิ่งได้เรียนรู้เช่นกัน แน่นอนว่าเออร์วินไม่คาดหวังว่าทั้งสองคนจะทำเสร็จในเร็ววัน แต่เขาต้องการมอบหมายงานให้ทั้งสองคนค่อยๆ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มากกว่าการจะจำแต่ทฤษฎี ซึ่งเขาจะให้ช่างตีเหล็กในค่ายทหารคอยช่วยดูแลอีกทีหนึ่ง

            เออร์วินคิดถึงสิ่งเหล่านี้ในหัวก็พูดว่าตอนนี้แผนการของเขากำลังเดินหน้าไปอย่างช้าๆ และมั่นคง ถึงตอนนี้จะมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือการมีอยู่ของอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้น เขาไม่สามารถให้เธอรู้ได้ว่าเขาเขารู้ว่าเธอคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์เพราะอาจจะทำให้เธอรู้ว่าเขาเคยเห็นเธอมาก่อน เขาไม่สามารถไล่เธอออกไปได้ และก็ไม่รู้ว่าความอดทนของผู้หญิงคนนี้มีมากขนาดไหน ส่วนของที่เธอต้องการนั้นเออร์วินยังจะตัดสินใจปล่อยมันนอนเป็นผักอยู่ในถุงมิติเทียมของเขา เพราะไม่รู้ว่าขอชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่และต่อให้มอบของชิ้นนี้ให้ไป แต่จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำตั้งแต่การสร้างอาวุธที่ผู้มีพลังให้อ่อนด้อยสามารถสังหารผู้ใช้เวทมนต์ระดับที่สูงกว่าได้อย่างง่ายดาย ซึ่งนับเป็นภัยต่อโลกใบนี้ที่ให้ความสำคัญกับเวทย์มนต์ หรือการที่เขารับหญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์มาเป็นสาวใช้ส่วนตัวแถมยังให้เด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์เข้ารับการฝึกเป็นอัศวินฝึกหัดเธอ ไม่ว่าจะอย่างไหนก็เป็นไปได้สูงว่าเธอคนนี้คงจะไม่ปล่อยเขาไว้แน่

            สำหรับเม่นตัวนี้ที่ไม่ว่าจะเอามือตบตรงไหนก็โดนทิ่ม เออร์วินก็ได้แต่เดินไปรับมือไปเท่านั้น แต่ทันทีที่เออร์วินกลับมาถึงปราสาทก็ได้พบกับนัยน์ตาสีแดงเพลิงของพี่สาวและน้องสาวต่างมารดาที่กำลังมองมาที่เขาอยากเย็นชา

            เออร์วินกลืนน้ำลายดังเอื้อกก่อนจะทักทายสองพี่น้อง

            “ไงเรเชลไงครับท่านพี่ ไม่ทราบว่าทำไมวันนี้ท่านพี่กลับเร็วจังครับ?”

            ลิลิธหรี่ตามองน้องชายก่อนจะถามว่า

            “วันนี้เธอไม่ได้ไปเจอผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม”

            แม้ว่าพี่สาวเขาจะไม่ได้พูดออกมาเออร์วินก็เดาได้ว่าผู้หญิงคนนั้นที่เธอพูดถึงคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคาทาริน่า เออร์วินดูลังเลเพราะวันนี้เขาได้พบกับเธอจริงแต่เป็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น แม้ตอนนี้แต่ยังไม่รู้ว่าเขาทำผิดอะไรทำไมถึงต้องโดนพี่สาวกับน้องสาวซ้อมในวันนั้น ลิลิธที่เห็นน้องชายดูลังเลก็แผ่รังสีเย็นยะเยือกออกมา จนเดซี่ที่อยู่ข้างหลังเขารู้สึกตื่นกลัวจนต้องวิ่งไปหลบหลังพี่สาว

            เออร์วินที่รับรู้ได้ถึงบรรยากาศก็รีบพูดว่า

            “ผะผมไม่ได้ไปพบเธอเลยครับเพียงแต่ว่าผมแค่บังเอิญเจอเธอระหว่างทางเฉยๆ”

            เรเชลมองพี่ชายด้วยแววตาเย็นชาถามว่า

            “แค่เจอระหว่างทางเฉยๆ เหรอคะ”

            เออร์วินพยักหน้ารัวๆ เรเชลก็ถามอีกว่า

            “แล้วท่านพี่ได้คุยกับเธอไหมคะ”

            เออร์วินก็ตอบไปตามตรงว่า

            “ก็มีทักทายกันบ้างนิดหน่อย…”

            จบคำของเขากระแสไฟฟ้าก็ปรากฏขึ้นรอบกายลิลิธพร้อมกับวงแหวนเวทย์มนต์ที่ปรากฏขึ้นด้านขวาของเรเชลตามด้วยแขนดินเหนียวขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากวงแหวนเวทมนต์นั้น เออวินร์ที่เห็นดังนั้นก็เหงื่อตกทันที

            “เอ่อ… ทั้งสองคนครับไม่ทราบว่า…”

            ลิลิธพูดว่า

            “กล้านักนะทั้งที่พี่บอกเธอไปแล้วนี่ว่าอย่าไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น ดูท่าผู้หญิงคนนั้นจะสวยมากเลยสินะถึงขนาดชมผู้หญิงคนนั้นว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์”

            เรเชลก็พูดว่า

            “ท่านพี่จะชอบเธอคนนั้นมากเลยสินะคะถึงขนาดไม่ฟังสิ่งที่หนูห้าม ท่านพี่คนเจ้าชู้”

            เออร์วินคิดในใจว่า

            ‘มีสรุปแล้วตรูทำอะไรผิด’ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ วันนี้ทั้งสองคนถึงมาถามเขาเอาวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่เขาได้คุยกับคาทาริน่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่ได้พบพวกเธอในวันนั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดชี้แจงให้ทั้งสองคนฟังเพื่อหาทางออกจากการโดนอัดก็ได้ยินเรเวนพูดจากทางด้านหลังเขาว่า

            “เรียนเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์เพคะคือว่าเรื่องนี้จะกล่าวหาเจ้าชายอย่างเดียวไม่ได้เพคะ เพราะว่าฝ่ายที่เป็นคนเข้ามาทักก่อนคือฝ่ายนั้นเพคะเจ้าชายท่านเพียงแค่เดินไปตามทางเหมือนปกติเท่านั้น”

            คำพูดของเรเวนทำให้เรเชลเริ่มแสดงสีหน้าอ่อนโยนขึ้นมา ส่วนลิลิธนั้นเธอขมวดคิ้วมองเรเวนด้วยสีหน้าไม่พอใจ ซึ่งเธอเองก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าผู้หญิงคนนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งสาเหตุก็เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงแต่มาอยู่ใกล้น้องชายของเธอ แต่ตอนนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอเธอถึงรู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิมทันทีที่ได้เห็นผู้หญิงคนนี้

            ลิลิิธหันมาถามน้องชายเธอว่า

            “เป็นตามที่เธอพูดจริงๆ หรือเปล่า”

            เออร์วินรีบพยักหน้ารัวๆ

            “จริงครับทั้งสองคนผมไม่ได้เป็นฝ่ายพูดก่อนเลยครับ เธอเป็นคนมาพูดกับผมเอง”

            ลิลิธเริ่มมีสีหน้าอ่อนโยนลงก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นก็ผิดที่ผู้หญิงคนนั้นพี่จะไปจัดการเธอเองที่บังอาจมาคุยกับเธอ”

            “ฮะ?” เออร์วินอุทานออกมาพร้อมกับตาของเขาที่กลายเป็นจุด เพราะเขาไม่นึกว่าพี่สาวจะมีท่าทีเช่นนี้ จึงรีบพูดว่า “ไม่ได้นะครับท่านพี่จะไปหาเรื่องผู้หญิงคนนั้นไม่ได้นะครับ”

            ลิลิธกลับมามีสายตาเย็นชายอีกรอบ

            “หมายความว่ายังไงนี่เธอเป็นห่วงผู้หญิงที่สวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์คนนั้นมาขนาดนี้เลยเหรอ”

            เออร์วินพูดไม่ออกเขาไม่ต้องการให้พี่สาวไปเป็นศัตรูกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้น แม้เขาจะมั่นใจในความแข็งแกร่งของพี่สาวแต่ยังไม่น่าเทียบกันได้กับคนที่จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักของศาสนาจักรอย่างเธอคนนั้น ขณะที่เออร์วินกำลังคิดข้อแก้ตัว เรเวนที่ได้อยู่ข้างหลังเขาก็พูดว่า

            “คือว่าเจ้าชายท่านทรงอยากจะทำขนมอร่อยๆ ให้เจ้าหญิงทั้งสองแล้วก็ใช้เวลาในการเล่นเกมกันเพคะ ก็เลยไม่อยากให้เจ้าหญิงไปเสียเวลาอะไรกับเรื่องแบบนั้นเพคะ”

            ลิลิธหันไปมองเรเวนด้วยสายตาไม่พอใจอีกครั้ง ยิ่งมองเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่เธอมองเรเชลไม่มีผิด ส่วนเรเชลที่ได้ยินดังนั้นก็แสดงความดีใจจนออกนอกหน้า

            “พี่จะทำขนมให้หนูทานจริงๆ เหรอคะ ทั้งยังจะเล่นเกมกับหนูด้วย”

            เออร์วินที่ค้นพบหนทางรอดจึงพยักหน้าพูดว่า

            “จริงสิจะว่าไปพี่ก็ไม่ได้เล่นเกมกับเธอมานานแล้วนะวันนี้จะเล่นเกมอะไรกันดีให้เธอเป็นคนคิดเลย”

            ลิลิธที่ยังรู้สึกไม่พอใจในตัวผู้หญิงที่น้องชายของเธอชมว่าสวยเหมือนนางฟ้าคนนั้น แต่ถ้าเธอไปหาเรื่องผู้หญิงคนนั้นก็เท่ากับว่าปล่อยให้น้องชายได้ใช้เวลาส่วนตัวกับเรเชล เธอจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วมองน้องชายของเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนอีกครั้ง แต่เธอกลับได้ยินน้องสาวต่างมารดาพูดกับเธอว่า

            “งั้นหนูก็ขอเชิญท่านพี่ลิลิธไปทำธุระที่ท่านพี่บอกเลยนะคะ ส่วนหนูจะรอทานขนมฝีมือท่านพี่เออร์วินเอง” พูดจบเธอก็เข้ามาจับมือเออร์วินแล้วก็ลากเขาออกไป ลิลิธที่เห็นดังนั้นจึงรีบร้องว่า

            “นี่เดี๋ยวสิเธอน่ะอย่ามาจับมือเขานะปล่อยมือเดี๋ยวนี้” ก่อนจะรีบตามทั้งสองคนไป แม็กกี้ที่ยืนเหมือนเป็นอากาศธาตุมาโดยตลอดก็หันมายิ้มให้กับพวกเรเวนแล้วรีบตามลิลิธไป 

            ลูซี่กับเดซี่ถอนหายใจออกมาเพราะที่เหมือนจะหลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤติได้สักที โดยเฉพาะเดซี่ที่เข้าใจในความแข็งแกร่งของสิ่งที่เรียกว่าเป็นศักดิ์สิทธิ์จากหนังสือ เธอยิ่งถอนหายใจด้วยความร่วมมือที่เจ้าหญิงลิลิธไม่ได้ไปหาเรื่องเธอคนนั้นเข้า เรเวนหันไปสั่งสองพี่น้องว่า

            “พวกเธอสองคนไปพักผ่อนกันได้เลยจากนี้ฉันจะดูแลเขาเอง”

            ลูซี่มีสีหน้าแปลกๆ เพราะว่าในหลายวันมานี้เธอไม่ใช่คนที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติเออร์วินตอนอาบน้ำ แต่เป็นเรเวนที่เข้ามาทำหน้าที่นี้แทนเธอ เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงทำให้หัวหน้าเธอคนนี้เปลี่ยนใจมาทำหน้าที่นี้แทนเธอ ลูซี่ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะพยักหน้ารับทราบแล้วพาน้องสาวของเธอจะเดินจากไป

            ค่ำวันนั้นหลังจากที่เออร์วินทำการเล่านิทานก่อนนอนให้น้องสาวฟังเหมือนทุกวัน เขาก็เดินออกมาจากห้องของเรเชลโดยมีเรเวนยืนรออยู่หน้าห้อง เออร์วินเดินกลับห้องของตนทันทีเรเวนก็เดินตามหลังเขา ระหว่างที่เดินอยู่นั้นเออร์วินก็พูดว่า

            “สำหรับเมื่อตอนเย็นนี้ขอบคุณมากเลยนะครับ หากพี่สาวไม่พูดอย่างนั้นออกไปท่านพี่จะทำอะไรลงไปบ้างก็ไม่รู้”

            เรเวนที่เดินตามหลังเขากลับยิ้มแล้วพูดว่า

            “ทำเป็นคนอื่นคนไกลไปได้กับเรื่องแค่นี้ไม่ต้องใส่ใจไปหรอก เพราะยังไงเธอก็จะเป็นสามีของฉันในอนาคตอยู่ดีกับเรื่องแค่นี้เธอไม่ต้องคิดมากหรอก”

            เออร์วินที่เดินอยู่เกือบแทบหลุดขาตัวเองหัวทิ่มหันมองเธอ ใบหน้าของเขาแดงและสีหน้าของเขาตอนนี้ก็ดูลนลานอย่างเห็นได้ชัด

            “พะพะพูดอะไรกันน่ะครับพี่สาวพูด อย่าล้อเล่นกันแบบนี้สิครับ”

            เรเวนที่เห็นปฏิกิริยาของเขาก็เกือบจะหลุดขำออกมา

            “ดูเธอสิเห็นปกติดีใจหยอกล้อคนอื่นพอเจอคนอื่นพูดแบบนี้บ้างก็เขินใหญ่เลยนะ”

            เออร์วินรีบพูดว่า

            “มีคนมาพูดแบบนี้เป็นใครก็ต้องเขินเป็นธรรมดาแหละครับ”

            เรเวนอมยิ้มเล็กน้อยแล้วก็มองเด็กชายก่อนจะพูดว่า

            “แต่คราวก่อนฉันก็บอกเธอไปแล้วนี่ว่าฉันตัดแล้วว่าจะเป็นอนุภรรยาของเธอ”

            เออร์วินที่ยิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งหน้าแดง

            “พะพะพูดแบบนั้นไม่ได้นะครับพี่สาวพี่สาวเองก็รู้ว่าผมมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”

            เรเวนกลับยิ้มเพราะเธอยิ่งรู้สึกสนุกที่ได้แหย่เขาจนมีปฏิกิริยาเช่นนี้

            “ฉันก็ไม่คิดจะแย่งตำแหน่งภรรยาหลวงซะหน่อยนี่ และอีกอย่างจะตื่นเต้นตอนนี้ก็อย่างเร็วไปนะเพราะฉันบอกไปแล้วนะว่าฉันจะรอเธอโตก่อน”

            ในใจเออร์วินเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้หญิงคนนี้ทำให้เขาใจเต้น เขาอยากจะบอกเธอไปว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาคนเดียว เพราะถ้าภรรยาหลวงไม่อนุมัติเขาก็ทำอะไรไม่ได้แต่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเรเวนไม่ได้สนใจว่าที่ภรรยาหลวงของเขาคนนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าทางว่าที่แม่สามี

            ขณะที่เด็กผู้ชายกำลังยืนเขินอายดูลนลานต่อหน้าหญิงสาวอะไรชุดสาวใช้ที่กำลังยืนอยู่นี้ให้เขาอยู่นั้น ก็มีเสียงพูดด้วยความแผ่วเบาแต่คุ้นหูดังขึ้นที่ด้านหลังเขา

            “เออร์วิน เออร์วิน มาคุยกับพ่อหน่อย”

             


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน