บทที่ 42
คุณชายสามตระกูลหลี่
“เป็นอันใดไปหรือว่าแม่นางหมิงจะหลงเสน่ห์ข้าเข้าให้แล้ว?”
หยุนโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววเย้าหยอกที่ไม่อาจปิดบัง
แม้ใบหน้าจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเหล็กแต่ดวงตาที่ทอดมองออกไปกลับเปล่งประกายราวกับหยอกล้อกันอย่างเปิดเผย
หมิงเยว่หลานหัวเราะเบา ๆเสียงหัวเราะของนางนุ่มนวลและทรงเสน่ห์นัก
นางยกมือเรียวงามขึ้นลูบปอยผมที่หล่นเคลียข้างแก้มด้วยท่วงท่าสง่างาม
“ข้าอาจจะหลงเสน่ห์เจ้าแล้วจริงๆ ก็เป็นได้”
คำกล่าวของนางเปล่งออกด้วยน้ำเสียงคล้ายครุ่นคิดจริงจังแต่แฝงแววล้อเล่นอย่างชัดเจน
รอยยิ้มบางคลี่ออกที่มุมปากขับให้ใบหน้างดงามนั้นดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
“ฮ่า ๆเช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปสู่ขอแม่นางหมิงเสียเลยดีหรือไม่?”
หยุนโม่หัวเราะเบา ๆ ในลำคอขณะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“วันมะรืนเราจะได้เข้าห้องหอกันเสียที”
หมิงเยว่หลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาฉายชัดถึงความประหลาดใจ
นางไม่คิดว่าบุรุษตรงหน้าจะกล้าพูดจาด้านหนาและไร้ยางอายถึงเพียงนี้
ถึงขั้นกล้าจะลากนางเข้าห้องหอได้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่านางก็หาได้โกรธเคืองไม่เพียงแต่จ้องมองอีกฝ่ายมุมปากเจือรอยยิ้มบางราวกับกำลังพิจารณาบุรุษผู้นี้ใหม่อีกครั้ง
“แม่นางหมิง”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นขัดบทสนทนาระหว่างหยุนโม่กับหมิงเยว่หลานในทันที
เสียงนั้นทุ้มต่ำแฝงแววถือดีฟังดูไม่ร้อนเร่ง หากแต่แฝงแรงกดดันบางเบา
หยุนโม่และหมิงเยว่หลานหันไปในทิศทางเดียวกันโดยพร้อมเพรียง
สายตาคมปลาบของหยุนโม่กวาดมองบุคคลที่ปรากฏตัวเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
เบื้องหน้า เป็นชายหนุ่มร่างสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลา ผิวขาวเนียนละเอียด เส้นผมดำสนิทถูกรวบเก็บอย่างประณีต
หากแต่ดวงตาของเขาเรียวยาวเล็กคล้ายดวงตาจิ้งจอกแววตาทอประกายเยาะเย้ยแฝงเล่ห์เหลี่ยม
ชุดอาภรณ์สีขาวขลิบเงินที่เขาสวมใส่ตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดีมีตราประทับรูปเมฆสีทองบนอกเสื้อ บ่งบอกฐานะอันสูงส่ง
ทุกอากัปกิริยาที่เขาแสดงออกล้วนเปี่ยมด้วยความมั่นใจของผู้ที่เติบโตมาในตระกูลใหญ่ ไม่เคยตกต่ำใต้ผู้ใด
ด้านหลังชายหนุ่มผู้นั้นมีสองคนติดตามมาด้วย
คนหนึ่งเป็นชายชราร่างหลังค่อมผิวพรรณเหี่ยวย่น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นที่บ่งบอกถึงอายุขัย
ดวงตาทั้งสองข้างลึกโหลแต่กลับมีแสงเยียบเย็นวาบผ่านบางครั้ง คล้ายงูซ่อนพิษร้าย
ริมฝีปากบางและแห้งซีดมือข้างหนึ่งถือไม้เท้าสีดำสนิท ที่ปลายหัวไม้แกะสลักเป็นรูปหัวอสรพิษอ้าปากเผยเขี้ยวแหลมคม
ชุดอาภรณ์ที่ชายชราสวมเป็นอาภรณ์สีเทาเข้ม ปักลวดลายอักขระพร่าเลือน ดูเหมือนไม่มีค่าทว่ากลับแฝงพลังเร้นลับบางอย่าง
ทุกย่างก้าวของเขา แม้จะเชื่องช้าแต่กลับส่งแรงกดดันอ่อน ๆ แผ่ซ่านโดยรอบ ราวกับพญางูที่พร้อมฉกเหยื่อได้ทุกเวลา
อีกคนหนึ่ง เป็นชายวัยประมาณสามสิบปี
รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างกล้ามเนื้อแน่นหนาราวนักรบผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน
เขาสวมชุดรัดกุมสีดำสนิทสะพายกระบี่ขนาดใหญ่ไว้บนหลัง มือขวาแนบข้างลำตัว มือซ้ายจับด้ามกระบี่เบา ๆทุกย่างก้าวมั่นคง หนักแน่น
บุรุษผู้นี้คือ กวนเทียน
หัวหน้ากลุ่มหมาล่าเนื้อผู้ที่หยุนโม่เคยเห็นเพียงในข้อมูลจากความทรงจำของรองหัวหน้าฝู
หยุนโม่ยังคงสงบนิ่งใต้หน้ากากเหล็ก
หมิงเยว่หลานขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางเอ่ยออกมาเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันเยือกเย็น
“คุณชายสามหลี่?”
ถ้อยคำของนางสั้นกระชับทว่าบ่งบอกชัดเจนถึงท่าทีตีตัวออกห่างจากบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ราวกับไม่ต้องการข้องเกี่ยวแม้เพียงครึ่งส่วน
หยุนโม่ที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันนึกถึงข้อมูลที่ได้มาจากความทรงจำของรองหัวหน้าฝูทันที
เขาเหลือบมองชายหนุ่มที่หมิงเยว่หลานเอ่ยถึงอย่างเงียบงัน
ในใจคิดรวบรวมข้อมูล
‘ที่แท้...ก็คือหลี่เฉินหยางคุณชายสามตระกูลหลี่’
‘เป็นหนึ่งในอัจฉริยะของตระกูลอายุเพียงยี่สิบปีก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้นได้แล้ว’
ดวงตาภายใต้หน้ากากเหล็กของหยุนโม่หรี่ลงเล็กน้อย
เขากวาดสายตาไปยังชายทั้งสามตรงหน้าอีกครั้ง
‘ด้านหลังนั้น...ไม่ผิดแน่หัวหน้ากลุ่มหมาล่าเนื้อ กวนเทียน’
เขาแน่ใจในสิ่งที่เห็นและข้อมูลที่มีอยู่ในใจ
แต่สายตากลับหันไปหยุดที่ชายชราหลังค่อม
‘ส่วนชายชราผู้นั้น...ไม่มีข้อมูลในความทรงจำของรองหัวหน้าฝูเลย’
‘ทว่า...พลังปราณที่แผ่ออกมาจางๆ นั้น ไม่ธรรมดา’
‘น่าจะเป็นผู้คุ้มกันหรือข้ารับใช้สายตรงของตระกูลหลี่’
‘และที่สำคัญ...แข็งแกร่งมาก’
‘ประเมินแล้ว...ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางใกล้เคียงขั้นสูง’
หยุนโม่ครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
แววตาภายใต้หน้ากากเยือกเย็นดังเดิมหาได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย
“ไม่คิดว่าจะได้พบเจอหัวหน้าหมิงโดยบังเอิญเช่นนี้”
หลี่เฉินหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์แต่กลับแฝงความเสแสร้งชัดเจน
แม้หมิงเยว่หลานจะฉายท่าทีไม่อยากเข้าใกล้เพียงใด
แต่ชายหนุ่มผู้นี้ก็หาได้สนใจไม่กลับรุกเร้าเข้ามาอย่างหน้าด้านหน้าทน
รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลานั้นแม้จะดูสุภาพอ่อนโยนในสายตาคนทั่วไป
ทว่าแววตาเรียวยาวคล้ายจิ้งจอกกลับฉายชัดถึงความโลภละโมบและราคะที่ปิดไม่มิด
สายตานั้นไล่เรื่อยตามเรือนร่างอันงดงามของหมิงเยว่หลานอย่างเปิดเผย
ราวกับกำลังชื่นชมสมบัติล้ำค่าที่เขาปรารถนาจะครอบครองในไม่ช้า
หยุนโม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
เมื่อเห็นภาพนั้นก็ไม่อาจไม่แค่นหัวเราะในใจ
‘ถ้าเจ้านี่หลุดเข้าไปในโลกของข้าคงไม่พ้นโดนจับข้อหาโรคจิตแน่นอน’
แววตาโลมเลียอย่างไม่คิดปกปิดเช่นนั้น
หากเป็นโลกเดิมของเขาคงได้เห็นมันนอนกอดลูกกรงเหล็กอย่างแน่นอน
ทว่าความคิดภายในใจหยุนโม่หาได้ส่งผลต่อท่าทีภายนอก
เขายังคงยืนนิ่ง มองดูทุกอย่างผ่านหน้ากากเหล็กอย่างเงียบงัน
“บังเอิญหรือ?”
หมิงเยว่หลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมปลาบของนางจ้องตรงไปยังชายหนุ่มด้านหน้า
แววตาที่ทอดมองไปนั้นนิ่งสงบแต่กลับเปี่ยมด้วยแรงกดดัน
หลี่เฉินหยางทำราวกับไม่รู้สึกถึงสายตาเย็นชาของหมิงเยว่หลาน
สีหน้าและท่าทางยังคงตีหน้าซื่อไร้ยางอายเช่นเดิม
เขาหัวเราะเบา ๆก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายสุภาพ
“ฮ่าฮ่า...มิทราบว่าหัวหน้าหมิงมาที่ตลาดฟ้ากระจ่าง เพราะต้องการซื้อสิ่งใดงั้นหรือ?”
ตลาดฟ้ากระจ่างคือสถานที่แห่งนี้มันเป็นที่ตั้งของตลาดผู้ฝึกตนและเป็นชื่อเรียกของมันเช่นเดียวกัน
หมิงเยว่หลานตอบกลับทันทีเสียงของนางเรียบเย็นดังเดิม ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม
“ข้ามาหาสหาย”
“สหาย?”
หลี่เฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายประหลาดใจ
ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปมองยังหยุนโม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ไร้ปราณวิญญาณไม่มีแม้แต่กลิ่นอายผู้ฝึกตน
แววตาของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลนทันที
ดวงตาเรียวยาวคล้ายจิ้งจอกหรี่ลงเล็กน้อยริมฝีปากยกยิ้มเยาะ คล้ายว่ากำลังมองมดปลวกไร้ค่าตัวหนึ่ง
ราวกับไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย