อรุณรุ่งของวันถัดมา ณ โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองหัวอิน...
ห้องรับแขกส่วนตัวชั้นบนสุดได้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการหารือครั้งสำคัญ หลงจู๊จางและเหล่าสหายเสมียนผู้ภักดีของเขานั่งรออยู่ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวระคนความคาดหวัง พวกเขาทั้งตื่นเต้นที่จะได้ทวงคืนความยุติธรรม และหวาดหวั่นต่ออำนาจมืดที่พวกเขาต้องต่อกรด้วยในเวลาเดียวกัน
เซี่ยหยางในอาภรณ์สีขาวสะอาดปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งและมั่นคงราวกับขุนเขา เขากวาดสายตามองทุกคนในห้อง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด
“วันนี้...ข้า้าให้ทุกท่านเป็เพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น...ไม่ต้องเอ่ยวาจาใดๆ จนกว่าข้าจะให้สัญญาณ”
ทุกคนประสานมือรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
“อู๋อิ่ง” เซี่ยหยางหันไปทางองครักษ์ “ไป ‘เชิญ’ หลงจู๊เผิงมาพบข้าที่นี่”
เวลาผ่านไปไม่นาน...หลงจู๊เผิงร่างท้วมก็เดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ เขายังคงคิดว่าตนเองกำลังจะมาพบกับคุณชายเ้าสำราญผู้โง่เขลาคนเดิม
“คารวะคุณชายใหญ่ขอรับ! ไม่ทราบว่าเรียกข้าน้อยมาแต่เช้ามีธุระอันใดให้รับใช้หรือขอรับ?”
“เชิญนั่งก่อนท่านหลงจู๊” เซี่ยหยางผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างมีมารยาท พร้อมทั้งให้เสี่ยวชุ่ยรินชาชั้นเลิศให้แขก
“ท่านหลงจู๊เผิง...ข้าได้ดูบัญชีที่ท่านนำมาส่งเมื่อคืนอย่างคร่าวๆ แล้ว” เซี่ยหยางเริ่มต้นบทละครของตน “ต้องขอยกย่องท่านจริงๆ ที่สามารถดูแลกิจการจนรุ่งเรืองมีกำไรมากมายได้ถึงเพียงนี้ ท่านพ่อของข้าทราบเื่คงจะยินดีเป็อย่างยิ่ง”
คำชมนั้นทำให้หลงจู๊เผิงถึงกับยิ้มหน้าบาน “มิได้ๆ ขอรับ เป็เพราะบารมีของสกุลเซี่ยต่างหากขอรับ”
“เพียงแต่ว่า...มีเื่เล็กน้อยที่ข้าไม่เข้าใจอยู่บ้าง” เซี่ยหยางหยิบใบเสร็จรับเงินฉบับหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะด้วยท่าทีซื่อๆ “ข้าเห็นว่าค่าซ่อมแซมหลังคาเมื่อปีก่อนนั้นสูงยิ่งนัก...ตั้งห้าสิบตำลึงเงิน...สงสัยว่าปีนั้นพายุคงจะรุนแรงน่าดูเลยกระมัง?”
หลงจู๊เผิงเห็นดังนั้นก็รีบคว้าเหยื่อที่อีกฝ่ายโยนมาให้ทันที! เขาถอนหายใจยาว แสร้งทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ
“โถ คุณชายไม่ทราบหรอกขอรับ! ปีที่แล้วพายุเข้าเมืองหัวอินหนักหน่วงยิ่งนัก หลังคาร้านของเราถูกลมพัดกระเบื้องปลิวไปเกือบครึ่ง! ข้าน้อยต้องรีบวิ่งเต้นหาช่างฝีมือดีที่สุดมาซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนที่สุด กว่าจะเจรจาต่อรองราคาลงมาเหลือเพียงห้าสิบตำลึงเงินได้...ข้าน้อยก็แทบจะล้มป่วยไปเลยขอรับ!”
เขาเล่าเื่โกหกออกมาได้อย่างแเีและน่าเชื่อถือ...ในสายตาของเขา คุณชายตรงหน้าก็เป็เพียงเด็กหนุ่มที่ไม่เคยประสาเื่ทางโลกเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเหยื่อได้ขุดหลุมฝังตัวเองจนลึกพอแล้ว...รอยยิ้มของคุณชายเ้าสำราญบนใบหน้าของเซี่ยหยางก็พลันเลือนหายไป...
ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เย็นเยียบและรอยยิ้มที่เหยียดหยันจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหนาวไปถึงไขกระดูก!
“เช่นนั้นรึ?” น้ำเสียงของเซี่ยหยางเปลี่ยนเป็เ็า “ช่างน่าแปลก...ที่เมื่อคืนข้าให้คนไปสอบถามที่ร้านค้าไม้...พวกเขากลับบอกข้าว่า...ราคาที่พวกเขาเรียกเก็บจากร้านของเรานั้น...ต่ำกว่าที่ท่านแจ้งไว้ถึงสามเท่า”
หลงจู๊เผิงถึงกับหน้าซีดเผือด! “จะ...จะเป็ไปได้อย่างไรขอรับ! คุณชายต้องเข้าใจผิดเป็แน่!”
“ข้าเข้าใจผิด...หรือว่ามีคนจงใจทุจริตกันแน่?”
สิ้นคำพูดนั้น...เซี่ยหยางก็ให้สัญญาณแก่อู๋อิ่ง ประตูห้องที่อยู่ติดกันก็ถูกเปิดออก...เผยให้เห็นร่างของหลงจู๊จางและเหล่าอดีตเสมียนที่ยืนหน้าตาถมึงทึงอยู่!
ภาพนั้นทำให้หลงจู๊เผิงถึงกับทรุดฮวบลงไปกับเก้าอี้! เขารู้ในทันทีว่า...กับดักได้ถูกปิดลงแล้ว!
เซี่ยหยางไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งตัว เขาวางใบเสร็จรับเงิน "ฉบับจริง" ที่มีตราประทับจากร้านค้าไม้อย่างชัดเจนลงบนโต๊ะ...ตามมาด้วยเอกสารเปรียบเทียบราคาซื้อขายสินค้าต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าร้านค้าข้าวได้จัดซื้อทุกสิ่งทุกอย่างในราคาที่สูงกว่าปกติมาตลอดสามปีเต็ม!
หลักฐานทุกชิ้นมัดตัวเขาจนดิ้นไม่หลุด!
“ข้าจะให้ทางเลือกแก่เ้า...สองทาง” เซี่ยหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นที่สุด “ทางเลือกที่หนึ่ง ข้าจะส่งตัวเ้า...พร้อมด้วยพยานและหลักฐานทั้งหมดนี้...ไปให้ที่ว่าการอำเภอ เื่ราวการฉ้อโกงในร้านค้าสกุลเซี่ยจะอื้อฉาวไปทั่วทั้งเมืองหัวอิน และเมื่อเื่นี้ถึงหูบิดาข้าที่เมืองหลวง...เ้าคิดว่าชะตากรรมของเ้าและครอบครัวจะเป็เช่นไร?”
“ทางเลือกที่สอง เ้าจงคายเงินที่ยักยอกไปทั้งหมดออกมาจนหมดสิ้น...ลงนามในเอกสารยอมรับผิดและลาออกฉบับนี้...แล้วไสหัวไปจากเมืองหัวอินพร้อมครอบครัวภายในสามวัน...และข้าจะถือว่าเื่ทั้งหมดนี้...ไม่เคยเกิดขึ้น”
หลงจู๊เผิงตัวสั่นเทาราวกับลูกนก เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไปแล้ว เขาโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง “ข้าน้อยผิดไปแล้ว! ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับคุณชาย! ได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!”
หลังจากที่หลงจู๊เผิงยอมจำนนและมอบทุกสิ่งทุกอย่างคืนให้แล้ว...เซี่ยหยางก็ได้ “เอกสารยอมรับผิด” ที่มีลายมือชื่อของเขามาอยู่ในมือ
เมื่อทุกอย่างสงบลง...เขาหันไปสั่งเสี่ยวชุ่ย “คัดลอกเอกสารนี่ขึ้นมาฉบับหนึ่ง ต้นฉบับเก็บไว้กับข้า”
จากนั้น...เขาก็หันไปหาองครักษ์ของตน “อู๋อิ่ง...ส่วนฉบับคัดลอก...เมื่อเรากลับถึงเมืองหลวง...จงหาทางนำไปส่งให้ถึงมือบ่าวคนสนิทของ หวังอี๋เหนียง...อย่างเงียบที่สุด”
อู๋อิ่งโค้งคำนับรับคำสั่งโดยไม่เอ่ยถามสิ่งใด
เซี่ยหยางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ...ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย...แต่ในใจของนางนั้น...ได้ประกาศาที่ไร้เสียง...ไปยังศัตรูที่แท้จริงที่ซ่อนตัวอยู่ในจวนแล้ว...
…..
วันต่อมา...ณ เรือนหลังใหญ่ที่บัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็ “อวี้ยังถัง (เรือนกล้าหยก)” อย่างเป็ทางการ บรรยากาศที่เคยว่างเปล่าและเงียบเหงาได้ถูกแทนที่ด้วยเสียงเจื้อยแจ้วและรอยยิ้มอันสดใสของเหล่าเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในลานกว้างอย่างมีความสุข
หลังจากที่ปัญหาเื่หนอนบ่อนไส้ในร้านค้าข้าวได้ถูกจัดการอย่างเงียบเชียบและเด็ดขาดแล้ว เงินทุนก้อนแรกที่ได้กลับคืนมาก็ถูกนำมาใช้ในการวางรากฐานให้แก่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ในทันที เซี่ยหยางได้เรียกประชุมบุคลากรคนสำคัญทุกคนในห้องโถงใหญ่ที่บัดนี้ถูกทำความสะอาดจนงดงามอีกครั้ง
เบื้องหน้าของเขาคือท่านป้าเหมย, หลงจู๊จางผู้ชราภาพ และบุตรชายผู้มีการศึกษาของเขา จางเหวิน
เซี่ยหยางในฐานะประธานผู้ก่อตั้ง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยความจริงใจ
“ท่านป้าเหมย” เขาหันไปทางสตรีสูงวัยเป็คนแรก “นับจากนี้ไป ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านเป็ ‘ผู้ดูแลหลักแห่งเรือนกล้าหยก’ อย่างเป็ทางการ ขอได้โปรดใช้ความเมตตาของท่านดูแลทุกข์สุขและความเป็อยู่ของเด็กๆ ทุกคน ให้พวกเขาได้เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัยด้วยเถิด”
ท่านป้าเหมยถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความตื้นตันใจ นางรีบยอบกายลงคารวะ “บ่าว...บ่าวขอรับคำสั่งของคุณชายด้วยชีวิตเ้าค่ะ!”
จากนั้น เขาก็หันไปทางหลงจู๊จาง “ท่านลุงจาง...ท่านรับใช้สกุลเซี่ยมาทั้งชีวิต บัดนี้ถึงเวลาที่ท่านควรจะได้พักผ่อนแล้ว แต่ข้ารู้ดีว่าคนที่มีความสามารถเช่นท่านย่อมไม่อาจอยู่เฉยได้ ข้าจึงอยากจะขอร้องให้ท่านมารับตำแหน่ง “ผู้ดูแลด้านการเงินและเสบียงของเรือนกล้าหยก” ได้โปรดนำประสบการณ์อันล้ำค่าของท่าน มาช่วยท่านแม่เหมยบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้ารูปเข้ารอยด้วยเถิด”
หลงจู๊จางผู้ซึ่งเคยคิดว่าชีวิตของตนนั้นจบสิ้นแล้ว บัดนี้กลับได้รับมอบหมายหน้าที่อันทรงเกียรติอีกครั้ง เขารู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงโค้งคำนับรับคำสั่งนั้นทั้งน้ำตา
สุดท้าย...สายตาของเซี่ยหยางก็มาหยุดอยู่ที่บุรุษหนุ่มคนสุดท้าย “ท่านจางเหวิน...ข้าได้ยินจากบิดาของท่านว่าท่านเป็ผู้มีการศึกษาและมีจิตใจที่ดีงาม”
“มิกล้าขอรับคุณชายใหญ่” จางเหวินรีบประสานมืออย่างนอบน้อม
“ข้ามีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมอบ ‘อนาคต’ ให้แก่เด็กๆ เหล่านี้...และสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามี ‘ความรู้’ ติดตัวเท่านั้น” เซี่ยหยางกล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าจึงอยากจะแต่งตั้งให้ท่าน...เป็ ‘อาจารย์ใหญ่คนแรกแห่งสำนักศึกษาสกุลเซี่ย สาขาเรือนกล้าหยก’ ท่านจะยอมรับตำแหน่งอันสำคัญนี้หรือไม่?”
จางเหวินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนยินดี! เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที “เป็เกียรติแก่วงศ์ตระกูลของข้าน้อยอย่างหาที่สุดมิได้แล้วขอรับ! ข้าน้อยขอสาบานว่าจะทุ่มเททั้งสติปัญญาและแรงกาย เพื่อสั่งสอนเหล่าต้นกล้าน้อยๆ เหล่านี้ให้เติบใหญ่เป็เสาหลักของแผ่นดินให้จงได้ขอรับ!”
เมื่อการแต่งตั้งตำแหน่งเสร็จสิ้นลง...บทเรียนแรกในประวัติศาสตร์ของเรือนกล้าหยกก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ณ ห้องโถงที่ถูกดัดแปลงเป็ห้องเรียนชั่วคราว เหล่าเด็กๆ ในอาภรณ์สะอาดสะอ้านนั่งเรียงกันเป็แถวด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า เบื้องหน้าของพวกเขาคืออาจารย์จางเหวินที่กำลังยืนอยู่หน้ากระดานดำขนาดใหญ่
เขาจรดพู่กันลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ เขียนตัวอักษรตัวแรกขึ้นมาอย่างบรรจง
“เซี่ย”
“เด็กๆ ทุกคน...จงดูตัวอักษรตัวนี้ให้ดี” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “ตัวอักษรตัวนี้อ่านว่า ‘เซี่ย’...มันคือแซ่อันสูงส่งของท่านผู้มีพระคุณที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่พวกเราทุกคน...และมันยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า ‘การขอบคุณ’...จงจำไว้เสมอว่า โอกาสที่พวกเ้าได้รับในวันนี้ มาจากความเมตตาของท่านผู้นั้น และพวกเ้าจะต้องเติบโตขึ้นไปเป็คนดี เพื่อตอบแทนคุณของท่านและคุณของแผ่นดิน”
ที่นอกชานเรือน...เซี่ยหยาง, ซูเหวินจื่อ และท่านป้าเหมยกำลังยืนมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ...ภาพของเหล่า “ต้นกล้า” ที่กำลังพยายามจับพู่กันเลียนแบบลายเส้นขีดแรกในชีวิตอย่างเก้ๆ กังๆ นั้น...ช่างเป็ภาพที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหวังอย่างหาที่สุดมิได้
รุ่งเช้าของวันเดินทางมาถึงอีกครั้ง...
ขบวนรถม้าของเซี่ยหยางเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ด่านถงกวนต่อไป แต่การอำลาในครั้งนี้แตกต่างออกไป...เบื้องหน้าขบวนรถม้าไม่ได้มีเพียงผู้ติดตามของเขา แต่กลับเรียงรายไปด้วยท่านป้าเหมย, หลงจู๊จาง, อาจารย์จางเหวิน และเหล่าเด็กๆ แห่งเรือนกล้าหยกทุกคนที่มาตั้งแถวรอส่ง
พวกเขาไม่ได้คุกเข่าโขกศีรษะอีกต่อไปแล้ว...แต่กลับประสานมือโค้งคำนับให้เขาอย่างพร้อมเพรียงและสง่างาม...เป็การแสดงความเคารพจากใจจริง...มิใช่จากความหวาดกลัว
“คุณชาย...โปรดเดินทางโดยสวัสดิภาพนะเ้าคะ” ท่านป้าเหมยกล่าวทั้งน้ำตา
เซี่ยหยางแย้มยิ้มบางๆ จากหน้าต่างรถม้า “ฝากดูแล ‘ต้นกล้า’ ของข้าด้วยนะท่านป้า”
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ เขาทอดสายตามอง “เรือนกล้าหยก” ที่บัดนี้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ม่านหน้าต่างจะถูกปิดลง...
เขาได้หยั่ง “รากแก้ว” แห่งแรกของเขาลงบนผืนดินแห่งนี้แล้ว...เป็รากแก้วแห่งความเมตตาที่จะเติบโตขึ้นเป็ไม้ใหญ่ให้เขาได้พักพิงในอนาคต...บัดนี้...ถึงเวลาที่พญาหงส์จะต้องมุ่งหน้าไปเผชิญหน้ากับพายุลูกต่อไปแล้ว