บทที่ 35 พบชาวนาอีกครั้ง
หลี่หยางมองหานชิงอวี่ตรงหน้าอย่างร้อนใจ อยากจะได้ยินคำตอบจากคนตรงหน้าเสียเดี๋ยวนี้
“จะทำอะไรล่ะ? ฉันไม่สนใจหรอก”
หานชิงอวี่พูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ในคำพูดนั้นก็ดูสบาย ๆ ราวกับไม่แยแส
เขาพอจะคาดเดาได้ว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลัง เพราะว่าตนไม่ได้มีศัตรูเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโรงพยาบาล คนที่จะสามารถพูดข่าวลือที่น่าเบื่อนี้ออกมาได้ ในโรงพยาบาลก็มีอยู่ไม่กี่คน
“ไม่สนใจ? พี่รู้ไหมว่าข่าวลือนี้ไปแพร่ออกไปข้างนอกไกลแค่ไหนแล้ว? เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ทำไมพี่ถึงเริ่มเก็บข้าวของบนโต๊ะล่ะ?”
เดิมทีหลี่หยางยังคิดว่าจะสอนพี่ชายคนสนิทที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างจริงจังสักหน่อย แต่เห็นว่าตอนนี้จู่ ๆ หานชิงอวี่ก็เริ่มเก็บโต๊ะ หลี่หยางจึงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
หานชิงอวี่มองท่าทีสงสัยของเพื่อนซี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “นายเป็นคนที่รู้ข่าวเร็วที่สุดในแผนกไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่ได้ยินข่าวว่าฉันจะไปแล้วล่ะ?”
“ไป? ไปไหน?” หลี่หยางตะลึงกับคำพูดของหานชิงอวี่ เขาคิดว่าเป็นเพราะข่าวลือที่เพิ่งพูดออกไปเมื่อกี้ จึงรีบเอ่ยปากพูดอย่างรีบร้อน “ไม่สิพี่อวี่ นี่เป็นแค่ข่าวลือเรื่องเดียวเอง พี่แค่พูดกับทุกคนให้ชัดเจนก็พอแล้ว ทำไมถึงจะต้องไปด้วยล่ะ? ”
คำพูดของหลี่หยางทำให้หานชิงอวี่ค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของตัวเองผิดไปทั้งหมดแล้ว
เรื่องคือเมื่อครู่เขาได้รับประกาศจากทางโรงพยาบาล บอกว่าทุกอย่างจัดการเกือบจะเรียบร้อยหมดแล้ว ให้ไปรายงานตัวที่แผนกผู้ป่วยนอกได้เลย
“นายคิดไปถึงไหนเนี่ย ตอนนี้ฉันถูกส่งไปฝึกงานกับหมอเจิ้งอวิ๋น ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติตามที่โรงพยาบาลจัดการ คือย้ายไปที่แผนกผู้ป่วยนอก อาจารย์ของฉันก็ทำงานอยู่ที่นั่น แบบนี้การส่งมอบงานจะได้สะดวกขึ้นด้วย”
พอหานชิงอวี่พูดจบ สายตาของหลี่หยางก็มีประกายของความอิจฉาขึ้นมา
“ให้ตายสิ พี่อวี่ได้ย้ายแผนกเหรอเนี่ย ผมจำได้ว่าหมอเจิ้งอวิ๋นถึงวัยเกษียณแล้วไม่ใช่เหรอ? นี่โรงพยาบาลเรียกเขาให้กลับมาทำงานต่อเหรอ? ไปอยู่ทางนั้นต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะพี่ อย่าให้ใครมารังแกนะ!”
คำพูดเป็นห่วงเป็นใยเหล่านี้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแยกจากกันจริง ๆ คาดว่าหานชิงอวี่คงจะซาบซึ้งใจมาก แต่มาอยู่ในสถานการณ์นี้ ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่กุมหน้าผาก แล้วพูดด้วยเสียงต่ำ
“หลี่หยาง แผนกฉุกเฉินกับแผนกผู้ป่วยนอกห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวเอง นายจะทำแบบนี้จริงเหรอ?”
หลี่หยางที่ได้ยินดังนั้นก็สีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมา
“ฮ่า ๆ ๆ พี่อวี่ ผมก็แค่สร้างบรรยากาศของการจากลาไง”
ในเวลานี้ พวกเพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็ได้ยินเรื่องที่หานชิงอวี่จะย้ายไปที่แผนกผู้ป่วยนอก ก็พากันกล่าวลาด้วยท่าทีที่ไม่เต็มใจนัก
เพราะว่าจากนี้ไปแผนกฉุกเฉินจะขาดผู้เชี่ยวชาญไปหนึ่งคน งานของพวกเขาก็จะเพิ่มมากขึ้นอีก
หลังจากกล่าวลากันอย่างง่าย ๆ แล้ว หานชิงอวี่ก็ออกจากแผนกฉุกเฉิน หอบเอาเอกสารของตัวเองไปที่ตึกแผนกผู้ป่วยนอก ตึกแผนกผู้ป่วยนอกอยู่ข้าง ๆ แผนกฉุกเฉิน ดังนั้นไม่นานหมอหานก็มาถึงที่ตึกแผนกผู้ป่วยนอกแล้ว
แต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเข้าไปในตึกแผนกผู้ป่วยนอก ตัวเองจะเห็นร่างที่คุ้นเคยอยู่ตรงแถว ๆ โต๊ะคัดกรอง
เขาเห็นคนงานคนหนึ่งสวมหมวกนิรภัยสีเหลือง สวมชุดลายพราง และใส่รองเท้าสีเขียวรุ่นปลดแอก เวลานี้กำลังยืนอยู่อย่างอับจนหนทางอยู่ตรงโต๊ะคัดกรอง
เขามองที่มือขวาของตัวเองเป็นครั้งคราว ในสายตานั้นเต็มไปด้วยความต่อสู้ดิ้นรนและความเจ็บปวด
หานชิงอวี่ถึงนึกขึ้นได้ ว่าตอนที่ตัวเองเพิ่งจะเข้าไปในแผนกฉุกเฉินนั้น ได้ทำการผ่าตัดซ่อมแซมนิ้วที่ขาดของชาวนาคนหนึ่ง
แม้ว่าชาวนาตรงหน้าจะดูแล้วไม่ใช่คนในเมื่อครั้งนั้น แต่ก็ทำให้หานชิงอวี่ต้องมองดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
เดิมทีหานชิงอวี่จะเบือนสายตากลับมา เพื่อจะไปหาหมอเจิ้งอวิ๋นต่อแล้วถามเขาว่าตัวเองควรจะไปรายงานตัวที่แผนกไหน
แต่ผลก็คือด้านนอกโต๊ะคัดกรอง มีบทสนทนาของแพทย์คนหนึ่งกับชาวนาคนนั้นที่ดึงดูดความสนใจของเขาไว้
“หมอครับ มือของผมจะต้องโดนตัดไปจริง ๆ เหรอครับ?” ชาวนามองมือขวาที่บาดเจ็บของตัวเองพลางถามเสียงสั่น ๆ
แพทย์ที่อยู่ข้าง ๆ นั้นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างมาก ราวกับว่าคนตรงหน้าเขาไม่ใช่ชีวิตหนึ่งชีวิต แต่เป็นเครื่องจักรที่รอซ่อมแซม
“ใช่ คุณจะพูดอีกพันอีกหมื่นครั้ง ผมก็จะตอบแบบนี้ โปรดให้ความเคารพวิชาชีพและเคารพแพทย์ด้วยครับ”
น้ำเสียงของแพทย์ทั้งเย็นชา เป็นระบบ และเต็มไปด้วยหลักการ ฟังแล้วดูเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่หานชิงอวี่ฟังแล้วขมวดคิ้ว
“หมอครับ ช่วยดูหน่อยได้ไหมครับว่ามีทางอื่นอีกไหม ผมจะกลับบ้านไปรวบรวมเงินมาให้ได้มากที่สุด คุณหมอช่วยเมตตาคิดหาวิธีอื่นอีกหน่อยนะครับ” ชาวนาคนนั้นมองแพทย์ตรงหน้า แทบจะคุกเข่าอ้อนวอนเขาอยู่รอมร่อ “ผมเป็นเสาหลักของครอบครัว เงินไม่มีอย่างมากก็แค่หาใหม่ แต่ถ้าผมไม่มีมือ ผมจะเป็นคนพิการนะครับ! ถึงเวลานั้นครอบครัวผมจะทำอย่างไร!”
ชาวนาคนนั้นยิ่งพูดก็ยิ่งตระหนก ในดวงตาของเขาดูเหมือนว่าจะมีน้ำตารื้นอยู่บ้างแล้ว
แต่ท่าทีของแพทย์คนนั้นกลับดูแย่มากขึ้นเรื่อย ๆ “ครอบครัวของพวกคุณมีเงินมากเท่าไหร่ที่จะสามารถรักษาอาการของคุณแบบนี้ได้? พวกคุณมีรายได้ค่อนข้างต่ำ หรือว่าทั้งวันนี้ไม่สามารถคิดถึงความเป็นจริงได้เลยเหรอครับ?”
“ไม่มีมือแล้วอย่างไร บนโลกนี้มีคนที่มีแขนข้างเดียวหรือกระทั่งไม่มีแขนเลยตั้งเท่าไหร่ คุณควรจะไปเรียนรู้จากพวกเขาสิ ดูว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร!”
คำพูดนี้ ทำเอาหานชิงอวี่ฟังแล้วพูดไม่ออกเลย
ถ้าไม่รู้ว่าจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร ที่จริงจะเลือกที่จะไม่ตอบเลยก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปกระตุ้นให้คนอื่นเข้ารับการผ่าตัดด้วยวิธีแบบนี้สิ!
ในขณะที่หานชิงอวี่เตรียมจะก้าวเข้าไปพูดอะไรบางอย่างนั้น ก็มีมือใหญ่ ๆ มือหนึ่งแตะที่ไหล่ของเขา
พอหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นหมอเจิ้งอวิ๋นที่ทรงผมยุ่งเหยิง ในเวลานี้เขาแย้มรอยยิ้มใจดีแล้วเอ่ยปากถามหานชิงอวี่
“เป็นอย่างไร นายคิดว่าเขาพูดถูกไหม?”
เดิมทีหานชิงอวี่กำลังลังเล จะก้าวเข้าไปคุยกับแพทย์ที่อยู่ข้างหน้า แต่ตอนนี้หมอเจิ้งอวิ๋นมาแล้ว ตัวเองจึงพูดในสิ่งที่อยากจะพูดไปก่อน
“ผมคิดว่าสิ่งที่หมอคนนี้พูดเมื่อกี้มันค่อนข้างจะพูดจากมุมมองด้านเดียวครับ ผมเองก็พอจะได้เห็นบาดแผลของชาวนาคนนั้นมา แม้ว่าการตัดออกไปเลยจะเป็นการตัดความยุ่งยากออกไปได้และคุ้มค่ามากที่สุดสำหรับทางการแพทย์แบบเรา”
“แต่ความจริงแล้วก็ยังมีทางเลือกที่เป็นการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หมอคนนี้ไม่ได้บอกกับพี่ชายคนนั้น”
“แม้ว่าจะต้องมีทุนทรัพย์สักหน่อย แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว แต่ผมคิดว่า อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการบอกทางเลือกให้กับคนไข้ ไม่ใช่เป็นการไปเลือกแทนคนไข้ครับ”
หานชิงอวี่บอกแนวคิดและเหตุผลในทางของตัวเองออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ในตอนแรกเจิ้งอวิ๋นฟังเหมือนฟังเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่พอฟังไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็เริ่มครุ่นคิด และพยักหน้าตามเป็นครั้งคราว
จากนั้นก็ตามมาด้วยสายตาชื่นชมของเจิ้งอวิ๋น
“อืม สมกับที่เป็นนักเรียนที่ฉันเลือกมาด้วยตัวเอง”
“สมมติว่าตอนนี้ฉันให้โอกาสนายหนึ่งครั้ง นายจะเข้าไปพูดเรื่องความเห็นที่ไม่ตรงกันของนายกับเพื่อนร่วมงานของนายไหม?”