ณ.บริเวณด้านหน้าหอคอยปรากฎผู้คนจำนวนนับพันกำลังโรมรันกับฝูงอันเดธอย่างอึกกระทึกแสงสีต่างสว่างวาบผสมกับเสียงคมมีดเสียงระเบิดดังระงมวินาทีนั้นเองทั้งคนทั้งอันเดธต่างเบิกตากว้างเงยหน้าจ้องมองไปยังผืนฟ้าปรากฎบอลเพลิงหลากสีสว่างคล้ายดวงดาวประดับผืนฟ้า
เสียงเผาไหม้ในอากาศดังเสียดสะท้านทุกคนมองสูงขึ้นไปปรากฎร่างของพญาปักษาหลายร้อยตัวกำลังสะบัดปีกบินวนไปมาเหนือบริเวณหอคอยบอลเพลิงอุกาบาตนับพันพุ่งตกใส่บริเวณหอคอยอย่างบ้าคลั่งวินาทีนั้นเอง
“กำแพงพลังจิต” ฟันโอที่เห็นท่าไม่ดีรีบใช้กำแพงพลังจิตสีทองสว่างวาปขึ้นเป็นโดมแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีสองกิโลเมตร
ตูมมมมมมม!....
“พวกเนเน่เสร็จไปแล้วงั้นหรอ” เสียงระเบิดดังสนั่นแสงหลากสีสว่างวาปเพียงชั่วพริบตาคล้ายดอกไม้ไฟ
แว๊กกกกก!.
เหล่าพญาปักษาส่งเสียงคำรามดังสนั่นสั่นไหวคลื่นลมแตกระเบิดราวพายุพัดผ่านท้องฟ้ายามราตรีกลับสว่างคล้ายกับกลางวันแสงสีแดงสีส้มเพลิงอาบไล้ไปทั่วพื้นฟ้า
อ๊ากกก อ๊ากกกก
ปักษาวายุหลายร้อยตัวใช้ความได้เปรียบตามชาติกำเนิดบินวนโฉบไปมาทั่วบริเวณคล้ายกับนกที่โฉบเหยื่อไม่มีผิด
“ไอ้สองตัวนั้นมันอะไร? ฟันโอกล่าว ออกมาในขณะที่กำลังมองดูลูกน้องโดนเหล่าปักษาวายุฉีกกระชากร่างอย่างไม่อาจต่อต้าน เหนือขึ้นไป
ปรากฎร่างพญาครุฑสีแดงสดและสีเขียวลอยตระหง่าจ้องมองมายังเบื้องล่างด้วยสายตาดุร้ายแบบฉบับปักษาชาติ
“ยิงงงง! เมื่อดูยังไงก็คิดว่าไม่ใช่มิตรแน่ฟันโอจึงสั่งให้ลูกน้องยิงพลังเวทย์พลังจิตเข้าจู่โจมพญาครุฑทั้งสอง
วูบบบบ วูบบบๆๆๆ
คลื่นพลังนับร้อยสายพุ่งทยานจากพื้นขึ้นฟ้าคล้ายดาวหางหรือเสาร์แสงเข้าโจมตีพญาครุฑสัมพาทีและสดายุราวห่าฝนวินาทีต่อมาเกิดเสียงระเบิดดังสะท้านฟ้าแสงสว่างสีรุ้งพุ่งวาบสาดกระจายเหนือผืนฟ้าเด่นสง่า
แต่ทว่าทุกคนต่างต้องเบิกตากว้างเมื่อพญาครุฑทั้งสองไร้ลอยขีดข่วนขนสักเส้นยังไม่ร่วง ที่น่าตกใจคือทั้งสองยังไม่ได้ใช้พลังทักษะป้องกันเลยด้วยซ้ำเส้นขนนกที่ดูบางเบานุ่มนิ่มกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชรเม็ดงาม
“เกะกะ” พญาครุฑสัมพาทีเอ่ยขึ้นดาบคู่สีแดงรูปขนนกในมือซ้ายขวาอาบด้วยพลังเพลิงสีแดงฉานแผ่ขยายปกคลุ่มไปทั่วผืนฟ้า
“เพลิงสุบิน” พญาครุฑสัมพาทีกล่าวขึ้นพร้อมกับตวัดดาบคู่ในมือปรากฎเพลิงสีแดงก่อเป็นรูปพญาครุฑขนาดเท่าภูเขาพุ่งลงเบื้องล่าง
“โอรีโอ้” ฟันโอตวาดลั่นวินาทีต่อมาปรากฎคลื่นน้ำรูปพญานาคพุ่งเข้าต้านทานพลังเพลิงรูปครุฑอย่างบ้าคลั่ง
บึ่มมมม
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอีกระลอกพร้อมกับไอน้ำลอยฝุ้งในอากาศ
“สดายุเจ้าไปสะทางนี้พี่รับมือเอง” พญาครุฑสัมพาทีเอ่ยขึ้นกับพญาครุฑสดายุที่ยืนอยู่ข้างๆ
วินาทีต่อพญาครุฑสดายุพุ่งทะยานลงสู่เบื้องล่างพุ่งตรงไปยังประตูหอคอยหมายจะเข้าไปข้างในเพียงเสี้ยววินาที
เปรี้ยงงงง!....
“อะไรอีก” โอรีโอ้ที่อยู่ใกล้สุดถึงกับกระเด็นลอยละลิ่วจากการระเบิดอย่างกระทันหันหน้าประตูหอคอยวินาทีที่ฝุ่นควันจางลงค่อยๆเผยให้เห็นชายหนุ่มรูปงามด้านหลังมีปีกนกเส้นผมสีส้มฟ้าใบหน้าคล้ายกับศิลาสี่ในห้าส่วนทั่วร่างอาบไปด้วยเพลิงสีส้ม
ตรงกลางหน้าอกมีผลึกรูปหยดน้ำสีส้มธาตุไฟฝังลงในร่างกายด้วยพลังจากดวงใจภูติทำให้สดายุน้อยเติบโตเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดสุดหล่อเหล่า
“แกเป็นใคร” พญาครุฑสดายุขนสีเขียววาบวับเอ่ยถามทันทีพร้อมกับสายตาจ้องเขม็งมายังสดายุน้อยสองมือกระชับดาบรูปขนนกสีเขียวสดแน่นทั่วร่างอาบไปด้วยคลื่นพลังสีเขียวธาตุลม
“ชื่อของข้าคือสดายุ” สดายุน้อยตอบเสียงเรียบสายตาดุร้ายกว่าแต่ก่อนเป็นไหนๆ
“ฮึม!...เจ้านั่นเองที่แอบอ้างนามของข้า” พญาครุฑสดายุพูดกระชากเสียงท่าทางก้าวร้าวชี้ดาบใส่
“นามของข้าคือนามที่ปะป๋าข้าตั้งให้ส่วนจะแอบอ้างหรือไม่เอาคมดาบมาตัดสินเถิดท่านพญาครุฑ” สดายุน้อยกล่าวเผยมือขวาเรียกอาวุธออกมา
“แม่นมากลูกมี๋!...สมแล้วที่ได้เชื้อพ่อมาเต็มๆ” ฟ้าครามที่ดูอยู่ห่างๆแอบลุ้นอย่างเป็นห่วงพูดขึ้นด้วยท่าทางดีใจ
“คิดว่าจะเอาอะไรมาชนะข้ากันไอ้นกสามหาว” พญาครุฑสดายุกระชากเสียงหนักแผ่คลื่นพลังกดดันไปทั่วบริเวณจนอากาศสั่นไหวร้องระงม
แต่ทว่ามันเองถึงกับชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นอาวุธในมือของสดายุน้อยก่อนจะพูดขึ้นด้วยท่าทางตกใจ
“ห!...หอกโมกขศักดิ์”
“ใช่ปะป๋าข้าบอกว่าไม่มีอะไรทำล้ายท่านได้นอกจากแหวนของนางสีดาแต่ถ้าเป็นหอกโมกขศักดิ์ก็ไม่แน่ถึงท่านจะไม่ตายแต่ก็คงเจียนตายอย่างแน่นอนจริงไหม” พญาครุฑไม่ตอบทำเพียงจ้องเขม็งสายตาแข็งกล้าแต่นั่นก็ถือเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสดายุน้อยพูดถูก
“หอกโมกขศักดิ์!...ไอ้เจ้าพวกนี้เองที่กุมภกรรณบอกไว้ สดายุถอยออกมา”
พญาครุฑสัมพาทีผู้รักน้องชายยิ่งกว่าชีวิตตวาดลั่นสบัดปีกวูบหมายจะเข้าไปช่วยน้องชายฉลับพลันนั้น
ปรากฎสัมพาทีในร่างคนเข้าขัดขวางอย่างกระทันหัน
“แก......” พญาครุฑสัมพาทีเอ่ยเน้นเสียงเน้นเขี้ยวเน้นฟันจ้องมองสัมพาทีในร่างคนด้วยสายตาอาฆาตทั้งสองประจันหน้ากันกลางอากาศท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้อง
“รักน้องชายเสียจริงๆเลยนะท่านพญาครุฑ” สัมพาทีเอ่ยพร้อมร้อยยิ้มกริ่มแบบยียวน
“พวกแกเองสินะที่แอบอ้างนามของพวกข้า”
“แล้วไง!...นามมันก็เป็นแค่นามเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ฝีมือตางหากที่จะตัดสินว่าใครคือของจริง” สัมพาทีตอบยิ้มๆสองมือกระชับร่ำไห้แหละโหยหาแน่น
“โอหัง” พญาครุฑตวาดลั่น
“อ๋อ ผมลืมบอกไปว่าน้องชายผมใช้พลังเพลิงระวังเหตุการณ์จะซ้ำลอยล่ะ”
“เหตุการณ์? เหตุการณ์อะไร” พญาครุฑเอ่ยถามด้วยท่าทางสงสัย
“ก็เหตุการณ์ที่เมื่อครั้งน้องชายของท่านจะกินพระอาทิตย์ จนโดนพระอาทิตย์เผายังไงล่ะแต่ครั้งนี้ท่านคงเข้าไปช่วยไม่ได้แบบเมื่อครั้งก่อนน้องชายท่านคงกลายเป็นนกย่าง” พญาครุฑสัมพาทีถึงกับหรี่ตาฟันกัดแน่นเพลิงสีแดงฉานอาบไปทั่วท้องฟ้าทำให้ผืนฟ้าบริเวณสองกิโลเมตรถูกปกคลุมด้วยเพลิงก่อนจะเอ่ยถาม
“พวกแกรู้เรื่องนั้นได้ยังไง”
“โอ๊ะ! แสดงว่าจริงแบบนี้ท่านก็ต้องเคยเจอกับสามทหารเอกของพระรามแล้วนะสิ” สัมพาทียังคงถามต่อสิ่งนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับศิลาตามตำนานเทวะพญาครุฑสัมพาทีได้ช่วยน้องชายจนถูกพระอาทิตย์สาปขนทั้งตัวร่วงโรยวิธีเดียวที่จะพ้นคำสาปคือต้องให้สามทหารเอกของพระรามลูบหลังและโห่สามลาถึงจะพ้นคำสาป
และถ้าหากตรงกับสิ่งที่ศิลาคิดไว้นั่นแปลว่าในทวีปมืดจะต้องมี หนุมาน ชมพูพาน องคต อยู่หรืออีกในหนึ่งคือจะต้องมีพระรามและนางสีดานั่นคือสิ่งที่เขาอาจจะต้องเผชิญ
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม” พญาครุฑตอบเสียงขรึมโดยที่ไม่รู้เลยว่าคำตอบนี้จะนำพาความสูญสิ้นมาสู่เผ่าพันธ์ของตนเองสิ่งที่ศิลาอยากจะทำหลังจากนี้คือกำจัดเผ่าพันธ์พญาครุฑให้พ้นทางครุฑแต่ละตนนั้นมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเทพแถมยังมีเป็นกองทัพ
ซึ่งการจะฆ่าให้สูญพันธ์สำหรับใครหลายๆคนอาจจะฟังดูโหดร้าย
แต่ในพจนานุกรมของศิลาไม่มีคำว่าปรานีหากเป็นศัตรูก็ต้องเตียนให้เหี้ยนไม่ให้เหลือซากยามนั้นเอง
หมับ!
มือหนึ่งจับเข้าที่ไหลขวาของฟ้าครามที่ยืนอยู่บนยอดไม้ในชายป่าทำให้เธอต้องรีบหันกลับไปมองก็พบเข้ากับพวกเพิร์จที่พึ่งมาถึง
“สถานการณ์เป็งไงบ่าง” อดัมเอ่ยถามทันที
“กำลังวุ่นเลยล่ะ สัตว์เทวะจากหิมพานต์ปรากฎตัวออกมาด้วยตอนนี้พี่ศิกับพวกเร็ดเข้าไปในหอคอยแล้ว”
“พันธสัญญาของเธอกับศิลาเชื่อมโยงกันเธอใช้มหาเวทย์แห่งสูญของศิลาลบทิ้งเลยไม่ได้หรอ” อีฟเอ่ยถามซึ่งฟ้าครามก็ส่ายหัวก่อนจะตอบ
“หากเป็นสกิลอื่นๆของพี่ศิฟ้าใช้ได้แต่ยกเว้นเวทย์แห่งสูญเท่านั้น มันเป็นเวทมนต์ที่พิเศษการที่ฟ้าจะใช้ต้องมีพี่ศิคอยประสานสวดบทร่ายเวทย์ด้วย”
ฟ้าครามตอบก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“แล้วโซดาล่ะ” เมื่อได้ยินฟ้าครามเอ่ยถามทั้งหมดถึงกับสะดุ่งไปชั่วขณะก่อนเพิร์จจะถอนหายใจแล้วตอบ
“เสียท่าโดนจัดการไปแล้วล่ะ ป่านนี้คงรออยู่ที่ห้องรอเกิดนั่นแหละ” เมื่อได้ยินแบบนั้นฟ้าครามถึงกับตลึงไปชั่วขณะแต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อสายตาของเทนกิจับจ้องฟ้าครามอย่างไม่วางตาปนหลากหลายอารมณ์ปนทึ่งๆปนตลึง
“นี่หรอคุณฟ้าครามภูติประตัวของคุณศิลาสวยเลิศอะไรขนาดนี้”
“ไปกัน” เพิร์จให้ไปบอกกับพวกพ้องจากนั้นก็พุ่งพรวดเข้าไปยังใจกลางสนามรบ
“พี่ฟันโอพวกมันมาจริงๆ” โอรีโอ้ตวาดลั่นเมื่อเห็นพวกเพิร์จลอยข้ามหัวไปพร้อมกับแสงสีฟ้าคลื่นน้ำอาบปกคลุ่มไปทั่วบริเวณ
“ขอวอมอัพก่อนและกัน” เพิร์จพูดยิ้มๆดาบทั้งสองในมือปรากฎสายน้ำสีฟ้าขึ้นอาบทั่วใบดาบส่งเสียงดังซูมๆ
“สายฝนแห่งความเมตตา” ชายหนุ่มตวัดดาบวูบวาบวินาทีนั้นเองอยู่ก็
ปรากฎสายฝนตกลงยังพื้นเบื้องร่างพัดพาทุกชีวิตให้โรยรินที่น่าแปลกคือผู้ที่ตกตายกลับไม่ร้องโอดควรอย่างที่ควรจะเป็นพวกเขากลับรู้สึกเย็นสบายราวกับอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ชุ่มช่ำ
นี่คือความเมตตาจากมารพิรุณสายฝนผู้ชำระล้างแห่งชีวัน
“เชอะกับอี้แค่สายน้ำกระจอกๆ ต้องเจอกับเพลิงแห่งสุริยัน” ฟันโอตวาดลั่นดีดเท้าพุ่งทะยานเข้าหาเพิร์จอย่างรวดเร็ว
เช้ง!...
เพียงพริบตาดาบของทั้งสองก็ปะทะกันอย่างกระทันหันกลางอากาศคลื่นพลังเพลิงคลื่นน้ำแตกกระจายไปทั่วบริเวณ
“เขตแดนอัคคี” จบคำพูดของฟันโอปรากฎโดมสีเพลิงขนาดหนึ่งกิโลเมตรขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ
“เขตแดนแห่งสายฝน” วินาทีต่อมาปรากฎเขตแดนน้ำสีฟ้าขึ้นกลบทับเขตแดนสีเพลิงอย่างรวดเร็ว
เพ๊งงง!....
เขตแดนสีเพลิงของฟันโอแตกระเบิดกลายเป็นเศษกระจกลอยประดับในเวหาอย่างพิศดารท่ามกลางทุกสายตา
“อ...อะไร!...ทำไม? ฟันโอเบิกตา
กว้างอุทานออกมาด้วยความสับสนตกใจถึงขีดสุดเพิร์จทิ้งระยะห่างออกมาคราหนึ่งก่อนจะตอบแบบยิ้มๆ
“ความแข็งแกร่งของเขตแดนที่ต่างกันไงละ นายคิดว่าพอเป็นสัตว์อสูรแล้วจะใช้เขตแดนได้แบบไร้เงื่อนไขหรือไง”
“หมายความว่าไง” ฟันโอหรี่ตาลงพร้อมกับเอ่ยถาม
“เขตแดนก็เหมือนกับพลังปราณถ้าเขตแดนของสัตว์อสูรใช้เขตแดนออกมาพร้อมกันในสงครามจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าการหักล้างขึ้นนั่นหมายความว่าเขตแดนของนายมันอ่อนแอกว่าของฉันมากยังไงล่ะถึงได้ถูกเขตแดนฉันลบล้างไปแบบนั้น”
“แต่แกเป็นมารแค่ระดับ1” ฟันโอกระชากเสียง
“ใช่!....ถึงจะแค่ละดับหนึ่งแต่ก็ล้มพวกแกได้ทั้งกองทัพ”
วูบ วูบ วูบ
จบคำพูดของเพิร์จเขตแดนสีแดงเลือดสีส้มเพลิงสีดำกระจ่างดาวรัศมีสามกิโลเมตรก็ปรากฎขึ้นทันทีเขตแดน ของสัมพาที สดายุ ฟ้าครามถูกใช้ออกมาพร้อมเพียงกัน
ในขณะที่ทุกคนกำลังตลึงกับเขตแดนเบื้องล่างก็ปรากฎเงาเจ็ดสายพุ่งวูบวาบไปทั่วบริเวณคล้ายกับผีร้ายเงาสายนั้นพุ่งผ่านไปทางไหนเหล่าทหารเหล่าสัตว์อสูรโครงกระดูกต่างกรีดร้องโหยหวนดังระงมราวกับอยู่ในขุมนรกก็ไม่ปานทั้งเลือดเศษซากชิ้นส่วนของร่างกายกองผสมปนเปกับซากศพที่นอนตายซากอยู่บนพื้นอย่างน่าหวาดหวั่น
บึ่มมม ตูมมม
วินาทีนั้นเองบนฟ้าปรากฎเงาสี่สายพญาครุฑสองตนกำลังปะทะกับชายหนุ่มในร่างของศิลาอย่างดุเดือดศึกดวลตัดสินการชิงนามสัมพาทีและสดายุกำลังดำเนินอย่างบ้าคลั่งซึ่งสัมพาทีและสดายุไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องช่วงชิงหอคอยอะไรทั้งนั้นพวกมันแค่ต้องช่วงชิงชีวิตของพญาครุฑทั้งสองมาให้ได้ก็พอ
“สัมพาที!.....” ฟ้าครามตวาดลั่นวินาทีเดียวกันนั้นเองเธอก็โยนดาบสะกดโทสึกะให้สัมพาทีในร่างคนรับไว้อย่างฉลับพลัน
“แบบนี้นี่เอง” สัมพาทียิ้มเหี้ยมเกรียม
เสี้ยววินาทีนั้นสัมพาทีพุ่งวูบเดียวประชิดร่างของพญาครุฑสัมพาทีทางด้านหลังดาบสะบั่นเมลัยสีทองในมือขวาอาบคลื่นพลังสีแดงเลือดถูกยกขึ้นเหนือหัวฟันใส่ลงกลางหลังของพญาครุฑอย่างจัง
เคร้ง!...เปรี้ยงงงง
พญาครุฑสัมพาทีสะบัดปีกวูบใช้ปีกปัดคมดาบของสัมพาทีจนมันเองกระเด็นลอยลิ่วในอากาศทิ้งระยะห่างออกไปสามเมตร
“ปีกอะไรจะแข็งขนาดนี้!..ยังไงก็เถอะไอ้พญาครุฑนี่ก็แข็งแกร่งจริงๆศึกหนักกว่าที่เคยเจอมาเลยแหะแต่ว่าขอแค่ปักดาบสะกดนี่ลงในร่างของมันได้เพียงครั้งเดียวเราก็ชนะ” พริบตาต่อมาพญาครุฑสัมพาทีสะบัดปีกวูบหมุนตัวตีลังกากลับหลังลอยข้ามหัวสัมพาทีอย่างรวดเร็ววินาทีต่อมาก็ปรากฎร่างขึ้นด้านหลังของสัมพาทีมันเองรีบหมุนตัวตวัดดาบรับการโจมตีอย่างกระทันกัน
เช้ง เช้ง เปรี้ยงงง
คมดาบทองสองระดมสาดใส่กันราวพายุจักรผันคลื่นพลังแตกระเบิดทำลายทุกสรรพสิ่งทั่วบริเวณทั้งคนทั้งสัตว์อสูรต่างตกตายกันคล้ายฝูงแมลงวัน
กึก กึก กึก!....
ในขณะที่ด้านนอกหอคอยกำลังเกิดศึกเดือดระอุทางดานศิลาเองก็กำลังเดินขึ้นมาถึงชั้นสุดท้ายของหอคอยบริเวณรอบกายของเขานั้นมีแต่ความมืด มืด แล้วก็มืดมิดซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเดินขึ้นบันไดชั้นสุดท้ายนี้มานานแค่ไหน
เขาพยายามติดต่อผ่านช่องสื่อสารผ่านดวงวิญญาณแต่ทว่าก็ไม่สามารถทำได้ศิลาคิดได้เพียงอย่างเดียวว่านี่คือเขตแดน
เขตแดนแห่งความสิ้นหวัง!...
มันเป็นเส้นทางแห่งความเดียวดายที่ยืดยาวไม่จบสิ้นเคี้ยวกร่ำทรมานบั่นทอนจิตใจของผู้บุกรุกจนสิ้นแรงหมดหวังจากนั้นเส้นทางนี้ก็จะนำทางไปยังความสิ้นหวังสุดท้ายความสิ้นหวังที่มีนามว่า ความตาย
เกมแห่งจิตใจเริ่มต้นขึ้นแล้ว!.....
การทรมานที่เจ็บปวดที่สุดคือการทรมานที่จิตใจนานแทบชั่วนิรันดร์บนเส้นทางที่ดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุด
ศิลาเริ่มจมสู่ภวังค์ไร้ความหวัง ไร้เหตุผลของการดำรงชีวิตอยู่สติของเขาค่อยๆดิ่งวูบราวกับตกลงก้นเหวอันไร้ก้นบึ่ง
วินาทีนั้นเองคล้ายสวรรค์เป็นใจให้คนดีอย่างเขาเบื้องหน้าปรากฎประตูแสงสีทองแผ่ไออบอุนละเมียดละไมศิลาไม่รังเรเดินผ่านประตูแสงนั้นเข้าไปทันทีวินาทีนั้นเองเขาพลันรู้สึกคล้ายกับสายฟ้าฟาดใส่ร่างกายสะท้านวูบตั้งแต่หัวจรเท้าความรู้สึกอบอุนละมุนสุดแสนจะโหยหาถวิลย์หาละมุนหวานภาพบิดามารดาหญิงสาวเสียงหวานแล่นผ่านไปทุกโสดประสาท
ศิลาล้มทั้งยืนรู้สึกปวดร้าวแบบไร้เหตุผลไร้ที่มาไร้สาเหตุ เขาหลับตาพริมลงแสนจักกล่ำกลืนน้ำอุ่นๆสองสายไหลลินออกจากดวงตาพลังที่ชื่อว่าความสิ้นหวังเข้าจู่โจมทำล้ายเขาจากจิตใจ
อย่างที่ทราบเครื่องโคลคูลเป็นเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากลับคลื่นสมองโดยตรงทำให้สามารถอ่านความคิดของผู้เชื่อมต่อได้ทะลุปุโปร่งรวมถึงมันยังสามารถคำนวนค้นหาสิ่งที่คนๆนั้นโหยหาต้องการมากที่สุดได้เช่นกันและซึ่งที่ศิลาถวิลย์หามาตลอดสองปีมีเพียงสิ่งเดียวเครื่องโคลคูลจึงสร้างด่านทดสอบแห่งจิตใจนี้ขึ้นมา
ภายในของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกโหยหาอันเต็มเปี่ยม ความรู้สึกโหยหาความอบอุ่นจากสองผู้มีพระคุณและความอ่อนหวานละมุ่นนั้นคือความรักความรักของหนุ่มสาวที่เขาคิดว่าได้มาครอบครองแต่ทว่าจู่ๆความรู้สึกราวกับว่ามันห่างแสนไกลคล้ายอนันตกาลกลับแล่นซาบไปทั่วหัวใจ
ความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้ทำลายหัวใจเขาแทบจะย่อยยับ
“เจ็บปวดหรือไม่ ทรมานหรือป่าว! เสียงทุ้มหนักแน่นดังขึ้นถาม เรียกสติของศิลาให้กลับมาอีกครั้งเขาหันไปมองทั่วบริเวณพบว่าตนเองเดินผ่านพ้นประตูเข้ามาถึงห้องโถงกว้างสีทองอันละเมียดละไม
“เจ็บ!...เจ็บจนคนอย่างฉันที่ไม่เคยท้อต่อสิ่งใดถึงขั้นแทบสิ้นหวังเลยล่ะ” ศิลาเอ่ยตอบกับผู้ถาม
“เจ็บมากก็แปลว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญกับเจ้ามาก” เสียงปริศนาเอ่ยถามอีกครั้ง
“ยิ่งกว่าชีวิต” ศิลาตอบแบบไม่รังเรไม่เสียเวลาคิดแม้สักเสี้ยววินาทีสายตาของเขาจับจ้องไปยังบุรุษเบื้องหน้าผู้มีใบหน้าคมเข้มหล่อเหล่ายียวนกวนบาทาแฝงเร้นความเจ้าเล่ห์อย่างพิศดาร
แต่ลึกๆกลับหลบซ่อนความโหดเหี้ยมโศกศัลย์ราวกับจะแตกสลายเมื่อเอาทั้งหมดทั้งมวลมารวมกันบุรุษตรงหน้าจะเป็นใครไปไม้ได้นอกจากตัวเขาเอง
“เจอกับตัวเองอีกแล้ว!...แบบนี้ลำบากแหะ”
บุรุษตรงหน้าเขาทอดถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งรุกขึ้นยืนจากท่าทีที่นั่งกับพื้นใบหน้าของชายหนุ่มเบื้องหน้าศิลาไม่ได้แสดงถึงความเหนื่อยอ่อนแต่อย่างใดแต่คล้ายกับกำลังอิ่มสุขชื่นชมในอาภรณ์
“แปลกนะศิลานายว่าไหม” ศิลาตัวปลอมหันมาเอ่ยถามเขาพร้อมกับหันมายืนประจันหน้าห่างออกไปหกเมตร
“อะไรล่ะที่ว่าแปลก”
“นายเคยเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเสพสุขสิ่งรอบข้าง ไม่ยึดติด ไม่ไขว่
คว้าอยู่อย่างสมฐะ แต่ตอนนี้นายกลับดิ้นรนไขว่คว้าพลังอำนาจ จนหลงลืมสิ่งรอบตัวจนหลงลืมไปว่าทั้งหมดทุกสิ่งนั้นล้วนไม่จีรัง”
“เมื่อไหร่? ศิลาเอ่ยถามเน้นเสียงหนัก
“ห่ะ!...เมื่อไหร่อะไร” ศิลาตัวปลอมเอ่ยถามพร้อมสีหน้าสงสัย
“เมื่อไหร่แกจะหยุดพ่าม” ศิลากระชากเสียงหน้าตาดุดัน
“โอ่วแทงใจดำ แกตอนนี้มันอ่อนแอหากเป็นตัวแกเองเมื่อก่อนกับอีแค่ความรู้สึกพิลึกพิลันนั่นคงไม่ทำให้คนอย่างแกเสียน้ำตาหรอกจริงไหม”
“อ่อนโยนกับอ่อนแอมันต่างกันเพราะงั้นหุปปากไปไอ้หน้าปลาดุก” ศิลากระชากเสียงก่อนจะพูดขึ้นต่อ
“หากแกรู้จักฉันดีก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ชอบน้ำลาย หรืออะไรที่มากความเพราะงั้นมาฆ่ากันได้แล้ว”