(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า

    บทที่ 36 ครอบครัวของฉันไม่มีใครเป็นคนดีเลย

    บทที่ 36 ครอบครัวของฉันไม่มีใครเป็นคนดีเลย


            กู้ซิงกั๋วมองลูกสาวของตัวเองด้วยความกังวล “เซี่ยงเว่ย บาดเจ็บตรงไหนบ้าง! แล้วไอ้แมวตัวนั้นมันข่วนหน้าลูกได้ยังไง? ช่างชั่วร้ายเสียจริง! ”


            “เธอเป็นคนลงมือเตะแมวก่อน แมวก็ย่อมแก้แค้นไปตามประสา” โม่เชียนซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ บ่นแทนเสี่ยวเฮย


            แต่กู้ซิงกั๋วหันกลับมามองด้วยท่าทางดุร้าย “แต่นั่นคือแมวของเธอ! เธอไม่ควรปล่อยให้มันออกมาทำร้ายผู้คนตั้งแต่แรก! ”


            กู้ซิงกั๋วในวันนี้แตกต่างไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง


            เมื่อวานเขาเป็นเหมือนผู้อาวุโสใจดี ทว่าตอนนี้กลับเหมือนเจ้านายที่ชอบดุด่าลูกน้องมากกว่า


            โชคดีที่โม่เชียนไม่ใช่คนอ่อนไหวเปราะบาง


            อันที่จริงเธอไม่มีความตระหนักรู้ในเรื่องของธรรมชาติของสังคมมนุษย์เลย รวมถึงไม่ทราบด้วยว่าคนอื่นกำลังเกลียดเธออยู่


            เธอยักไหล่อย่างเฉยเมยและพูดต่อ “มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย ฉันแค่ยืนดูเรื่องตื่นเต้นนี้เฉย ๆ เท่านั้น”


            “เธอ! ” นิ้วของกู้ซิงกั๋วชี้ค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าสั่นระริกเพราะความโกรธ “เธอนี่มัน... โง่เง่า! ”


            ผู้หญิงคนนี้ช่างดื้อด้านซะจริง!


            เธอไม่เข้าใจคำพูดเลยด้วยซ้ำ!


            กู้ซิงกั๋วโกรธมากจนเจ็บหน้าอก เขาหายใจเข้าหายใจออกอย่างรุนแรงอยู่หลายครั้ง นึกโทษตัวเองที่มองข้ามเรื่องเมื่อวานนี้ไป


            เขาหลงคิดไปเองว่าสาวน้อยคนนี้คงเป็นเพียงคนที่ไม่ค่อยรู้ความ ที่ไหนได้... ในความเป็นจริงเธอดันกลับกลายเป็นคนขี้อิจฉาริษยา!


            ซึ่งในที่สุด กู้เซียงเวยก็ฟื้นคืนสติกลับมาเสียที


            หญิงสาวไม่เคยพบกับความอัปยศอดสูจนถึงขั้นนี้มาก่อน เธอโกรธมากจนสั่นไปทั้งตัว แถมอ้าปากเตรียมจะตะโกนเรียกบอดี้การ์ดให้มาทุบตียัยผู้หญิงตัวเหม็นคนนี้แล้ว


            ทว่าทันทีที่เธอเปิดปาก แม่บ้านจางกลับรีบเอาผ้าเช็ดตัวมาเช็ดหน้าเธอในทันที การกระทำนี้พลอยทำให้ผ้าถูกปิดลงไปบนปากของกู้เซียงเวยด้วย


            แม่บ้านจางไม่ปล่อยให้เธอร้องตะโกนออกมาดัง ๆ ซ้ำยังส่งสัญญาณให้กู้เซียงเวยด้วยการส่ายหน้า พร้อมเหล่มองไปทางโม่เชียนแบบแอบ ๆ 


            ภาพลักษณ์ของกู้เซียงเวยดูเป็นคนที่มีการศึกษาและจิตใจดีมาโดยตลอด ดังนั้นหญิงสาวจึงเข้าใจได้ในทันที ว่าแม่บ้านต้องการจะสื่ออะไรกับเธอ


            เธอบังคับให้ตัวเองสงบสติและอารมณ์ จากนั้นค่อยคว้าเอาผ้าเช็ดตัวจากมือของแม่บ้านจางมาปิดหน้าและเริ่มร้องห่มร้องไห้


            เธอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า “หนูแค่อยากจะขอบคุณที่เธอช่วยพี่สะใภ้หกและอยากมอบของขวัญให้ก็เท่านั้น แต่ทันทีที่เธอเข้ามาในห้องของหนู เธอกลับปล่อยให้แมวของเธอเข้ามาข่วนหนู หนูไม่รู้เลยว่าตัวเองไปทำอะไรผิดมา ทำไมเธอถึงต้องโกรธและมาจองเวรหนูแบบนี้ด้วย”


            กู้เซียงเวยเสแสร้งทำทีเป็นอ่อนแอ ซึ่งทักษะการแสดงของเธอนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับราชินีแห่งภาพยนตร์


            แม้ว่าสีหน้าของเธอจะดูแข็งไปบ้าง แต่ต่อมน้ำตาก็ทำงานได้อย่างขันแข็ง เสียงหรือก็ฟังดูสมจริงมาก


            ใครฟังย่อมคิดไปในทางเดียวกันทั้งนั้น ว่าคุณหนูเจ็ดได้รับความอยุติธรรมจากน้ำมือของสาวน้อยตัวเหม็นคนนี้


            สิ่งนี้ทำให้กู้ซิงกั๋วรู้สึกเสียใจมากขึ้น


            เขาหันกลับมา ปลอบโยนลูกสาวคนเล็กของเขา


            พอเห็นลูกสาวกลายมาเป็นแบบนี้ เขาก็เร่งปลอบด้วยคำพูดแสนอ่อนโยนอ่อนหวาน ว่าจะยกภูเขาทองหรือภูเขาเงินให้เธอบ้าง จะยกทั้งตระกูลกู้ให้กับเธอเพียงเพื่อให้เธอหายเศร้าบ้าง!


            เมื่อได้ยินคำปลอบนี้กู้เซียงเวยก็หัวเราะออกมาในที่สุด


            โม่เชียนกำลังเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ จากด้านข้าง และไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร แต่หญิงสาวรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตนเองไม่มีความสุขเสียเท่าไหร่


            เธอไม่อยากเห็นภาพตรงหน้านี้อีกต่อไปแล้ว


            เธอพูดออกมาด้วยความโกรธว่า “พวกคุณนี่ไม่มีใครเป็นคนดีเลย”


            หลังจากพูดแล้ว เธอก็เดินจากไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง


            กู้ซิงกั๋วมองไปที่แผ่นหลังของสาวน้อยโดยไม่พูดอะไร


            แมวของเธอเป็นฝ่ายข่วนลูกสาวของเขา แต่กลับไม่ขอโทษ แถมยังมาโมโหใส่เขาอีกต่างหาก


            นี่มัน...


            ยัยเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน!


            …


            โม่เชียนพบเสี่ยวเฮยที่ชั้นหนึ่ง


            จากนั้นทั้งคนและแมวก็ออกจากคฤหาสน์ตระกูลกู้ไปโดยไม่กินอาหารเช้า


            เธอเดินไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฉียวซึ่งอยู่ห่างออกไปสองหลังเพื่อถวายเครื่องหอมแก่บรรพจารย์ทั้งหลาย


            เฉียวเหอกำลังอยู่ในห้องนั่งเล่น เล่นกับหมอนหยกขาวที่เขาเพิ่งได้รับมาใหม่


            และเมื่อได้ยินคนรับใช้เรียก “คุณโม่เชียน” เขาก็หันไปมองที่ประตู


            ทันทีที่เขาเห็น ‘ต้นคริสต์มาสมนุษย์’ เคลื่อนตัวเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าขุ่นเคือง เฉียวเหอก็แทบจะเผลอทำสมบัติในมือหลุดร่วงลงพื้น


            เขาวางหมอนหยกขาวลงอย่างระมัดระวัง และมองสำรวจโม่เชียนอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง


            เขาอดไม่ได้ที่จะหลั่งเหงื่อออกมาไม่ได้ยามเห็นเซนส์ด้านแฟชั่นของอีกฝ่าย


            สีเสื้อผ้านั้นตัดกัน การผสมผสานหรือก็ไม่ลงตัว ความแปลกประหลาดนี้ทำให้เขาสงสัยว่าโม่เชียนตาบอดสีหรือสายตาสั้นรึเปล่า?


            โม่เชียนไม่สนใจเขา เธอเดินตรงไปยังห้องบูชาป้ายวิญญาณบรรพจารย์ทันที


            เฉียวเหอยืนขึ้นและติดตามไป


            เขายืนอยู่ที่ประตู เฝ้าดูโม่เชียนถวายเครื่องหอมแก่บรรพจารย์ของเธออยู่เงียบ ๆ 


            ธูปลุกโชนสว่างไสวและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว


            โม่เชียนคุกเข่าบนเสื่อสวดมนต์ พนมมือและโค้งคำนับป้ายวิญญาณทั้ง 17


            “ท่านอาจารย์ ครอบครัวของฉันไม่มีใครเป็นคนดีเลย ทำไมฉันต้องลงแรงช่วยเหลือพวกเขาด้วย? ทำไมท่านไม่ปล่อยพวกเขาไว้เพียงลำพัง จากนั้นก็ช่วยเพียงตัวของฉันเองแค่คนเดียวล่ะ? ”


            ทันทีที่เธอพูดจบ เหตุการณ์อันน่าตกใจก็บังเกิดขึ้น


            ป้ายวิญญาณบนโต๊ะเริ่มล้มลงไปทีละอันเหมือนโดมิโน


            ปัก! ปัก! ปัก!


            ล้มลงไปจนเกลี้ยงเลย


            ไม่มีสักป้ายที่ตั้งอยู่


            ขนาดพวกทหารที่ยอมจำนนยังยอมไม่ล้มลงอย่างพร้อมเพรียงกันถึงขนาดนี้เลย


            แม้แต่ ‘นักเล่น’ อย่างเฉียวเหอก็ไม่เคยเห็นฉากประหลาดเช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน


            แต่โม่เชียนกลับคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เธอเท้าสะเอวด้วยความโกรธ “พวกท่านจนมา 17 รุ่นแล้ว ยังคิดถึงรุ่นของฉันอยู่หรือเปล่า? ”


            เมื่อประโยคนี้ดังขึ้น ป้ายวิญญาณบนโต๊ะทั้งหมดก็พากันตั้งขึ้นอีกครั้ง จากนั้นจึงล้มลงไปอีกรอบ


            สารที่ต้องการจะสื่อมีความชัดเจนมาก


            มีเพียงรุ่นของเธอเท่านั้นที่มีโอกาส!


            ผู้เฒ่าทั้ง 17 คนพูดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นป่านนี้โม่เชียนคงจะรู้เรื่องราวทุกอย่างแบบหมดเปลือกไปแล้ว


            พวกเขาปล่อยให้เธอช่วยพวกเขาบำเพ็ญเพียรลัทธิเต๋าและสร้างรูปปั้นสีทองให้ด้วยความเต็มใจ


            เพราะท้ายที่สุดแล้วบรรพจารย์ทั้งหลายก็ทำนายกันไว้ชัดเจนแล้ว ว่าตลอดทั้ง 17 ชั่วอายุคนของวัด พวกเขาล้วนถูกชะตากำหนดให้ยากจน และไม่มีประโยชน์ที่จะต้องดิ้นรน


            มีเพียงโม่เชียนรุ่นที่สิบแปดเท่านั้นที่… เอ่อ…


            หากให้พูดถึงดวงชะตาของเธอ เรื่องนี้สามารถปลุกบรรพจารย์ให้ลุกขึ้นมาหัวเราะร่าได้เลยทีเดียว


            ถ้าพวกเขาไม่หวังพึ่งเธอ แล้วพวกเขาจะพึ่งใครได้ล่ะ?


            โม่เชียนผู้กำลังแบกภาระอันหนักอึ้งอยู่บนบ่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


            “เอาล่ะ พวกท่านทุกคนลุกขึ้นกันได้แล้ว”


            เกิดความเงียบงัน ป้ายวิญญาณยังคงล้มนิ่งไม่ขยับเขยื้อน


            โม่เชียน “...”


            เธอยืนขึ้นและเคาะโต๊ะ “ถ้าพวกท่านไม่ลุกขึ้น พรุ่งนี้ฉันจะไม่ถวายเครื่องหอมใด ๆ ให้แก่พวกท่าน!”


            ตึง ตึง ตึงทีละป้าย


            กลับมาตั้งขึ้นเหมือนตอนแรกเป๊ะ!


            ท้ายที่สุดแล้ว วัดของพวกเขาก็ยากจนมากจริง ๆ


            บรรพจารย์ทั้ง 17 รุ่นล้วนอาศัยอยู่ได้ด้วยเงินธูปจากโม่เชียน


            และอย่าคิดว่าการเป็นเซียนจะเป็นเรื่องง่าย


            ในโลกเบื้องบนนั้นหากไม่มีเงินมากเพียงพอก็ยากที่จะเป็นเซียนได้ตลอดรอดฝั่ง!


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า ที่คุณอ่าน