ผู้เป็ลูกสาวไม่ได้ตอบ หญิงชราจึงพูดอีกประโยคก่อนปลีกตัวออกไป
"ไม่ใช่แค่นิตหรอกนะที่ผิดหวังเสียใจ แต่อย่าลืมว่าแม่หนูคนนั้นก็มีพ่อแม่ เขาจะรู้สึกดีไปกว่าเราอย่างนั้นงั้นหรือ กลับไปจัดการเื่การสู่ขอเธอซะ ถ้านิตไม่ทำแม่จะไปสู่ขอเธอให้ตาไนล์เอง" คนเป็แม่สรุปอย่างเด็ดขาด เป็อันรู้กันดีว่าหากท่านได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดแล้วย่อมไม่ยอมเปลี่ยนแปลงโดยง่าย ยิ่งเื่นี้แล้วไม่มีทางที่ท่านจะยอมผิดคำพูดเพราะ้าทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามครรลองที่ควรเป็ ซึ่งนับจากนี้แล้วท่านไม่มีทางยอมนิ่งเฉยอีกต่อไป หากลูกสาวไม่ยอมจัดการอย่างสักอย่างให้ชัดเจนโดยเร็ว
"คุณแม่!" คุณนิชชาไม่เห็นด้วยกับคนเป็แม่เอาเสียเลย แต่รู้ดีว่าท่านเอาจริงอย่างแน่นอน
“แม่ให้เวลานิตไม่เกิน 2 สัปดาห์ จัดการเื่ทุกอย่างให้เรียบร้อยซะ ไม่งั้นแม่จะออกโรงเอง” ท่านไม่ได้ขู่ แต่จะทำจริงตามที่พูดโดยไม่ลังเล “รับปากแม่สิ”
“แต่คุณแม่คะ...”
“รับปากแม่นะนิต” ท่านคะยั้นคะยอแกมบังคับอยู่ในที
“...” คนเป็ลูกสาวถอนหายใจยาว ยังคงดื้อดึงไม่เปลี่ยนแปลง คุณยายจึงจับสายตาเช่นนั้นกระทั่งอีกฝ่ายฝืนใจรับปากอย่างห้วนจัด “ค่ะ”
“อย่าผิดคำพูดเชียวล่ะ” คนเป็แม่ย้ำแล้วผละออกไป ทิ้งให้อีกฝ่ายยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุ้บๆ ด้วยความหงุดหงิดขัดใจ
คุณยายต้องเข้าไปจัดการที่โรงเรียนสอนทำอาหาร อันที่จริงท่านควรออกไปั้แ่เสร็จพิธีจากวัด แต่ด้วยพะวงกับอาการไม่สู้ดีของฉันจึงทำให้ท่านออกไปสายกว่าปกติ อาการของฉันยังไม่ดีขึ้น ท่านจึงฝากฝังให้คุณนิชชาอยู่ดูแล ฉันทัดทานด้วยความเกรงใจแต่ก็ไม่เป็ผล อีกอย่างคนถูกร้องขอก็ไม่แสดงท่าทีว่าอยากช่วยเหลือเลยสักนิด
คุณนิชชากลับมาจากสวนดอกไม้กับแปลงผักปลอดสารพิษหลังบ้านของคุณยาย ชำเลืองมองฉันเล็กน้อยแล้วเดินผ่านเลยไป
"หนูขอตัวกลับนะคะ" อาการวิงเวียนยังไม่ดีขึ้นนัก แต่ต้องเอ่ยออกไปด้วยความเกรงใจ
ฉันยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ต้องนั่งลงตามเดิมเพราะหน้ามืดกะทันหัน
ร่างสูงของคุณนิชชากระตุกเหมือนจะเข้ามาช่วยตอนเห็นอาการซวนเซ แต่ก็เปลี่ยนเป็นิ่งเฉยอย่างรวดเร็ว
ฉันหลุบตา ไม่สามารถทนมองลายบนพื้นกระเบื้องตรงหน้าได้ ลายของมันชวนให้เวียนศีรษะอย่างมาก น้ำดีตีขึ้นมาถึงลิ้นปี่ อาหารและน้ำที่แทบไม่เหลือในกระเพาะแล่นมาจุกตรงลำคอ
ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำ ทรุดเข่าลงตรงชักโครก เกาะขอบทั้งสองข้างเอาไว้ ก้มหน้าโก่งคอปล่อยน้ำดีขมๆ ออกมาจนหมด
ััจากฝ่ามือวางกลางหลัง ลูบช่วยไล่อาการอย่างแ่เบา ฉันชะงักเมื่อตระหนักได้ว่าเป็คุณนิชชา แต่ด้วยอาการคลื่นเหียนยังไม่ทุเลาลง จึงได้แต่หอบเหนื่อยหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะบอกขอบคุณ
คิดไม่ผิดว่าลึกๆ แล้วเธอมีจิตใจอ่อนโยน เพียงแต่ยังไม่แสดงออกมาเท่านั้นเพราะฐิติในใจยังมีอยู่มาก
"ขอบคุณนะคะ" ฉันรับทิชชูมาซับน้ำปาก นั่งบนฝ่าชักโครก แม้แต่ยืนให้เต็มความสูงยังทำไม่ได้
คุณนิชชาขับรถมาเอง ท่านจึงอาสาขับรถไปส่งฉันถึงคอนโดมิเนียมของไนล์ ด้วยเหตุผลที่ว่าหากฉันป่วยหนักขึ้นมาก็พาลต้องเป็ภาระของลูกชายตัวเองอีก
แต่ฉันก็แอบเห็นเสี้ยวหนึ่งของความห่วงใยที่แสดงออกมาผ่านใบหน้าเฉยเมยนั้น เพียงแค่นี้ก็รู้สึกดีมากพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบแม่สามีกับลูกสะใภ้
“ขึ้นไปข้างบนก่อนไหมคะ” ฉันหันไปถามหลังรถจอดสนิทตรงลานจอดของคอนโดมิเนียม หญิงวัยกลางคนหันมามองนิดด้วยใบหน้าซึ่งเดาความคิดไม่ออก แล้วปลดเข็มขัดนิรภัยแทนคำตอบ
ฉันเดินอย่างสงบเสงี่ยมไปตามทางเดิน หยุดหน้าห้องเปิดประตูออกแล้วผายมือเชิญคนอายุมากกว่าเข้าไปด้านในก่อนตัวเอง
คุณนิชชาก้าวเท้าเข้าไปด้านในก่อน แล้วหยุดเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของทุกอย่างภายในพื้นที่ขนาด 204 ตารางเมตร เธอคล้ายกับคุณยายอย่างมากในเื่ความเป็ระเบียบเรียบร้อย ซึ่งส่งผ่านมาถึงไนล์ด้วย เขาดูแลใส่ใจทุกสิ่งรอบตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด กับความเนี้ยบกริบเกินผู้ชายทั่วไปของเขา
“ไปนั่งพักเถอะ” ท่านหยุดไว้เมื่อฉันทำท่าจะเดินไปรินน้ำมาเสิร์ฟ ด้วยอาการวิงเวียนยังไม่หายไปฉันจึงกล่าวขอบคุณความหวังดีนั้นแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงด้านหน้าเคาน์เตอร์บาร์ของครัว “เธอคงอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”
“ได้ค่ะ หนูรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
“ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ” ท่านบอกพลางกระชับกระเป๋าถือบนท่อนแขนเรียว “เธอควรดูแลตัวเองให้ดี ถ้า้าความช่วยเหลือเวลาไนล์ติดพันกับงาน ให้ติดต่อฉันทันที”
คุณนิชชาท่านเพิ่งให้เบอร์ติดต่อของตัวเอง ตอนเราอยู่บนรถด้วยกัน ‘เพื่อเธอจะได้ไม่เป็ภาระทำให้ลูกชายของฉันต้องลำบาก’ เหตุผลที่ท่านบอกราวกับจะย้ำว่าไม่ให้ตีความไปไกลว่ากำลังเอ็นดูเมตตาฉันแต่อย่างใด แต่เพราะกลัวว่าจะกลายเป็ภาระของไนล์
“ขอบคุณคุณน้านิชชานะคะ” ฉันพูดด้วยความจริงใจ รู้สึกขอบคุณแม้ท่านทำเพื่อความสะดวกของลูกชายแต่ความหวังดีนั้นก็เผื่อแผ่มาถึงตัวฉันรวมถึงลูกด้วย
...
.
.
งานแต่งยังคาราคาซังอยู่ คุณแม่ก็อคติไม่ยอมเลิกรา หรือว่างานนี้ต้องถึงมือคุณยายซะแล้ว >