รุ่ยอ๋องรับฟังถ้อยคำเหล่านั้นพร้อมกับตีความหมายแฝงไปด้วยบัดนี้เขาเชื่อคำของโม่อวี้เฉินแล้วท่านหมอกู้ผู้นี้คงจะเป็นพระชายาในองค์รัชทายาทเมื่อในอดีตจริงๆโลกนี้ช่างลึกลับเหนือความคาดหมายโดยแท้
ชั่วขณะหนึ่งเขายังคงรับความจริงนี้ไม่ได้หูตาของเขาถึงกับฝาดไปแล้วหรือไร? เรื่องไฟไหม้ครั้งนั้นเขาก็รับรู้มาเช่นกันเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นกลืนกินทุกสรรพสิ่งและไม่มีผู้ใดเหลือรอดมาได้แม้แต่คนเดียว
หญิงสาวอ่อนแอที่ถูกตามใจไม่เอาไหนและไม่ประสีประสาเรื่องใดนางนั้น กลับรอดชีวิตออกมาได้อย่างไรกันยิ่งกว่านั้นในตอนนี้นางยังปกครองอันหยวนถัง สถานที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
ดูเหล่าคนในอันหยวนถังเถิด...ล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น ทว่ากลับเชื่อฟังคำสั่งของกู้ชิงเฉิงทุกประการเพียงหยวนจิ่วแค่คนเดียว ก็ทำให้ผู้คนชื่นชมจนหมดใจแล้ว
ครั้งหนึ่งสำนักหรูอี้ที่หยวนจิ่วก่อตั้งขึ้นทำให้ผู้คนในใต้หล้าหวาดกลัว จนราชวงศ์จากหลายๆ แคว้นต้องการดึงตัวไปเข้าร่วมด้วยทว่าหยวนจิ่วกลับไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดแม้จะมีผลประโยชน์มากมายเพียงใดก็ไม่เคยอยู่ในสายตา
แต่บัดนี้สำนักหรูอี้กลับกลายเป็นของกู้ชิงเฉิงไปเสียแล้วขนาดประมุขหยวนแห่งสำนักหรูอี้ก็ยังยอมก้มหัวให้นาง
รุ่ยอ๋องผู้ซึ่งเย่อหยิ่งถือดี และไม่เห็นใครในสายตามาโดยตลอด สำหรับเขานอกจากโม่อวี้เฉินแล้วก็ไม่มีผู้ใดอยู่ในสายตาของเขาอีกเลยแต่บัดนี้เขากลับรู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงน่าชื่นชมยิ่งกว่าโม่อวี้เฉินเสียอีก
“เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าเองก็บาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัว รอจนกว่าบาดแผลจะหายดีและต่อไปก็อยู่ให้ห่างจากโม่อวี้เฉินซะ” กู้ชิงเฉิงโบกมือให้กับหยวนจิ่วขณะกล่าวความหมายแฝงของนางก็คือ หากสู้ไม่ได้ ก็จงหลบเลี่ยงไปเสีย จะได้ไม่ทำให้นางขายหน้า
หยวนจิ่วไม่กล้าเถียงจึงเดินหนีไปอย่างเงียบๆ
ส่วนรุ่ยอ๋องพึมพำกับตนเองว่า“เหลือเชื่อจริงๆ ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก!”
--------
ณบริเวณถนนสายเล็กๆ ที่มีร้านอาหารเรียงรายโม่อวี้เฉินและกู้จิ่งเซวียนนั่งอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เจ้าก้อนซาลาเปาน้อยกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยส่วนโม่อวี้เฉินกอดกระบี่ของตนเขายังไม่คุ้นชินกับการอยู่ในสถานที่เช่นนี้เท่าใดนักแต่เขาก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศ
“ปกติแม่ของเจ้าอยู่ที่อันหยวนถังตลอดเลยหรือหรือว่านางจะไปที่สวนหรูอี้และหอปรุงโอสถสวรรค์ด้วย?” โม่อวี้เฉินรู้ดีว่ากู้จิ่งเซวียนแตกต่างจากเด็กทั่วไปดังนั้นเขาจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการถามคำถาม เพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะไม่พอใจ
“ปกติท่านแม่ไม่ได้อยู่ที่อันหยวนถังตลอดหรอกขอรับ ส่วนจะไปที่ไหนข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน” กู้จิ่งเซวียนตั้งใจกินอาหารอย่างจริงจังของเหล่านี้กู้ชิงเฉิงไม่เคยให้เขากินเลย ดังนั้น วันนี้จึงต้องกินให้อิ่มหนำสำราญ
โม่อวี้เฉินรู้สึกไม่สบายใจจึงทำได้เพียงถามต่อว่า “แล้วปกติเจ้าอยู่ที่ไหน?เจ้าไปที่สวนหรูอี้บ่อยหรือไม่?”
“ไม่บ่อยขอรับ ตอนที่ท่านแม่ไม่อยู่ ข้าก็ต้องออกไปตรวจรักษา” กู้จิ่งเซวียนกลอกตาไปมา ท่าทางนั้นดูไร้เดียงสายิ่งนักแต่โม่อวี้เฉินรู้ดีว่าเจ้าก้อนซาลาเปาน้อยผู้นี้เฉลียวฉลาดเป็นอย่างมาก
“ออกตรวจรักษา…” โม่อวี้เฉินพินิจพิจารณากู้จิ่งเซวียนพร้อมกับกล่าว“เจ้าอายุห้าขวบเองไม่ใช่หรือ?” น้ำเสียงแสดงออกถึงความอยากจะไม่เชื่ออย่างชัดเจน
“แน่นอนสิขอรับ การออกตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่จัดขึ้นเดือนละครั้งข้าเป็นคนตรวจโรคเองทั้งหมด อย่าได้ดูถูกข้านะขอรับเมื่อปีที่แล้วข้าก็ออกไปตรวจโรคเองคนเดียวได้แล้ว” กู้จิ่งเซวียนกล่าวอย่างไม่พอใจเรื่องที่เขาออกไปตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น ทั่วทั้งเมืองอี๋สุ่ยต่างก็รู้ดีทุกคนต่างรู้ว่าเขาเป็นเด็กอัจฉริยะ
“ในเมื่อเจ้าสามารถออกไปตรวจโรคได้แล้วเหตุใดแม่ของเจ้าจึงยังต้องกลับมาที่อันหยวนถังในตอนตรวจอีก?” โม่อวี้เฉินยังคงลองเชิงไปเรื่อยๆ ขณะที่ยังคงถามต่อไป
“ท่านแม่ของข้า…” กู้จิ่งเซวียนรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยพลางมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า “ท่านแม่กลัวว่าข้าจะลอบวางยาคนไข้ขอรับ”
วิธีการวางยาของเขานั้นล้วนได้รับการถ่ายทอดจากหยวนจิ่วโดยแท้อีกทั้งเขายังเป็นเด็กที่ฉลาดแกมโกง และมักจะไม่มีความอดทนเมื่อพบกับคนไข้ที่ส่งเสียงโวยวายหรือก่อกวนเขาก็จะใช้ยาบางชนิดเพื่อให้พวกเขาเงียบลง เพราะเรื่องนี้กู้ชิงเฉิงจึงลงโทษเขาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยแก้ไขได้จึงทำให้นางต้องกลับมาดูแลเขาด้วยตัวเอง
แน่นอนว่าในยามออกตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจะมีคนไข้ที่มารอเข้าแถวตรวจมากมาย กู้ชิงเฉิงเองก็เกรงว่ากู้จิ่งเซวียนจะดูแลคนไข้ได้ไม่ทั่วถึงดังนั้นสองแม่ลูกจึงช่วยกัน นางจะได้สอนเขาไปในตัวด้วย
เมื่อได้ยินคำว่า‘วางยา’ ดวงตาของโม่อวี้เฉินก็หรี่ลงเล็กน้อยแม้แต่กู้ตงหลิงก็พ่ายแพ้ในเงื้อมมือบุตรชายของเขาตอนนี้เขารู้สึกว่าบุตรชายของเขานั้นช่างเก่งกาจยิ่งนัก
จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ เขาจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ถูกต้องแล้วกู้ตงหลิงก็ไม่ได้หาเรื่องเจ้าโดยไร้เหตุผล เจ้าเหตุใดจึงวางยานางเล่า?”
“เพราะตอนนั้นนางเกือบจะทำร้ายท่านแม่ของข้า!” กู้จิ่งเซวียนกล่าวไม่ทันจบประโยคก็หยุดลงกะทันหัน ใบหน้าน้อยๆ เต็มไปด้วยความกังวล จนเกือบจะกัดลิ้นตัวเองเขาพูดผิดไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านแม่จะส่งเขาไปที่หอปรุงโอสถสวรรค์หรือไม่?
ทันในนั้นเขาก็พลันรู้สึกว่าอาหารอร่อยตรงหน้าไร้รสชาติไปโดยสิ้นเชิงช่างไม่หอมหวานเอาเสียเลย…
“กู้ตงหลิงผู้นั้นสมควรตายจริงๆ” โม่อวี้เฉินสัมผัสได้ว่าเจ้าก้อนซาลาเปาน้อยกำลังอารมณ์ไม่ดีจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ไปเถอะ พวกเราไปดูข้างหน้ากันที่นั่นมีของเล่นชิ้นเล็กๆ เต็มไปหมด”
เขาไม่ทันให้กู้จิ่งเซวียนได้เอ่ยคำใดก็ฉุดแขนเจ้าก้อนซาลาเปาน้อยเดินไปทันทีเขากลัวว่าเด็กน้อยจะมีท่าทีระแวดระวังมากเกินไป
อันที่จริงแล้วเขาอยากรู้ว่าตลอดห้าปีมานี้ กู้ชิงเฉิงผ่านมันมาได้อย่างไรนางคงลำบากไม่น้อยเลยกระมัง…
ตอนที่เขาปลดผ้าคลุมหน้าของนางเมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้านาง เขาก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งพลางคิดขึ้นได้ว่าการที่นางรอดชีวิตจากกองเพลิงที่ร้อนระอุถึงเพียงนั้นก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้วจะให้กลับคืนมาสมบูรณ์ไร้รอยแผลเป็นได้อย่างไรกัน ทว่าเขาไม่เคยรังเกียจนางเพียงแต่ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจกับการเมินเฉยและเย็นชาต่อนางก็เท่านั้น
กู้จิ่งเซวียนถูกโม่อวี้เฉินพาเดินไปตามท้องถนนเรื่อยๆวันนี้เขามีความสุขมาก ของที่เขาอยากได้มาโดยตลอดแต่ไม่กล้าใช้เงินซื้อแต่วันนี้เขาได้มันมาทั้งหมด อีกทั้งยังไม่ต้องใช้เงินของตัวเองด้วยเพราะโม่อวี้เฉินเป็นคนจ่ายให้ทั้งหมด
“ท่านแม่ของเจ้า…” โม่อวี้เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง“ชอบเงินมากหรือ?”
“แน่นอนขอรับ ท่านไม่ชอบหรอกหรือ?” กู้จิ่งเซวียนถามย้อนกลับไปทำให้โม่อวี้เฉินถึงกับไปไม่เป็น อันที่จริงเขาก็ชอบเช่นกัน
แต่เขาเห็นได้ชัดว่ากู้จิ่งเซวียนวัยห้าขวบผู้นี้รักในเงินทองมากกว่าเขาเสียอีกเด็กคนนี้ต้องเติบโตสภาพแวดล้อมเช่นไรกันถึงหล่อหลอมให้เขามีนิสัยเช่นนี้ได้?เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกสงสารยิ่งขึ้นเป็นความสงสารจากใจจริง
“ข้าชอบเงิน แต่ก็มีขอบเขตบ้าง” โม่อวี้เฉินกล่าวอีกครั้งเพื่อหยั่งเชิง
“นั่นก็เพราะท่านไม่เคยมีวันที่ไม่มีเงินจะกินข้าวนี่ขอรับ” กู้จิ่งเซวียนพูดพลางแค่นเสียงฮึ่ม บนใบหน้ากลมๆของเขาปรากฏแววเศร้าสร้อยออกมาเล็กน้อย
อันที่จริงเขารู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นอย่างดีแม้กระทั่งความจริงที่ว่าโม่อวี้เฉินคือท่านพ่อของเขาด้วยซ้ำ เรื่องเหล่านี้กู้ชิงเฉิงไม่เคยปิดบังเขา และไม่จำเป็นต้องปิดบัง
ส่วนท่าทีของกู้จิ่งเซวียนต่อโม่อวี้เฉินนั้นที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายสาเหตุหลักก็คือ เมื่อใดที่มีประโยชน์ เขาก็จะแสดงความกระตือรือร้นเป็นพิเศษแต่เมื่อใดที่ไม่มีประโยชน์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกู้จิ่งเซวียนใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงยิ่งนัก
โม่อวี้เฉินอุ้มกู้จิ่งเซวียนไว้ในอ้อมแขนขณะที่กู้จิ่งเซวียนกอดของเล่นกองพะเนินเอาไว้เต็มอ้อมแขนเวลานี้โม่อวี้เฉินปรารถนาที่จะพาลูกชายผู้นี้กลับตำหนักบูรพาเพื่อชดเชยให้เขาอย่างดีเพื่อชดเชยความรักของบิดาที่ขาดหายไปตลอดห้าปีที่ผ่านมา
เฟิงเจ๋อกับเฟิงฮ่วนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็ร้อนใจแทนเจ้านายเมื่อรู้ว่าฐานะของพระชายาและซือจื่อน้อยแล้วแต่กลับไม่สามารถพาทั้งสองกลับตำหนักบูรพาได้ เรื่องนี้คงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
--------
ภายในห้องพักผู้ป่วยของอันหยวนถังชิงหลิวได้รับข่าวสารบางอย่าง จึงกระซิบให้รุ่ยอ๋องฟัง
“ช่างเก่งกาจยิ่งนัก” รุ่ยอ๋องขมวดคิ้ว “แต่กู้ตงหลิงผู้นั้นคงไม่ยอมรามือง่ายๆ เป็นแน่”
เขาพูดพลางเลิกคิ้วมองกู้ชิงเฉิง“คุณหนูใหญ่กู้กลับถึงจวนตระกูลกู้แล้ว”
“คนขององค์รัชทายาทช่างไร้ประโยชน์เสียจริง” กู้ชิงเฉิงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใดหลังจากเกิดเรื่องทางนี้ นางก็ทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปที่อันหยวนถัง
โม่อวี้เฉินคงแบ่งกำลังมาที่นี่เพื่อรับมือกับคนของอวี๋ชิงฮวาจึงละเลยทางฝั่งกู้ตงหลิง อีกทั้งกู้ตงหลิงยังมีชื่อเสียงโด่งดังสถานะของนางเองก็สูงส่ง ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเพียงแค่นางเอ่ยคำเดียว ก็มีผู้คนนับไม่ถ้วนเข้ามาประจบประแจง
รุ่ยอ๋องพยักหน้า“ไร้ประโยชน์จริงๆ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็จัดการไม่ได้ ชิงหลิว!”
“ขอรับ!” ชิงหลิวตอบรับคำและหมุนกายจากไปทันที
“ข้าจะไม่ตกลงตามเงื่อนไขใดๆ ของท่านทั้งสิ้น” กู้ชิงเฉิงรีบกล่าวขัด
คำพูดนั้นแทบทำให้รุ่ยอ๋องกระอักเลือดสตรีผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก แต่เขากลับชอบนางมากยิ่งขึ้น
เขาไม่มีบุตรแม้แต่คนเดียวใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอดแต่ตอนนี้เขากลับคิดอยากรับกู้ชิงเฉิงเป็นบุตรสาวบุญธรรม หากมีบุตรสาวเช่นนี้เขาย่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
“ข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าทำอะไรนี่” รุ่ยอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ“เจ้าไม่อยากไปเมืองหลวง ข้าก็ไม่บังคับเจ้าอย่างไรเสียเจ้าก็ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ครั้งนี้ถือว่าหายกัน”
“ท่านจะสังหารกู้ตงหลิงได้หรือไม่?” กู้ชิงเฉิงกลับเอ่ยถามเบาๆ
“เจ้าคิดว่า…ตระกูลกู้และตระกูลไป๋จะยินยอมให้ข้าทำเช่นนั้นหรือ?” รุ่ยอ๋องมองกู้ชิงเฉิง เขาเห็นว่านางเหี้ยมโหดและเด็ดขาดยิ่งนักในเมื่อตอนนี้กู้ตงหลิงสร้างความลำบากให้นาง นางก็คิดจะถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากทำเช่นนี้ก็ไม่เลว เพื่อกำจัดปัญหาในภายภาคหน้าให้หมดไป
กู้ชิงเฉิงพยักหน้า“แน่นอนว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ยอม แต่ต่อไปก็จะยอมเองเพคะ” นางกล่าวอย่างมั่นใจ
แววตาที่เคยใสกระจ่างดุจน้ำในลำธารกลับลึกล้ำเกินหยั่งถึงทำให้ผู้คนมองไม่ออก คำพูดของนางยังทำให้รุ่ยอ๋องสนใจยิ่งนักเขาย่อมอยากรู้ว่าสตรีผู้นี้จะพลิกสถานการณ์ได้อย่างไรกัน