Tower Defense War Era

    ตอนที่ 10 นางไม้กุหลาบแดง กับ วัลคิรี่ดำ

    ***เวลา 9:10 น. 4 กพ 2021 ตามเวลาโลกมนุษย์

    พบกลุ่มของเอเลี่ยนเริ่มทำสงคราม



    “ที่นี่คืออาณาเขตของพวกเรา ชาวดาว [ไดม่อน] จงถอนตัวออกไปซะ”

    วัลคิรี่ทมิฬใช้ดาบควายสีดำเล่มโตแทงลงพื้นอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นคลื่นแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปไกลถึงหนึ่งร้อยเมตร

    กองทหารที่ยืนข้างหลังเธอนับพันนาย ยืนตัวตรงชูหอกและดาบขึ้นสูง ต้องแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์อย่างพร้อมเพรียงให้ดูน่าเกรงขาม

    ชุดเกราะหุ้มทั้งตัวที่เป็นสีเทาอ่อนรูปร่างทันสมัยล้ำยุค ได้ตราตรึงความน่ากลัวเข้าไปในจิตใจของนางไม้ทั้งสิบสามคน ที่กำลังเผชิญกับกองทัพขนาดใหญ่ตรงหน้า



    “ (... เผ่าลิงไร้ขนตัวใหญ่ เจ้าพวกป่าเถื่อนที่ลิชาร์ดแมนรายงานมาเช่นนั้นหรือ? พวกมันต้องการอะไร? ทำไมถึงใช้กองทัพขนาดนี้เข้ามาล้อมพวกเราเอาไว้ด้วยกันเนี่ย?) ”

    สตรีเผ่านิมป์ที่มีดอกกุหลาบสีแดงบานบนหัว พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด



    เธอไม่เข้าใจภาษาที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังใช้กับเธอ

    ตัวตนของมนุษย์ต่างดาวที่เธอรู้จัก มีเพียงกลุ่มพันธมิตรทั้งสี่ที่ถูกรวบรวมขึ้นมา ด้วยฝีมือของเผ่าลิชาร์ดแมนที่เคยรุกรานพวกเธอเท่านั้น



    เพราะไม่ทราบความต้องการของฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งยังถูกรายงานว่าเป็น [ศัตรู] เธอจึงตัดสินใจเรียกความช่วยเหลือฉุกเฉินจากพันธมิตรดวงดาวทั้งสี่ในทันที

    แต่ทว่า…

    ทันทีที่นางไม้กุหลาบแดงโยนลูกแก้วทิ้งลงพื้นจนแตกสลาย วัลคิรี่สีดำก็พุ่งเข้าโจมตีใส่เธอโดยไม่รีรอที่จะเจรจาพูดคุยอีก



    ร่างของวัลคิรี่สีดำเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

    พุ่งผ่านผืนป่าที่รกชันราวกับวิ่งบนพื้นราบ ทิ้งภาพร่างของตัวเองเอาไว้เบื้องหลัง แล้วใช้ดาบดำที่มีขนาดใหญ่กว่าสองเมตรในมือ ฟันทิ้งดิ่งจากบนลงล่างอย่างรุนแรง



    "!! "

    นางไม้กุหลาบแดงไม่คาดคิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีเข้ามา เพียงแค่เพราะเธอเหวี่ยงลูกแก้วแตก

    ต้องมีความหวาดระแวงเพียงใดกัน ถึงโจมตีใส่เพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ได้?



    " (ป่าเถื่อนจริง ๆ ด้วย!) "

    เธอคิดเช่นนั้น ไปพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบออกด้านข้าง

    คลื่นลมจากการฟันดาบของวัลคิรี่สีดำ ได้เฉือนให้ผิวกายที่นวลดั่งหิมะของนางไม้กุหลาบแดง แหวกออกเป็นแผลยาวน่ากลัว



    “ท่าน [โรโดเด็นโดรน เซ็มซี่] ! ”

    "ไม่ต้องช่วย! พวกเจ้าจงปกป้องลากเลื่อนด้วยชีวิต! ภารกิจของเรา คือการนำตัวอย่างเอเลี่ยนกลับไปวิจัย! จะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด! "

    นางไม้กุหลาบแดง หรือ… โรโดเด็นโดรน เซ็มซี่ เริ่มเดาะลิ้นด้วยความไม่พอใจ



    " (ทำไมภารกิจในครั้งนี้ถึงได้วุ่นวายขนาดนี้กันเนี่ย? ถ้าไอพวกลิชาร์ดแมนมันยอมแบ่งบันเทคโนโลยีช่วยเหมือนหน่วยอื่นตั้งแต่แรกละก็…) "

    เซ็มซี่เริ่มสาปแช่งให้กับความโชคร้ายของตัวเอง ไปพร้อมกับรับมือวัลคิรี่สีดำที่เข้าโจมตีใส่เธอ



    เธอก้มตัวหลบดาบที่สองของวัลคิรี่สีดำ แล้วควบคุมเส้นผมของเธอ ให้มันแทงทะลุลงไปในผิวดิน

    เส้นผมจำนวนมากมุดหายไปในดิน แผ่ขยายกระจายไปทั่วบริเวณเป็นรัศมีสิบเมตรรอบตัว



    "ดงหนามนรก! "

    แล้วใช้เส้นผมสีเขียวมรกตของเธอ แทงทะลุขึ้นมาเหนือพื้น เป็นหนามนรกที่แหลมคมซึ่งสามารถแทงทะลุได้แม้แต่หินผาอันแข็งแกร่ง



    "ท่านขุนนาง [พรุน] ! "

    กองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่สวมชุดเกราะล้ำยุค ต่างกรีดเสียงดังออกมาอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นแม่ทัพของตน จมหายไปในดงหนามสีเขียว



    แต่ทว่าแม่ทัพขุนนางของพวกเขา หาใช่นักรบผู้อ่อนแอ ที่จำเป็นต้องให้ลูกน้องยื่นมือเข้ามาช่วย

    " [ดาบเพลิงทองคำ…!] "

    มีเสียงที่แผวเบานุ่มนวล ดังลอดผ่านออกมาจากดงหนามนรกสีเขียวมรกต



    กลิ่น---

    มีกลิ่นไหม้กำลังลอยคลุ้งตลบอบอวล

    มีควันสีดำเริ่มพวยพุ่งขึ้นสูง

    สถานที่แห่งนี้ กำลังมีเปลวไฟสีทองคำแผ่ขยายออกจากใจกลางดงหนามแหลม



    " (เหวอ! ไฟ!?!) "

    เซ็มซี่ เกลียดไฟ

    เผ่านิมป์ทุกคนล้วนเกลียดไฟ



    ที่ใจกลางของเปลวไฟสีทอง มีร่างของสตรีเผ่ายักษ์สีดำที่ไร้ซึ่งบาดแผล กำลังยืนตั้งตระหง่านพร้อมกับดาบที่ถูกหุ้มไปด้วยเปลวไฟ

    แหวนที่สวมบน [นิ้วนาง] ข้างขวาของเธอ กำลังเรืองแสงสีน้ำเงิน พร้อมกับสร้างเปลวไฟสีทองคำออกมา

    เปลวไฟทองคำนั้น บิดเป็นเกลียวใจกลางอากาศ ม้วนตัวก่อเป็นรูปร่างคล้ายกับพญามังกรจีน ก่อนจะพุ่งทะยานรวมร่างกับดาบดำของเธอ จนกลายเป็นดาบอัคคีที่น่ากลัว



    "ยัยนี่ฉันรับมือเอง คนอื่นรีบบุกไปช่วยพวกที่อยู่ในกรงออกมาซะ! เร่งมือด้วย! เมื่อกี้ฉันจับสัญญาณแปลกประหลาดออกมาจากลูกแก้วได้ อีกเดียวต้องมีกำลังเสริมมาแน่! "

    นี่คือเป้าหมายของวัลคิรี่ดำเผ่า [ยักษ์] จากดาวที่ชื่อว่า [ไดม่อน]



    " รับทราบ! "

    กลุ่มนักรบที่อยู่ข้างหลังวัลคิรี่สีดำขานรับคำสั่ง



    " (แย่แล้ว!) "

    เซ็มซี่เริ่มตื่นตระหนก

    ถึงจะฟังภาษาของอีกฝ่ายไม่ออก แต่ถ้าเห็นกองทัพคำรามก้อง พร้อมกับกระโจนเข้าสู่สนามรบ ไม่ว่าเป็นใคร ก็ย่อมรู้ถึงความหมายนั้นดี



    "ไม่ยอมหรอก! "

    เธอกล้ำกลืนกัดฟัน งอกเถาวัลย์จำนวนมากออกมาจากรอยต่อแขนและขา แล้วให้มันก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงปิดล้อมเส้นทางบุกเอาไว้



    "อึ๊ก! "

    ยอมทนเจ็บปวดให้เปลวไฟแผดเผาส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อปิดเส้นทางศัตรู และเปิดเส้นทางให้ลูกน้องของเธอรีบพาตัวอย่างเลี่ยนทดลองหนีไป



    "---! "

    วัลคิรี่สีดำไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนี

    เธอชูดาบอัคคีสีทองคำขึ้นท้องฟ้าเป็นเชิงให้สัญญาณ

    พริบตานั้น ยานปลากระเบนนับร้อยลำที่บินเหนือเวหา ก็เริ่มส่งเสียงสายฟ้าคำรามดังลั่น

    ปากกระบอกปืนใหญ่ขนาดยี่สิบมิลลิเมตร ที่เรียงรายอยู่ใต้ปีกทั้งสองข้าง กำลังยื่นปลายกระบอกแห่งความตายมาสู่ที่พวกเธอ



    " (แย่… แย่แน่ ๆ!) "

    เซ็มซี่อยากจะร้องไห้

    แต่เธอจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็นเป็นอันขาด

    เธอยิ้มใจดีสู้เสือ แล้วเร่งปฏิกิริยาเคมีในร่างกายของตัวเอง



    น้ำเลี้ยงเริ่มไหลเวียนภายในกายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเร่งการเจริญเติบโตของดอกไม้ใต้ผิวกาย

    รอยแผลยาวที่ปรากฏตามเนินอกภูเขา กำลังมีดอกกุหลาบแดงผลิบานขึ้นมาเป็นจำนวนมาก



    "หืม? "

    วัลคิรี่ดำที่เห็นความเปลี่ยนแปลงผิดปกตินั้น รีบกระโดดถอยสร้างระยะห่าง พร้อมกับตวัดดาบหนึ่งเพลงดาบ สร้างคลื่นอัคคีโจมตีใส่เธอ



    "เอานี่ไปกิน! "

    ในเวลาเดียวกัน ดอกกุหลาบบนร่างกายของเซ็มซี่ได้เริ่มผลิบาน แล้วปล่อยเกสรดอกไม้สีเหลืองออกมาปกคลุม สร้างม่านสีเหลืองเข้าบดบังเรือนร่างของสาวงามทั้งสิบสามคน



    "ไร้ประโยชน์…"

    วัลคิรี่สีดำพึมพำกับตัวเอง

    ดาบอัคคีที่พุ่งแหวกอากาศ ได้สร้างเป็นรอยไหม้ยาวขึ้นเหนือพื้นดิน

    คลื่นดาบอัคคีนั้น กระแทกใส่กลุ่มของเกสร แผดเผาหมอกสีเหลือง เปิดม่านที่กำลังซ่อนเร้นกายให้เหล่าสตรีผู้งดงาม



    "ไม่จริง! "

    เซ็มซี่กรีดร้องลั่น

    เธอเริ่มรู้สึกโดยสัญชาตญาณ ว่ามิอาจเอาชนะวัลคิรี่สีดำตรงหน้าได้

    ต่อให้สถานการณ์เปลี่ยนไป มีเพียงแค่วัลคิรี่มายืนขวางเพียงหนึ่งเดียว พวกเธอก็ไม่สามารถเอาชนะได้เช่นกัน



    ในเวลาเดียวกัน

    ปืนใหญ่อัดอากาศนับร้อยที่เล็งเป้าใส่กลุ่มของเซ็มซี่ ก็เตรียมพร้อมที่จะปิดฉากพวกเธอแล้ว

    แต่ทว่า--- ปืนเหล่านั้น กลับหยุดลั่นไก แล้วรีบเปลี่ยนทิศปลายกระบอก ไปที่เป้าหมายใหม่แทน



    บนอากาศที่ว่างเปล่าเหนือพื้นเศษลูกแก้ว กำลังมีพลังงานมหาศาลที่ไม่รู้จัก เพิ่มพูนทวีขึ้นสูงจนบิดมิติให้พร่ามัว

    พลังงานนั้น บิดเบือนมิติของที่ว่าง ร่นระยะทางของสองสถานที่ หมุนเป็นเกลียวก้นหอยเข้าหากัน จนเสมือนหนึ่งเป็นจุดเดียวกัน

    [จุดเริ่มต้นคือจุดจบ และจุดจบคือจุดเริ่มต้น]



    สถานที่ทั้งสองที่ถูกเชื่อมต่อกัน ได้นำพากองยานที่เกรียงไกรของลิชาร์ดแมนออกมา

    [กองยานเหล็กเกล็ดเขียว] นั่นคือนามของมัน



    "ยิง! "

    ผู้ต้อนรับไม่คิดที่จะรักษามารยาทกับศัตรูหน้าใหม่ที่มาเยือนถึงหน้าบ้าน

    พวกเขาไม่รอให้ศัตรูเคลื่อนทัพผ่านรูหนอน แล้วโถมโจมตีใส่ด้วยอาวุธทุกอย่างที่พวกเขามี



    การเปิดรูหนอน มันจำเป็นต้องใช้พลังงานที่มหาศาลทำมัน

    ถ้าไม่ใช่พลังระดับพระเจ้าหรือตัวตนที่อยู่ในมิติสูงกว่า ก็อย่าหวังเลยว่าจะเปิดได้อย่างมีเสถียรภาพ



    กระสุนปืนใหญ่อัดอากาศนับร้อย วิ่งทะลวงอากาศใส่รูหนอนที่ถูกเปิดบนท้องฟ้า

    มวลอากาศที่อัดแน่นแต่ละนัดนั้น มีพลังงานทำลายล้างไม่ต่างไปจากระเบิด TNT หนึ่งตัน



    เสียงระเบิดไร้เปลวไฟเริ่มดังกระหึ่มกึกก้อง

    กองยานลิชาร์ดแมนนับหมื่นซึ่งกำลังพยายามลอดผ่านรู ต่างระส่ำระสายพังทลายภายในไม่กี่สิบนัด



    ยานรูปทรงกลมคล้ายจานบิน หุ้มผิวสีเขียวเข้มดั่งเกล็ดมังกร กำลังถูกทำลาย โดยที่ยังไม่ทันเห็นแม้แต่ร่างของศัตรูผู้สังหาร

    บ้างถูกบดอัดด้วยกระสุนอัดอากาศ

    บ้างถูกพลักให้หลุดจากวิถีการเคลื่อนตัว จนถูกคลื่นวิบัติของรูหนอนฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ ดั่งเศษกระดาษ



    เผ่าลิชาร์ดแมนเองก็รู้ถึงจุดอ่อนในการเคลื่อนทัพผ่านรูหนอนเช่นกัน

    ดังนั้น การเคลื่อนทัพให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ พวกเขาจึงมีการตกลงกับเผ่าพันธมิตรของเขา ในการช่วยอุดจุดอ่อนนั้นเอาไว้



    เผ่าลิชาร์ดแมนเคลื่อนทัพมาจากดินแดนที่ห่างไกลด้วยรูหนอน

    ใช้สัญญาณจากเครื่องเตือนภัยเป็นตัวนำ คำนวณหาพิกัดมาสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ



    เผ่าเอลฟ์เองก็ไม่แตกต่างกัน

    พวกเขา ที่ตอนนี้อยู่อย่างปลอดภัยในแนวหลัง กำลังใช้สัญญาณเตือนภัยเป็นพิกัดเป้าหมาย เพื่อร่ายมนต์ป้องกันคุ้มกายให้กับกองยานรบ



    แต่ทว่าการป้องกันที่ควรมีกลับไม่มีอยู่จริง

    ด้วยเหตุนี้ นายพลของกองยานเหล็กเกล็ดเขียว จึงกรีดเสียงอย่างโกรธแค้นใส่เครื่องสื่อสาร ไปถามหาสิ่งที่พวกเขาควรได้รับจากเผ่าเอลฟ์



    "ไอพวกเวร [หูยาว] ! คิดจะปล่อยให้พวกเราตายห่ากันหมดหรือยังไงฟะ!? ไหนบอกว่าจะกางบาเรียด้วยอาคมบ้าบอที่ภาคภูมิใจ ให้กับพวกเราไม่ใช่หรอกหรือฟะ! "

    "ขอโทษ ขอโทษ~ พอดีว่าต้องใช้เวลาเตรียมการเล็กน้อยอยู่นะ ใครจะคิดละว่า พวก [ตาเขียว] อย่างพวกเจ้า จะใจร้อนรีบเร่งบุก โดยไม่รอให้พวกเราทำพิธีเสร็จก่อนนะ~ อีกอย่าง ทางนี้ต่างหากที่อยากจะบ่น กับอีแค่ภารกิจช่วยเหลือทีมจับตัวเอเลี่ยน พวกเอ็งจะขนกองทัพนับหมื่นนับแสนมาเพื่อ! มารดาเถอะ! ลองมาเป็นฝ่ายที่ต้องเสียพลังงานเพื่อทำพิธีกรรมคอยคุ้มกันพวกมึงดูบ้างสิวะ! "

    เสียงตอบรับของชาวเอลฟ์ดังขึ้น ผ่านเครื่องสื่อสารตอบนายพลกองยานเกล็ดเขียว

    "ไอพวกเวร! ทีตอนทำสงครามในอดีตกับพวกข้า ไม่เห็นใช้เวลาทำพิธีบ้าบอนานมากขนาดนี้เลยไม่ใช่หรอกเรอะ! "

    ดูเหมือนว่าพรรคพวกพันธมิตรของลิชาร์ดแมน จะไม่ทำตามหน้าที่ของพวกเขาดีเท่าไหรนัก



    "รออีกสักพัก ราวสิบนาทีได้นะครับ~"

    "สิบนาทีบ้านพ่องเอ็งสิฟะ! พวกเราได้ตายห่ากันก่อนพอดี! "

    "อ๊ะ? แต่กับกลุ่มของท่าน โรโดเด็นโดรน เซ็มซี่ สุดสวย พวกผมได้เตรียมการร่ายเวทให้ไปแล้ว เพราะงั้นสบายใจได้ครับ"

    "ไอห่า! ไอพวกเอลฟ์จอมหื่นกาม! พวกมึงมัน #$#$&!!! "



    เหล่าเอลฟ์ที่ลำเอียงโดยไม่สนใจความเป็นอยู่ของเผ่าผู้พิชิต ได้เริ่มสร้างวงเวทย์สนับสนุนให้กับเซ็มซี่

    ฉับพลันในเวลานั้น ได้มีแสงสว่างประหลาด จักวาดเป็นลวดลายอักขระขึ้นเหนือผืนฟ้า

    วงเวทย์แสงที่สว่างเจิดจ้าจนทำให้เห็นเป็นแสงสีขาว กำลังโปรยละอองดวงดาวลงมาอาบร่างให้กับกลุ่มของเซ็มซี่

    พริบตานั้น ร่างของเซ็มซี่กับพรรคพวกของเธอก็เรื่องแสงเจิดจ้า ถูกห่อหุ้มด้วยพลังงานมหาศาลที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดออกมาได้



    ไม่เพียงแค่เพิ่มพลัง เหล่าเอลฟ์ยังอัญเชิญ เรียกอสูรจากมิติเบื้องสูง ให้จุติลงมายืนคุ้มกันพวกเธออีกด้วย

    วงเวทย์ที่เรืองแสงนั้น เริ่มแตกสลายออกเป็นเส้นด้ายนับล้าน

    เส้นด้ายแสงเหล่านั้น วิ่งวนเป็นวงเกลียว หลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อเป็นรูปร่างของสตรีมีปีกสีขาวบริสุทธิ์



    อสูรอัญเชิญ [ไนกี้]



    เบื้องพระพักตร์ของสิ่งมีชีวิตตนนั้น ไร้ใบหน้า

    ไม่มีดวงตา จมูก หรือปาก เป็นเพียงใบหน้าสีขาวที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน

    ปีกสีขาวของเธอส่องประกายเป็นแสง ปลดปล่อยพลังงานเป็นละอองดาวที่สวยงาม ทิ้งเอาไว้อยู่เบื้องหลัง

    ในมือขวาถือแส้ประกายแสงขาวเป็นอาวุธ

    ร่างกายสวมอาภรณ์ไร้รูป ปกปิดเรือนร่างที่เย้ายวนของเธอ

    สิ่งนั้น เป็นตัวตนรูปแบบพลังงาน ที่ให้ความรู้สึกเป็นดั่งภาพสะท้อนของเทพเจ้าในตำนาน



    "กีสสสสสสส! "



    อสูรอัญเชิญ [ไนกี้] ส่งเสียดเสียดแทงแก้วหูสะท้านแผ่นดิน แล้วบินทะยานขึ้นฟ้า พาร่างสูงห้าเมตรของเธอขึ้นไปป่านสายฟ้าฟาด โดยไม่ขยับปีกแสงแม้แต่มิลลิเมตรเดียว



    มือขวาของเธอสะบัดลง จนเผยให้เห็นแส้แสงที่ยาวกว่าสามสิบเมตร ลอยเคว้งกวัดแกว่งอยู่ในอากาศ

    เป้าหมายของเธอ คือเหล่ายานปลากระเบนที่กำลังยิงปูพรมใส่กองยานของลิชาร์ดแมน



    ยานปลากระเบนกลุ่มหนึ่ง เบนหัวกระสุนของตนยิงใส่อสูรไนกี้

    ห่าฝนกระสุนอากาศที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต่างวิ่งผ่านร่างแสงของเธอไป ราวกับว่ากำลังยิงใส่ภาพมายา

    แต่นั่นมิใช่ว่าพวกเขากำลังยิงใส่ภาพมายา

    หากแต่เป็นเพราะเธอเคลื่อนตัวหลบอย่างรวดเร็ว จนเห็นเป็นเสมือนมองทะลุผ่านไปต่างหาก



    "กีส! "

    อสูรไนกี้บินเข้าประชิดยานปลากระเบนลำหนึ่งได้สำเร็จ



    เพียงแค่หนึ่งวินาที

    เป็นหนึ่งวินาทีที่เห็นมือขวาของเธอโบกสะบัดไปพร้อมกับแส้สีขาวในมือ



    *ฉัวะ! *



    ยานทั้งลำที่มีขนาดใหญ่กว่าเธอถึงห้าเท่าตัวก็ขาดครึ่งไปแล้ว---



    ***เวลา 9:05 นาที ณ จุดที่พวกฮาร์ดีกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่

    พบเอเลี่ยนหลายเผ่า เออ… ใช้เทคโนโลยีอนาคต? ใช้เวทมนตร์? พลังลมปราณ? กำลังห้ำหั่นต่อสู้กันอยู่



    "อาเบล…"

    "ค่ะหัวหน้า"

    "ช่วยตบหน้าให้สักทีหน่อยสิ"

    "ได้ค่ะ"



    *เพี๊ยะ! *



    "เจ็บแฮะ… ไม่ใช่ความฝันสินะ..."

    "หัวหน้าค่ะ"

    "มีอะไรหรืออาเบล? "

    "รบกวนช่วยหยิกแก้มให้ฉันสักทีด้วยค่ะ… "

    "..."