ฮวาเจิ้นรู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้ามุมจนหลังชนฝาคำถามตรงไปตรงมาของท่านหมอชราทำให้เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงได้อีกต่อไปใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วยิ่งทวีสีเข้มขึ้นราวกับลูกตำลึงสุกเหงื่อเริ่มผุดพรายตามไรผม ดวงตาของเขาหลุกหลิกไปมา ไม่กล้าที่จะสบตากับใครในกระโจมไม่ว่าจะเป็นบุตรชาย จิ้นอ๋อง หรือแม้แต่ท่านหมอชราเอง
"เอ่อ... เรื่องนี้มัน..."ฮวาเจิ้นพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อยพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมมาอธิบายสถานการณ์ที่แสนจะอึดอัดนี้แต่ดูเหมือนคำพูดเหล่านั้นจะติดอยู่ที่ลำคอ ไม่ยอมออกมาง่ายๆ
ฮวาหยางมองบิดาด้วยความสงสัยและเป็นห่วงเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อถึงมีท่าทีเช่นนี้ หากได้รับการแก้พิษมาแล้วเหตุใดจึงต้องปกปิดว่าเป็นใคร
จิ้นอ๋องเองก็จับจ้องไปที่ท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นด้วยสายตาที่คมกริบและเต็มไปด้วยความใคร่รู้เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้และรอคอยคำตอบที่จะคลี่คลายความสงสัยทั้งหมด
ฮวาเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ด้านหลังจิ้นอ๋องนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ ในกระโจมอย่างสิ้นเชิง นางยืนฟังบทสนทนาอย่างสงบและใจเย็นมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยด้วยความขบขันที่ซ่อนไว้เพราะนางคือผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในป่านางรู้ดีว่าบิดาของนางแก้พิษกับใคร
ในใจของฮวาเสี่ยวซีเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางเฝ้ารอที่จะได้เห็นว่าบิดาผู้ที่อยู่ในวัยฉกรรจ์และมีชื่อเสียงโด่งดังจะสามารถแก้สถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ได้อย่างไรจะมีคำพูดใดที่ท่านพ่อจะนำมาใช้เพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่เสียหน้าและไม่ถูกจับได้ นางอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกับความคิดนี้
"ฮิๆท่านพ่อ... ท่านจะแก้ตัวอย่างไรกันหนอ?"นางคิดในใจอย่างสนุกสนานพร้อมกับตั้งใจฟังทุกคำพูดที่จะออกจากปากของบิดา
ฮวาเจิ้นรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางศีรษะเมื่อได้ยินคำพูดของท่านหมอชราที่เหมือนเป็นการสาดน้ำเย็นจัดๆลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วกลับซีดเผือดลงเล็กน้อยดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและประหลาดใจ
"ท่าน...ท่านหมายความว่าอย่างไร?" ฮวาเจิ้นถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อยไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินผิดไปหรือไม่
ท่านหมอชรามองหน้าฮวาเจิ้นด้วยสายตาที่จริงจังและเต็มไปด้วยความกังวล
"ท่านแม่ทัพใหญ่...ข้าขอบอกอีกอย่าง..." ท่านหมอเน้นย้ำทุกคำพูด"หากแม่นางผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา...พิษราคะนารีจะส่งผลบางอย่างต่อเด็กในครรภ์ด้วย..."
คำพูดนี้ราวกับค้อนทุบลงกลางใจของฮวาเจิ้นความคิดต่างๆ วิ่งวุ่นอยู่ในสมองของเขาอย่างสับสนวุ่นวาย เด็กในครรภ์? หมายความว่าอย่างไร? ผลกระทบต่อเด็กจะเป็นเช่นไร? ความกังวลถาโถมเข้ามาจนแทบประคองสติไม่อยู่
ฮวาหยางเองก็มีสีหน้าตกใจไม่แพ้กันเขาหันไปมองบิดาด้วยความไม่เข้าใจและความเป็นห่วงอย่างสุดขีด
ส่วนฮวาเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นถึงกับชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มขบขันเมื่อครู่หายไปจากใบหน้าจนหมดสิ้นข้อมูลใหม่นี้ช่างน่าตกใจและคาดไม่ถึงนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าพิษราคะนารีจะส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้เช่นกันความกังวลเกี่ยวกับสตรีผู้นั้นและเด็กที่อาจจะเกิดมาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนางอย่างรวดเร็ว
จิ้นอ๋องยืนฟังคำกล่าวของท่านหมอชราด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นอย่างพิจารณาเขาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจนแต่ในแววตากลับฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักราวกับกำลังประมวลข้อมูลที่ได้รับมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ความคิดที่ว่าจิ้นอ๋องกำลังเก็บเกี่ยวข้อมูลนี้ไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวนั้น...ช่างผิดแผกจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง!จิ้นอ๋องเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและหลักการเขาเคารพและให้เกียรติต่อท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นอย่างสูงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของบุคคลสำคัญในกองทัพหาใช่เรื่องที่จะนำมาเป็นบทเรียนส่วนตัวแต่อย่างใด
ความจริงคือ จิ้นอ๋องกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านเขาตระหนักถึงความร้ายแรงของพิษราคะนารีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยความกังวลและความรับผิดชอบในฐานะผู้นำกองทัพฉายชัดอยู่ในแววตาของเขา เขาต้องการที่จะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดอย่างถ่องแท้เพื่อที่จะสามารถหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ดังนั้นท่าทีที่ดูเหมือนจะตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ ของจิ้นอ๋องนั้นแท้จริงแล้วเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบอย่างแท้จริงมิใช่การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ส่วนตัวแต่อย่างใด
ฮวาเจิ้นรู้สึกราวกับถูกตรึงอยู่กับที่เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบจะเปล่งออกมาไม่ได้ ดวงตาเลิกลั่กมองซ้ายทีขวาทีอย่างคนหลงทางเขาตระหนักดีว่าสถานการณ์ที่ตนเองเผชิญอยู่นั้นเลวร้ายเกินกว่าที่คาดคิดการแสดงอาการแตกตื่นหรือเสียสติในตอนนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าอย่างที่สุดโดยเฉพาะต่อหน้าบุตรชายและจิ้นอ๋อง
ความคิดถึงภรรยาและบุตรสาวคนเล็กอย่างฮวาเสี่ยวซีก็ถาโถมเข้ามาในหัวใจของเขาอย่างหนักหน่วงพวกนางทั้งสองจะรับรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?ภรรยาผู้เป็นที่รักจะเสียใจมากเพียงใดที่สามีนอกใจส่วนบุตรสาวคนเล็กที่แสนจะเอาแต่ใจและขี้หวัง...หากนางรู้ว่าเขากำลังจะมีบุตรกับสตรีอื่น นางจะรู้สึกอย่างไร? ความน้อยใจ ความเสียใจ ความรู้สึกว่าบิดาจะรักบุตรคนใหม่มากกว่าตนเอง...แค่คิดถึงสีหน้าผิดหวังของฮวาเสี่ยวซี ฮวาเจิ้นก็รู้สึกปวดใจจนแทบจะทนไม่ไหว
"เฮ้อ..."ฮวาเจิ้นถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ความกลุ้มใจถาโถมเข้ามาจนแทบจมดิ่งเขาจมอยู่กับความคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัวจนลืมไปว่าสถานการณ์ตรงหน้ายังไม่ถึงขั้นนั้น
"ท่านแม่ทัพ..."เสียงของใครบางคนดังขึ้นเบาๆ ราวกับเตือนสติ "ท่านคิดมากเกินไปหรือไม่?เรื่องราวอาจจะยังไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น...เอาเรื่องตรงหน้าก่อนดีไหม?"
ฮวาเจิ้นสะดุ้งเล็กน้อยดึงสติกลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงในกระโจมพยาบาล ท่านหมอชรา ฮวาหยางและจิ้นอ๋องยังคงมองเขาด้วยความกังวลและรอคอยคำตอบเขาต้องตั้งสติและหาทางออกให้กับสถานการณ์นี้เสียก่อนเรื่องราวในอนาคตค่อยว่ากันทีหลัง
ฮวาเจิ้นตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเขาเงยหน้าขึ้นมองท่านหมอชราด้วยแววตาที่แน่วแน่
"เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง"ฮวาเจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ท่านหมอพอจะมีวิธีรักษาพิษนี้หรือไม่? ข้าอยากให้ท่านช่วยรักษาพวกเรา...เรื่องสตรีผู้นั้น ข้าจะตามหานางเอง ท่านรับผิดชอบแต่เรื่องของการรักษาก็พอ"
ท่านหมอชราชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ "ย่อมได้ท่านแม่ทัพ กระผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ"
แต่แล้วฮวาเจิ้นก็ถามขึ้นอีกครั้งด้วยความกังวลที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจ"แล้วหากมีเด็กเกิดออกมา... เขาจะเป็นอย่างไร?"
ท่านหมอชราขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่แน่ใจ"เรื่องนี้ไม่ค่อยแน่ชัดนัก ท่านแม่ทัพ ข้าก็ยังไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้โดยตรงเคยแต่เห็นบันทึกในตำราบางส่วนเท่านั้น แต่โดยทั่วไปหากเด็กคนนั้นมีร่างกายแข็งแรงตั้งแต่แรกเกิด ก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักอาจจะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายกว่าเด็กทั่วไปบ้าง...แต่หากเด็กคนนั้นเกิดมาร่างกายอ่อนแอ... ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน...แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมากด้วยส่วนหนึ่ง"
ท่านหมอชรามองสำรวจสีหน้าของฮวาเจิ้นและจิ้นอ๋อง ก่อนจะกล่าวด้วยความเคารพ"หากว่าท่านแม่ทัพ ท่านอ๋องไม่มีสิ่งใดสงสัยเพิ่มเติมแล้ว ข้าขอตัวไปเตรียมยาและการรักษาให้กับท่านแม่ทัพก่อน"
จิ้นอ๋องพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการอนุญาต "เชิญท่านหมอ"
เมื่อท่านหมอชราเดินออกจากกระโจมไปแล้วบรรยากาศในกระโจมก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้งฮวาหยางมองบิดาด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรออกมา
ฮวาเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ด้านหลังจิ้นอ๋องนั้น กำลังครุ่นคิดอย่างหนักข้อมูลที่ได้รับมาใหม่นั้นซับซ้อนและน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิมไม่เพียงแต่บิดาของเธอเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบแต่ยังมีเด็กที่อาจจะเกิดมาเกี่ยวข้องด้วยเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารสตรีผู้นั้นและเด็กในครรภ์
ฮวาเจิ้นถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงมองไปยังพื้นกระโจมด้วยสายตาที่เหม่อลอย เขาจมอยู่ในความคิดของตนเองไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้อย่างไรดีการตามหาสตรีผู้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและผลกระทบต่อเด็กที่อาจจะเกิดมาก็เป็นสิ่งที่เขากังวลใจอย่างมาก
จิ้นอ๋องมองฮวาเจิ้นด้วยความเห็นใจ แต่ในฐานะผู้นำเขาจำเป็นต้องทราบข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือ
"ท่านแม่ทัพ..."จิ้นอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ก็แฝงไปด้วยความหนักแน่น"ท่านพอจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสตรีผู้นั้นได้หรือไม่? แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะเป็นประโยชน์ในการตามหาและให้ความช่วยเหลือ"