กาลเวลาผ่านไปอีกสามเดือนเต็ม ตอนนี้จะอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2302
เมืองชากังราวได้ฟื้นคืนสู่สภาพที่เกือบจะเป็นปกติโดยสมบูรณ์ กำแพงและประตูเมืองได้รับการซ่อมแซมจนแข็งแกร่งกว่าเดิม
การค้าขายเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อเส้นทางสู่หัวเมืองฝ่ายใต้ปลอดภัยมากขึ้น และรอยยิ้มของผู้คนก็ดูเหมือนจะสดใสอย่างแท้จริง
ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์เหนือทัพอังวะยังคงเป็นที่เล่าขาน แต่ตำนานของ "อสุราน้อย" ได้ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว
ผู้คนไม่ได้มองเขาเป็นนักรบที่น่าตื่นตะลึงอีกต่อไป แต่กลับมองเขาด้วยความเคารพรักและคุ้นเคยในฐานะแม่ทัพพิเศษผู้คอยตรวจตราความเรียบร้อยอยู่บนกำแพงเมืองเคียงข้างท่านเจ้าเมืองทุกวัน
สำหรับคำอินทร์แล้ว การจากไปของดาวได้ทิ้งรอยแผลเป็นที่มองไม่เห็นไว้ในใจของเขา มันคือความว่างเปล่าที่เขาพยายามจะเติมเต็มด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เขาอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการศึกษาพระคัมภีร์อสุราในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และฝึกฝนเพลงดาบกับเหล่าทหารองครักษ์เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่พวกเขา ความเจ็บปวดจากการจากลาได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ เขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อตนเองอีกต่อไป แต่เพื่อเมืองที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองแห่งนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าพระยาเพชรพิไชยนั้นแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน ท่านเจ้าเมืองปฏิบัติต่อเขาดั่งบุตรชายแท้ๆ คอยให้คำปรึกษาและสอนสั่งในเรื่องการปกครองและการเมือง ในขณะที่คำอินทร์ก็ตอบแทนด้วยการให้คำแนะนำทางยุทธศาสตร์ที่เฉียบแหลมซึ่งได้มาจากมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ทุกอย่างดูเหมือนจะกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง
ทหารม้าเร็วจากอยุธยาได้ควบม้าเข้ามาในเมืองด้วยสภาพที่อิดโรยสุดขีด เขานำราชสารด่วนมาแจ้งแก่เจ้าพระยาเพชรพิไชยว่า คณะราชทูตพิเศษที่นำโดยขุนนางชั้นผู้ใหญ่กำลังเดินทางมายังเมืองชากังราว และจะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้า
ข่าวนี้สร้างความตื่นตัวไปทั่วทั้งจวนเจ้าเมือง
นี่คือคณะราชทูตอย่างเป็นทางการคณะแรกนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น การมาของพวกเขาจะต้องนำมาซึ่งข่าวสารและพระบรมราชโองการที่สำคัญอย่างยิ่งยวดแน่นอน
เจ้าพระยาเพชรพิไชยสั่งให้มีการจัดเตรียมการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติที่สุด ถนนหนทางถูกทำความสะอาด ธงทิวสัญลักษณ์แห่งอยุธยาถูกนำขึ้นประดับประดาไปทั่ว เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ของเมืองต่างเตรียมตัวเข้าเฝ้ารับเสด็จคณะราชทูตด้วยความคาดหวัง
สามวันต่อมา ขบวนของคณะราชทูตก็เดินทางมาถึง
มันเป็นขบวนที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่กลับดูองอาจและน่าเกรงขาม ทหารราชองครักษ์จากกรุงเก่าในชุดเกราะเต็มยศประมาณหนึ่งกองร้อย เดินนำหน้าและคุ้มกันรถม้าที่แกะสลักอย่างงดงามซึ่งประทับตราครุฑอันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์
ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้า คือบุรุษสูงวัยผู้หนึ่ง เขาสวมใส่เครื่องแต่งกายของขุนนางชั้นออกญาอย่างเต็มยศ แม้จะดูมีอายุมากแล้ว แต่แผ่นหลังกลับยังคงเหยียดตรง ดวงตาของเขาคมกริบและแฝงไว้ด้วยประกายแห่งสติปัญญาและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล ใบหน้าของเขาเรียบเฉยและอ่านความรู้สึกได้ยากยิ่ง
นามของเขาคือ ออกญาศรีธรรมาธิราช หนึ่งในเสนาบดีคนสำคัญของกรุงศรีอยุธยา
พิธีต้อนรับถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในท้องพระโรงของจวนเจ้าเมือง เหล่าขุนนางของชากังราวต่างนั่งเรียงรายกันตามลำดับยศ คำอินทร์ในฐานะแม่ทัพพิเศษ ได้รับเกียรติให้นั่งอยู่เคียงข้างเจ้าพระยาเพชรพิไชย ซึ่งเป็นที่จับจ้องของคณะผู้มาเยือนจากกรุงเก่าอย่างยิ่ง
ออกญาศรีธรรมาธิราชได้อ่านราชสารจากอยุธยา ซึ่งมีเนื้อหากล่าวชื่นชมในวีรกรรมของเจ้าพระยาเพชรพิไชยและเหล่าทหารแห่งเมืองชากังราวที่สามารถเอาชนะทัพพม่าและสังหารแม่ทัพใหญ่ของพวกมันลงได้ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่คนทั้งอาณาจักร
นอกจากนี้ในราชสารยังได้กล่าวถึง "วีรบุรุษอสุราน้อย" เป็นพิเศษ และมีพระราชประสงค์ที่จะได้เห็นหน้าในอนาคตอันใกล้
หลังจากพิธีการอันยืดยาวและน่าอึดอัดในท้องพระโรงสิ้นสุดลง ออกญาศรีธรรมาธิราชก็ได้ขอเข้าพบเจ้าพระยาเพชรพิไชยเป็นการส่วนตัว โดยขอให้มีเพียงที่ปรึกษาคนสำคัญที่สุดเข้าร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนว่านั่นหมายถึงคำอินทร์
ภายในห้องทรงงานที่ปิดประตูลงอย่างเงียบสนิท บรรยากาศได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของออกญาศรีธรรมาธิราช บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความทุกข์และรอยเหี่ยวย่นที่ดูจะลึกซึ้งกว่าเดิม ท่านถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวเข้าสู่ประเด็นที่แท้จริง
"ท่านเจ้าเมือง ที่ข้าเดินทางมาในครั้งนี้ นอกจากจะนำราชสารมาแจ้งแล้ว ยังมีข่าวสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องแจ้งให้ท่านทราบเป็นการส่วนตัว มันเป็นข่าวร้ายที่สุดของแผ่นดินเราในยามนี้"
เจ้าพระยาเพชรพิไชยและคำอินทร์ต่างตั้งใจฟังอย่างเงียบงัน
"เหตุที่กองทัพเสริมจากกรุงเก่าที่เคยมีรับสั่งว่าจะยกขึ้นมาช่วยนั้นล่าช้าและยังมาไม่ถึงเสียที...ก็ด้วยเหตุผลเดียว"
ออกญาศรีธรรมาธิราชหลับตาลงช้าๆ ราวกับจะรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยคำพูดต่อไป
"สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ...องค์เหนือหัวของพวกเรา...ได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว...เมื่อต้นปีพุทธศักราช 2301 ที่ผ่านมา"
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางใจของคำอินทร์!
โลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน หูของเขาอื้ออึงไปหมด เขาไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกต่อไป นอกจากเสียงสะท้อนของคำว่า "สวรรคต" ที่ดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว
พระบิดา...พระบิดาที่เขาไม่เคยได้พบหน้า พระบิดาที่เขาได้แต่จินตนาการถึงอยู่เสมอ บุรุษผู้มอบแหวนวงนี้และสายเลือดราชันย์ให้แก่เขา บัดนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
ความหวังอันริบหรี่ที่สุดในใจ ความหวังที่ว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะมีโอกาสได้เดินทางไปอยุธยาและได้เข้าเฝ้าทูลถามถึงเรื่องราวในอดีต ได้ถามว่าเหตุใดจึงทอดทิ้งพระมารดาและเขาไป บัดนี้ความหวังนั้นได้แตกสลายลงโดยสิ้นเชิง ไม่มีวันที่จะเป็นจริงได้อีกต่อไปแล้ว
มือของเขากำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บจิกลึกลงไปในฝ่ามือ เขากำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ภายในอย่างสุดความสามารถ พยายามไม่ให้ใครได้เห็นถึงความแตกสลายที่เกิดขึ้นในใจ
เจ้าพระยาเพชรพิไชยสังเกตเห็นปฏิกิริยาที่รุนแรงผิดปกติของคำอินทร์ ท่านเห็นใบหน้าที่ซีดเผือด เห็นมือที่กำแน่นและเห็นแววตาที่เจ็บปวดอย่างสุดซึ้งของเด็กหนุ่ม มันไม่ใช่ปฏิกิริยาของทหารที่เพิ่งทราบข่าวการสวรรคตของกษัตริย์ แต่มันคล้ายปฏิกิริยาของคนในครอบครัวสูญเสียไป ความสงสัยในใจของท่านยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แต่ท่านก็ยังคงเลือกที่จะนิ่งเงียบ
ออกญาศรีธรรมาธิราชซึ่งไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดนั้นก็ได้กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
"การสวรรคตของพระองค์ได้นำพาความวุ่นวายครั้งใหญ่มาสู่ราชสำนักและนั่นคือสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองเราย่ำแย่ลงกว่าเดิม"
"แล้ว...แล้วบัดนี้ผู้ใดเล่าที่ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อ" เจ้าพระยาเพชรพิไชยเอ่ยถามขึ้น เป็นคำถามที่คำอินทร์เองก็อยากจะรู้ที่สุด
ออกญาศรีธรรมาธิราชถอนหายใจอีกครั้ง ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความกังวล
"ตามพระราชประสงค์สุดท้ายของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ผู้ที่ได้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ คือสมเด็จพระราชโอรสองค์รอง กรมขุนพรพินิตซึ่งได้เสด็จขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า..."
"สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร"
คำอินทร์เบิกตากว้าง
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร...กรมขุนพรพินิต...พี่น้องต่างมารดาของเขาเอง
บัดนี้คือพระมหากษัตริย์องค์ใหม่แห่งกรุงศรีอยุธยา