"ท่านพ่อดูนั้น!" เหม่ยลี่ที่กำลังนั่งอ่านคำภีร์ค่ายกลที่เทียนอี้มอบไว้ให้สังเกตเห็นร่างของเทียนอี้ที่กำลังกลิ้งอยู่บนพื้นพอดีร้องขึ้นอย่างตกใจ ทันทีที่สิ้นเสียงของเหม่ยลี้ร่างของซุยหงก็มาปรากฏอยู่ข้างเทียนอี้พอดีก่อนที่ซุยหงจะพูดออกมาด้วยความสังสัย
"น้องเทียนอี้เกิดอะไรขึ้น" ซุยหงถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นเทียนอี้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด
"ข้าไม่เป็นไรบังเอิญโชคร้ายเกินไปหน่อย เกือบโดนพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองคาบไปกินระหร่างกำลังต่อสู้อยู่กับหมาป่ายักษ์เขี้ยวยาว โชคยังดีที่หนีเข้ามิติมาได้ทันพอดี" เทียนอี้ตอบกลับไปขณะเดินไปข้างลำธารเพื่อชำระล้างร่างกาย
เมื่อได้ยินเทียนอี้พูดเช่นนั้นคิ้วของซุยหงก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย "พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองปกติมันจะอยู่เพียงในส่วนลึกของป่าอสูรไม่ใช่หรือแล้วเหตุไดมันจึงออกมาหากินไกลถึงส่วนนอกและส่วนกลางของป่าอสูรเช่นนี้กัน"
"ข้าก็ไม่ทราบสาเหตุเช่นกันว่ามันเป็นเพราะเหตุไดกันแน่ แต่ที่แน่ๆดูจากท่าทางของมันแล้วเหมือนว่ามันกำลังต้องการอาหารมากเลยทีเดียว" เทียนอี้ตอบกลับไป
"ถ้าเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทางอย่างแรกก็คือแหล่งอาหารปกติของมันกำลังถูกรบกวนจากอะไรบางอยย่างจนขาดแคลนอาหาร อีกอย่างคือพวกมันกำลังจะให้กำเนิดทายาทจึงทำให้พวกมันต้องสะสมอาหารไว้เป็นจำนวนมากกว่าปกติ" ซุยหงพูดออกมาด้วยท่าทางครุ่นคิด แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้คุยกันต่อเหมยลี่ก็ได้วิ่งเข้ามาหาทั้งสองคน
"ท่านพ่อทำไมพี่ชายถึงกลิ้งเข้ามาเช่นนั้น พี่ชายไม่เป็นอะไรใช่ไหมเลือดเต็มตัวไปหมดเลย" เหม่ยลี่ถามออกมาด้วยความเป็นห่วงเมื่อนางเห็นว่าเสื้อผ้าของเทียนอี้ ที่แต่เดิมเคยเป็นสีขาวแต่ตอนนี้กลับถูกย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดงชาดไปเสียทุกที่
เมื่อเห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเหม่ยลี่ เทียนอี้ที่กำลังอารมเสียอยู่เมื่อครู่ก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ ก่อนที่จะล้างคราบเลือดออกจากเนื้อตัวจนหมดและใช้ลมปราณเป่าเสื้อผ้าจนแห้งจนกลับมาอยู่ในชุดที่ขาวสะอาดดังเดิม และเดินเข้ามาลูบหัวเหม่ยลี่เบาๆด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วความเอ็นดู
"พี่ชายไม่เป็นอะไรเห็นไหม พี่ชายเจ้าแค่ถูกนกยักษ์นิสัยไม่ดีตัวหนึ่งไล่จิกมาเท่านั้นเอง ส่วนเลือดนั้นก็เป็นเลือดของสัตว์อสูรด้านนอกนั้นที่พี่ชายต่อสู้ด้วยเจ้สไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ไหนบอกมาสิว่าเรียนรู้วิชาค่ายกลไปถึงไหนบ้างแล้ว" เทียนอี้พูดพร้อมกับเดินจูงมือเหมยลี่เดินออกไปอย่าสนิทสนม เมื่อซุยหงเห็นภาพนี้มันก็อดที่จะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาไม่ได้ก่อนที่จะเดินตามทั้งคู่ไป
ทั้งสามคนใช้เวลาคุยกันอยู่ภายในมิติพิเศษตลอดเวลา เทียนอี้ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อทราบถึงความเร็วในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลของเหม่ยลี่ถึงแม้เทียนอี้จะรู้อยู่แล้วว่าเหม่ยลี้นั้นเป็นอัจฉริยะด้านค่ายกล แต่มันก็ยังทำให้เทียนต้องตกตะลึงอยู่เสมอที่ได้รู้ถึงความรวดเร็วในการพัฒนาของนาง เทียนอี้คาดว่าเหมยลี่คงใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่ปีก็คงสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาสตร์แห่งค่ายกลได้
เวลาล่วงเลยไปในที่สุดทั้ง 3 คนก็ออกมาจากมิติพิเศษของเทียนอี้อีกครั้ง ตอนนี้ด้านนอกก็เป็นเวลาเช้าของอีกวันแล้ว เมื่อไม่มีศัตรูติดตามมาแล้วเทียนอี้และซุยหงก็พาเหม่ยลี่ออกมาด้วยซึ่งทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก เมื่อออกมาด้านนอกมิพิเศษทั้ง 3 คนก็อยู่ในจุดเดิมที่เทียนอี้หายตัวไปเมื่อคืน
เมื่อเห็นสภาพของป่าบริเวณนี้ทั้งสามคนก็อดที่จะขนลุกไปไม่ได้ เพราะตอนนี้บริเวณรอบๆนี้ต่างถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง. ราวกับถูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชน ต้นไม้น้อยใหญ่ล้มระเนระนาด พื้นปฐพีถูกฉีกกระชากจากกรงเล็บของพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทอง จนเป็นหลุมลึกหลายสิบเมตร
ด้วยตัวตนของราชันจักรพรรดิอสูรขั้นสูงที่แทบจะเป็นจุดสูงสุดของโลกใบนี้ในตอนนี้ ความเสียหายเพียงแค่นี้นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา สัตว์อสูรนั้นแตกต่างจากมนุษย์ สัตว์อสูรชั้นต่ำนั้น จะทำตามสัญชาตญาณดิบ เมื่อมันพัฒนามาจนถึงขอบเขตราชันย์อสูรก็จะเริ่มมีสติปัญญา เมื่อถึงขอบเขตจักรพรรดิอสูรก็จะสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ และถ้าหากมันสามารถกลายเป็นราชันจักรพรรดิอสูรได้พวกมันก็จะเริ่มบ่มเพาะทักษะได้เช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อเหล่าสัตว์อสูรฝึกฝนจนสามารถกลายเป็นเซียนอสูรได้ก็จะสามารถแปลงเป็นร่างมนุษย์ได้เช่นกัน
ทักษะของมนุษย์และอสูรนั้นมีความแตกต่างกัน ทักษะของมนุษย์นั้นจะถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อฝึกฝนพัฒนาความสามารถในการต่อสู้ และสามารถถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้ แต่ทักษะของอสูรนั้นจะเป็นทักษะทางสายเลือดที่ได้รับสืบทอดมารุ่นต่อรุ่นและไม่สามารถส่งผ่านให้กับเผ่าพันธุ์อื่นได้
หลังจากที่ทั้ง 3 คนยืนมองความพังพินาศที่อยู่ตรงหน้าอยู่สักพักก็พากันออกเดินทางเข้าป่าอสูรต่อไป ตลอดเส้นทางในการเดินทางเทียนอี้พบเจอกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆตลอดทาง และเทียนอี่ก็เข้าต่อสู้ห้ำหั่นกับสัตว์อสูรเหล่านั้นด้วยร่างกายเปล่าๆเช่นเคย ตลอดเส้นทางในการเดินทางเทียนอี้สามารถต่อสู้และรวบรวมผนึกอสูรมาได้จำนวนมาก
เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทอง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทั้ง 3 คนเลือกที่จะเดินทางในเวลากลางวัน และเข้าไปฝึกฝนอยู่ในมิติพิเศษในเวลากลางคืน การเดินทางในป่าอสูรจึงเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเทียนอี้ก็สามารถปรับพื้นฐานพลังและรักษาอาการบาดเจ็บของเส้นลมปราณได้ถึง 2 ส่วนจาก 10 ส่วนแล้ว ตอนนี้เทียนอี้สามารถใช้เพียงร่างกายต่อสู้กับจักรพรรดิอสูรขั้นกลางได้แล้ว
และตอนนี้พวกของเทียนอี้ทั้งสามคนก็กำลังที่จะก้าวเข้าสู่ส่วนในของป่าอสูรแล้ว เมื่อมาถึงส่วนนี้ เทียนอี่และซุยหงก็ต้องให้เหม่ยลี่อยู่ภายในมิติพิเศษของเทียนอี้ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย ส่วนในของป่าอสูรจะแตกต่างจากส่วนนอกและส่วนกลางที่มีสัตว์อสูรระดับต่างๆปะปนอยู่ด้วยกัน ส่วนในนี้จะเป็นพื้นที่เฉพาะของจักรพรรดิอสูรขึ้นไปเท่านั้น โดยพวกมันจะแบ่งอาณาเขตเป็นพื้นที่ของตัวเองอย่างชัดเจน แต่ละตัวอาจจะมีอาณาเขตหลายสิบถึงหลายร้อยลี้ แล้วแต่ความแข็งแกร่งของพวกมัน
ตอนนี้เทียนอี้และซุยหงกำลังเดินอยู่ในทุ่งหญ้าโล่งๆทุ่งหนึ่ง เทียนอี้บอกให้ซุยหงจำกัดพลังให้อยู่ในขอบเขตจักรพรรดิขั้นต้นเท่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรที่อยู่ในบริเวณนี้แตกตื่น ก่อนที่ทั้งสองคนเดินไปอย่างระมัดระวังเพราะจักรพรรดิอสูรนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะสามารถดูแคลนได้ ขณะที่ทั้งสองคนเดินมาถึงบริเวณตรงกลางของทุ่งหญ้านั้นเอง "ตู้ม!" ทั้งสองคนต่างกระโดดออกไปด้านข้างทันที
ก่อนที่พื้นดินที่อยู่บริเวณใต้เท้าของทั้งสองคนเมื่อสักครู่จะยุบตัวลงจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ เกิดเป็นฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วทันทีและมีเสียงดัง "แกรก แกรก" ที่ฟังดูราวกับเป็นเสียงของโลหะกระทบกันไปมาดังออกมาจากภายในฝุ่นควันเหล่านั้นก่อนจะมีเสียงพูดและเสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุกดังดังตามออกมา
"จิ จิ จิ ยังอุตส่าหลบการลอบโจมตีของข้าได้อีกปฏิกิริยาตอบสนองน่าประทับใจจริงๆ" เมื่อฝุ่นควันจางลงทั้งสองคนก็มองเห็นตะขาบสีดำเมื่อมขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังคลานขึ้นมาจากหลุมที่ยุบลงไปเมื่อสักครู่ ขาแต่ละข้างของมันมองดูคมกริบราวกับดาบชั้นดี ทำให้ผู้คนที่มองดูขานับร้อยเหล่านั้นต้องรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนไปไม่ได้
"จักรพรรดิอสูรตะขาบขาดาบ!" ซุยหงสามารถบอกได้ทันทีเมื่อเห็นร่างกายของสัตว์อสูรที่ปรากฏขึ้นภายใต้หมอกควัน
จักรพรรดิอสูรตะขาบขาดาบนั้นมีจุดเด่นในเรื่องของการโจมตีด้วยขาที่คมกริบราวกับดาบนับร้อยของมัน ทั้งยังมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งทั้งตัวและมีความสามารถในการซุ่มโจมตี และยังเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วใต้ดินอีกด้วย ทำให้ยากที่จะสามารถเอาชนะมันได้ แต่มันก็มีจุดอ่อนที่ร้ายแรงอยู่เช่นกัน นั่นก็คือจักรพรรดิอสูรตะขาบขาดาบนั้นมีความต้านทานไฟต่ำมาก ปกติถ้ามันต้องต่อสู้กับผู้ที่มีพลังปราณธาตุไฟมันจะหนีโดยการมุดลงใต้ดินทันที
"จิ จิ จิ นับว่าตาเจ้ายังพอมีแววอยู่บ้างที่ยังรู้จักเราจักรพรรดิผู้งามสง่าผู้นี้ เพื่อเป็นการตอบแทนเราจักรพรรดิจะหันเจ้าออกเป็นชิ้นๆให้เอง" ตะขาบขาดาบพูดออกมาด้วยท่าทางหลงตัวเองของมัน
เมื่อเห็นท่าทางหลงตัวเองของจักรพรรดิอสูรตะขาบขาดาบตนนี้ เทียนอี้ก็อดที่จะคิ้วกระตุกไปมิได้เห็นชัดๆว่าเป็นเพียงตะขาบตัวหนึ่งไฉนจึงมีความหลงตัวเองขนาดนี้ เทียนอี้จึงพูดออกไปด้วยใบหน้าที่ดูรังเกียจทันที
"งามสง่า...ส่วนไหนของเจ้ากันที่ดูงามสง่ามองดูยังไงก็เป็นเพียงแมลงที่น่าขยะแขยงตัวหนึ่งเท่านั้น"
เมื่อได้ยินสิ่งที่เทียนอี้พูดออกมาจักรพรรดิอสูรตะขาบขาดาบก็นิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ร่างของมันจะสั่นสะท้านไปทั้งร่างจนส่งเสียงดัง "แกรกๆ" ออกมาทั่วทั้งร่างเห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้มันกำลังโกรธมากจริงๆ ก่อนที่มันจะตะหวาดด้วยเสียงที่สั่นสะท้านที่เต็มไปด้วยโทสะออกมา
"ดีมาก ดีมาก ดีมากเจ้าสารเลวตัวน้อยเจ้าเป็นคนแรกที่บังอาจเรียกข้าจักรพรรดิผู้นี้ว่าแมลงน่าขยะแขยงข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยการหั่นแขนขาเจ้าออกทีละนิดๆ จนกว่าเจ้าจะตาย" ตะขาบขาดาบพูดคำว่าดีมากออกมมาถึงสามครั้งติดต่อกันเห็นได้ชัดเลยว่ามันกำลังมีโทสะมากมายขนาดไหน เมื่อสิ้นเสียงมันก็คลานเข้าไปจู่โจมร่างของเทียนอี้อย่างรวดเร็ว
ตัวมันเป็นจักรพรรดิอสูรผู้ครอบครองอณาเขตทุ่งหญ้าหลายสิบลี้บริเวณนี้มานับร้อยปี ไม่เคยมีผู้ไดที่กล้าดูถูก หรือกล้าต่อว่ามันว่ามันเป็นเพียงแมลงน่าขยะแขยงเช่นนี้มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว นับว่าครั้งนี้เทียนอี้เตะเข้าใส่เกล็ดย้อนมันอย่างแท้จริงแล้ว ตอนนี้มันเพียงต้องการฆ่าเทียนอี้ด้วยการหั่นเขาออกเป็นชิ้นๆ จนกว่าเขาจะตายอย่างทรมานเท่านั้น
"เข้ามาเลยไอ้เจ้าแมลงน่าขยะแขยง" เทียนอี้ตะหวาดกลับพร้อมกระโจนเข้าไปหาตะขาบขาดาบเช่นกัน
"น้องเทียนอี้ระวังด้วยขาของมันคมจนสามารถตัดเกราะระดับทองได้ง่ายราวกับหันโคลน....." ซุยหงตะโกนบอกเทียนอี้ด้วยความเป็นห่วงถึงแม้ว่ามันจะรู้ว่าเทียนอี้นั้นแข็งแกร่งมาก แต่มันก็ยังอดเป็นห่วงความปลอดภัยของเทียนอี้ไม่ได้ แต่มันยังพูดไม่ทันจบประโยคร่างของเทียนอี้ก็เข้าปะทะกับร่างของตะขาบขาดาบก่อนแล้ว
"แกร่งๆ! แกร่งๆ!" เสียงขาของตะขาบขาดาบฟันลงบนร่างกายของเทียนอี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยกายาเทพมังกรของเทียนอี้ในตอนนี้ ถ้าไม่ใช่การโจมตีของผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตราชันย์จักรพรรดิขึ้นไปจะไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายของเทียนอี้ได้เลย และด้วยขาเพียงไม่กี่ข้างของตะขาบขาดาบที่เป็นเพียงจักรพรรดิอสูรขั้นต่ำจะนับเป็นอันไดได้
"แกร่งๆ! แกร่งๆ!" ขาของตะขาบขาดาบ ทั้งเฉือนทั้งฟัน ทั้งแทง ไปทั่วแต่ก็ไม่สามารถทำให้ร่างของเทียนอี้หลั่งโลหิตออกมาได้แม้แต่น้อย ในทางกลับกันตอนนี้มันเริ่มรู้สึกว่าขาของตนที่เคยคมดั่งดาบกลับเริ่มมีรอยแตกร้าวเกิดขึ้นเพราะถูกมนุษย์ตรงหน้าต่อยเพียงไม่กี่ครั้งก่อนที่มันจะเริ่มมีอาการหวาดหวั่นก่อนที่จะถอยร่างกลับออกมา
"เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ถูกข้าฟันไปมากมายขนาดนั้นกลับไม่เป็นอะไรสักนิด!" จักรพรรดิตะขาบขาดาบกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่ไม่อาจทำใจเชื่อกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าได้ เทียนอี้ได้ยินสิ่งที่จักรพรรดิตะขาบขาดาบถามก็ทำเพียงยิ้มหยัน ก่อนจะนำกระบี่ไร้ใจของตนออกมาแล้วตอบคำถามของมันกลับไป
"เรื่องนั้นผู้ที่ใกล้ม้วยไม่จำเป็นต้องรู้เจ้าว่าจริงไหม? ในเมื่อเจ้าฟันข้าแล้วหลายครั้งงั้นตอนนี้ข้าขอฟันเจ้าคืนบ้างเป็นเช่นไร" สิ้นคำเทียนอี้ก็ยกกระบี่ไร้ใจขึ้นก่อนจะทะยานร่างเข้าหาจักรพรรดิตะขาบขาดาบอีกครั้ง......
จบตอนคับ