กว่าข้อความจากระบบจะเด้งเตือนขึ้นมาก็เป็นตอนที่พวกเราเดินเท้าผ่านทางรถไฟสู่สถานียักซูมาได้ครึ่งทาง
[ซีนาริโอหลักที่ 2 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว]
<ซีนาริโอหลัก #2 - พบปะ>
ประเภท : หลัก
ระดับความยาก : E
เงื่อนไขการเคลียร์ : ข้ามผ่านอุโมงค์และพบปะกับเหล่าผู้รอดชีวิตในฐานทัพหลักฐานแรก
กำหนดระยะเวลา: ไม่มี
รางวัล : 500 เหรียญ
กรณีล้มเหลว : ???
เห็นข้อความแล้วก็รู้สึกได้ว่านี่มันกำลังเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ต่างจากซีนาริโอหลักที่ 1 นับตั้งแต่ซีนาริโอหลักที่ 2 เป็นต้นไป ‘ฐานทัพหลัก’ มีตัวตนอยู่จริง
จองฮีวอนถามขึ้น
“ฐานทัพหลัก? พูดถึงที่ไหนเหรอคะ”
ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะมีข้อความเพิ่มเติมปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อทันที
[‘ฐานทัพหลัก’ ถัดไปคือ ‘ชุงมูโร’]
“ชุงมูโร งั้นก็ใกล้นิดเดียวเองไปอีกแค่สามสถานีก็...”
เกิดแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ พร้อมกับเหล่าหนูกระชอนที่ขุดโพรงโผล่หน้าออกมาฝูงหนูกระชอนจำนวนมากกว่าสามสิบตัวทำให้สีหน้าของจองฮีวอนกระตุกเกร็ง
“...ต้องผ่านสามสถานีไปแบบนี้สินะ”
คนที่ก้าวออกไปข้างหน้าเป็นคนแรกคืออีฮยอนซอง
“ผมจะรับหน้าที่เป็นแนวหน้าเองครับ”
ค่าสถานะของอีฮยอนซองผู้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มดาวรวมกันแล้วสูงเกินสามสิบเจ็ดทั้ง ๆ ที่เขาหาเหรียญได้น้อยกว่าผมมาก แต่กลับไล่ตามมาได้ถึงระดับนี้ว่าแล้วเชียว คนที่มีค่าสถานะดั้งเดิมสูงอยู่ก่อนแล้วอย่างไรก็ได้เปรียบกว่า
ถ้ารู้ว่าจะกลายเป็นแบบนี้ละก็ผมคงวิดพื้นทุกวันไปแล้ว
“ผมรับหน้าที่ระวังหลังให้นะครับ”
อีกิลยองอาจจะยังมีค่าสถานะโดยรวมต่ำไปหน่อยแต่เพราะฝึกใช้สกิล[สายใยการสื่อสารอันหลากหลาย]อย่างสม่ำเสมอ เด็กน้อยจึงสามารถใช้ได้อย่างเสถียรมากขึ้น
“ฉันจะช่วยด้วยค่ะ”
ยูซังอาใช้ด้ายที่สร้างขึ้นจากพลังเวทจัดการขวางการเคลื่อนไหวของหนูกระชอนเอาไว้พลังโจมตีอาจจะต่ำ แต่ถ้าดูค่าสถานะโดยรวมละก็ ระดับของเธอน่าจะใกล้เคียงกับจองฮีวอนเลยทีเดียว
“เยอะแต่จำนวนสินะอ่อนกว่าที่คิดไว้อีกนะคะ”
ส่วนคนสุดท้าย จองฮีวอนคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเกี่ยวกับเธอคนนี้แล้วทั้ง ๆที่ค่าสถานะโดยรวมต่ำกว่าอีฮยอนซองแต่แค่สกิลเฉพาะตัวอย่างเดียวก็มากพอแล้วที่จะเรียกว่าเป็นตัวโกง
‘เวลาแห่งการพิพากษา’ สกิลเฉพาะตัวของ ‘ผู้พิพากษาแห่งการทำลายล้าง’ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่กลุ่มดาวพิจารณาแล้วว่าเป็นคนชั่วผู้กระทำเรื่องไม่ถูกต้องจองฮีวอนจะไม่มีวันแพ้เด็ดขาด
ในที่สุดหนูกระชอนตัวสุดท้ายก็ล้มตายลงบนพื้นอีฮยอนซองที่ยืนถือโล่อยู่ข้าง ๆ พูดพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
“ฮู่...ระดับนี้ก็พอไหวนะครับ”
ความจริงแล้วมันไม่ใช่ระดับที่จะสามารถเคลียร์ได้ง่ายๆ แบบนี้ ต่อให้รูปแบบการโจมตีของหนูกระชอนจะเรียบง่ายแค่ไหนจำนวนกว่าสามสิบตัวก็ไม่ใช่ตัวเลขที่จะรับมือได้ง่ายแน่นอน
ขนาดผมเองยังไม่มั่นใจเลยว่าถ้าไม่เปิดใช้งาน[บุ๊กมาร์ก] แล้วจะกวาดล้างพวกมันได้ด้วยตัวคนเดียวทุกคนในกลุ่มแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้เลยหรือเนี่ย
ไม่รู้ว่าพวกเราเดินเข้ามาในอุโมงค์นานแค่ไหนในที่สุดก็มองเห็นชานชาลาสถานีถัดไปอยู่ตรงหน้า
“สถานียักซูค่ะว่าแต่ไม่มีใครอยู่เลยนะคะ...ไม่สิ ไม่ใช่ไม่มี”
สถานียักซูเต็มไปด้วยซากศพของหนูกระชอนกับผู้คนที่เสียชีวิตแล้วดูจากรอยแผลคนส่วนหนึ่งไม่ได้โดนหนูกระชอนเล่นงาน แต่เป็นยูจุงฮยอก
“ไปต่อเถอะครับตอนนี้เหลืออีกสองสถานี”
พวกเรามุ่งหน้าเดินกันต่อไปเรื่อย ๆอย่างไรเสียจากสถานียักซูไปถึงสถานีมหาวิทยาลัยทงกุกก็เป็นระยะทางตรงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเลยวางแผนกันว่าควรจะมุ่งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ยังไปได้จะดีกว่า
ตอนใกล้จะถึงสถานีมหาวิทยาลัยทงกุกพวกเราก็เผชิญหน้ากับฝูงหนูกระชอนอีกครั้งแล้วจัดการพวกมัน
ระยะทางโดยรวมแค่สองกิโลเมตรเท่านั้นแต่เพราะพบกับการต่อสู้ที่ยากลำบากมากความแข็งแกร่งของสมาชิกในกลุ่มจึงลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
“พักที่นี่กันก่อนแล้วค่อยไปต่อเถอะครับ”
“เหลืออีกแค่สถานีเดียวเองไปให้ถึงก่อนแล้วค่อยพัก...”
“ไปถึงแล้วจะได้พักหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้หรอกนะครับ”
ทุกคนปิดปากเงียบเมื่อได้ยินคำพูดของผม สิ่งอันตรายในโลกใบนี้ไม่ได้มีแต่สัตว์ประหลาดแน่นอนผมหันไปมองรอบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนคนอื่น ๆในสถานีนี้จะรีบอพยพกันออกไป อาจจะยังเหลือของใช้จำเป็นอยู่บ้างก็ได้ครับ”
“อ๊ะ ถ้าอย่างนั้น...”
คำว่าของใช้จำเป็นทำให้ยูซังอารีบยกมือขึ้นพรวดยูซังอากับจองฮีวอนมองสบตากัน ทั้งคู่พยักหน้าให้กันโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้นพอเห็นว่าผมยืนทำหน้างงจองฮีวอนก็ถาม
“ทำไมคะ คุณดกจา อยากไปด้วยเหรอคะ”
“ไม่ครับ ไปเถอะครับ”
เล่นพูดถึงขนาดนั้นถ้ายังไม่รู้อีกว่าเรื่องอะไรก็แปลกแล้ว ถึงแม้โลกจะมีสภาพกลายเป็นแบบนี้แต่กระบวนการทางสรีระร่างกายของมนุษย์ไม่ได้หยุดลงไปด้วย
อีฮยอนซองเปิดปากพูดขึ้นได้จังหวะพอดี
“ถ้าเป็นชั่วโมงส่วนตัวงั้นผมขอไปห้องน้ำสักครู่นะครับ”
สถานการณ์แบบนี้ยังจะไปเข้าห้องน้ำอีก ชั่วขณะนั้นผมอยากจะตะโกนออกไปว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรแต่ลองคิดดูแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปใช้ห้องน้ำซึ่งสร้างมาอย่างดีเพราะแบบนี้สินะ เมื่อถึงสถานการณ์ฉุกเฉินจึงได้สั่งอพยพมาที่รถไฟใต้ดินกัน
“ผมขอไปด้วยนะครับ”
อีกิลยองก็ไปด้วยอีกคน ผมมองภาพด้านหลังของทั้งคู่ที่พากันเดินจากไปพวกเขาดูเหมือนพี่น้องอายุห่างกันมากที่สนิทสนมรักใคร่กันดี
ยูซังอาหันมาถามผม
“คุณดกจาจะอยู่ตรงนี้คนเดียวเหรอคะ”
“ผมว่าจะขึ้นไปด้านบนดูสักหน่อยน่ะครับ”
“คะ? ข้างนอกนั่นมีหมอกพิษนะ...จะไหวเหรอคะ”
“ไปแค่ครู่เดียวเท่านั้นเองครับ”
คำพูดของผมทำให้จองฮีวอนหรี่ตาลง
“...น่าสงสัยนะไปข้างนอกนั่นทำไมกันคะ”
“จะไปประกอบพิธีทางศาสนาสักครู่น่ะครับ”
“ประกอบพิธี...ทางศาสนา?”
ผมมองหน้าจองฮีวอนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับไปว่า
“เห็นแบบนี้ผมก็เป็นผู้มีจิตศรัทธานะครับ”
ไม่นานหลังจากนั้นผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าทางออกหกของสถานีมหาวิทยาลัยทงกุก จากข้อมูลที่ผมอ่านมาล่วงหน้า มันจะต้องเป็นที่นี่แน่ ๆ...
[คุณสัมผัสกับหมอกพิษมรณะ]
นึกแล้วเชียวที่นี่เองก็ได้รับผลกระทบจากแรดพิษนั่นด้วยเหมือนกัน
เนื่องจากว่าคราวนี้ผมไม่ได้ซื้อ ‘ปอดวานรเอลเลียน’ ดังนั้นจึงต้องรีบจัดการธุระให้เสร็จโดยเร็วผมกลั้นหายใจ วิ่งขึ้นไปบนบันไดเลื่อนซึ่งเชื่อมกับถนนมหาวิทยาลัยทงกุก
วิ่งไปได้ไม่นานก็ปรากฏรูปปั้นสัมฤทธิ์สีเทาอมฟ้าให้เห็น
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางคาดหวังกับการกระทำของคุณ]
รูปปั้นนี้สร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของพระรูปหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในช่วงกลางยุคโชซอนรู้สึกได้ถึงความสูงส่งอย่างไม่อาจอธิบายจากใบหน้าของพระอาจารย์ซึ่งสวมจีวรผืนเก่าและในมือถือไม้ไผ่ท่อนยาว
ผมมองชื่อที่สลักไว้เป็นแนวดิ่งใต้รูปปั้นสัมฤทธิ์
พระอาจารย์ยูจองซามยอง[1]
ดีละ ถูกต้องแล้ว ไม่มีร่องรอยด้วยว่าเคยมีใครมาที่นี่...ผมยืนอยู่ตรงหน้ารูปปั้นแล้วพนมมือ
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางมีความสุขกับการกระทำของคุณ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุน 100เหรียญ]
ผมไม่ลังเล เปิดใช้งาน ‘คมดาบแห่งศรัทธา’ ด้วยพลังดวงดาราบริสุทธิ์ต่อทันที
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางสงสัยในการกระทำของคุณ]
และฟาดฟันมันลงไปบนรูปปั้นพระอาจารย์ซามยองทั้งแบบนั้น
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางตกตะลึงในการกระทำของคุณ]
[1] พระอาจารย์ยูจองซามยอง (사명대사 유정) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำกองทัพพระสงฆ์ต่อสู้กับข้าศึกศัตรูในช่วงต้นของสงครามอิมจินภายหลังยังได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าซอนโจให้เป็นทูตเจรจาสันติภาพกับญี่ปุ่นซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดีทำให้โชซอนกับญี่ปุ่นกลับมามีสัมพันธไมตรีที่ดีอีกครั้ง