[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 6 เวลาแห่งการพิพากษา (3.2) (รีไรต์)

    กว่าข้อความจากระบบจะเด้งเตือนขึ้นมาก็เป็นตอนที่พวกเราเดินเท้าผ่านทางรถไฟสู่สถานียักซูมาได้ครึ่งทาง

            [ซีนาริโอหลักที่ 2 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว]

             

    <ซีนาริโอหลัก #2 - พบปะ>

    ประเภท : หลัก

    ระดับความยาก : E

    เงื่อนไขการเคลียร์ : ข้ามผ่านอุโมงค์และพบปะกับเหล่าผู้รอดชีวิตในฐานทัพหลักฐานแรก

    กำหนดระยะเวลา: ไม่มี

    รางวัล : 500 เหรียญ

    กรณีล้มเหลว : ???

     

            เห็นข้อความแล้วก็รู้สึกได้ว่านี่มันกำลังเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ต่างจากซีนาริโอหลักที่ 1 นับตั้งแต่ซีนาริโอหลักที่ 2 เป็นต้นไป ‘ฐานทัพหลัก’ มีตัวตนอยู่จริง

            จองฮีวอนถามขึ้น

            “ฐานทัพหลัก? พูดถึงที่ไหนเหรอคะ”

            ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะมีข้อความเพิ่มเติมปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อทันที

            [‘ฐานทัพหลัก’ ถัดไปคือ ‘ชุงมูโร’]

            “ชุงมูโร งั้นก็ใกล้นิดเดียวเองไปอีกแค่สามสถานีก็...”

            เกิดแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ พร้อมกับเหล่าหนูกระชอนที่ขุดโพรงโผล่หน้าออกมาฝูงหนูกระชอนจำนวนมากกว่าสามสิบตัวทำให้สีหน้าของจองฮีวอนกระตุกเกร็ง

            “...ต้องผ่านสามสถานีไปแบบนี้สินะ”

            คนที่ก้าวออกไปข้างหน้าเป็นคนแรกคืออีฮยอนซอง

            “ผมจะรับหน้าที่เป็นแนวหน้าเองครับ”

            ค่าสถานะของอีฮยอนซองผู้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มดาวรวมกันแล้วสูงเกินสามสิบเจ็ดทั้ง ๆ ที่เขาหาเหรียญได้น้อยกว่าผมมาก แต่กลับไล่ตามมาได้ถึงระดับนี้ว่าแล้วเชียว คนที่มีค่าสถานะดั้งเดิมสูงอยู่ก่อนแล้วอย่างไรก็ได้เปรียบกว่า

            ถ้ารู้ว่าจะกลายเป็นแบบนี้ละก็ผมคงวิดพื้นทุกวันไปแล้ว

            “ผมรับหน้าที่ระวังหลังให้นะครับ”

            อีกิลยองอาจจะยังมีค่าสถานะโดยรวมต่ำไปหน่อยแต่เพราะฝึกใช้สกิล[สายใยการสื่อสารอันหลากหลาย]อย่างสม่ำเสมอ เด็กน้อยจึงสามารถใช้ได้อย่างเสถียรมากขึ้น

            “ฉันจะช่วยด้วยค่ะ”

            ยูซังอาใช้ด้ายที่สร้างขึ้นจากพลังเวทจัดการขวางการเคลื่อนไหวของหนูกระชอนเอาไว้พลังโจมตีอาจจะต่ำ แต่ถ้าดูค่าสถานะโดยรวมละก็ ระดับของเธอน่าจะใกล้เคียงกับจองฮีวอนเลยทีเดียว

            “เยอะแต่จำนวนสินะอ่อนกว่าที่คิดไว้อีกนะคะ”

            ส่วนคนสุดท้าย จองฮีวอนคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเกี่ยวกับเธอคนนี้แล้วทั้ง ๆที่ค่าสถานะโดยรวมต่ำกว่าอีฮยอนซองแต่แค่สกิลเฉพาะตัวอย่างเดียวก็มากพอแล้วที่จะเรียกว่าเป็นตัวโกง

            ‘เวลาแห่งการพิพากษา’ สกิลเฉพาะตัวของ ‘ผู้พิพากษาแห่งการทำลายล้าง’ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่กลุ่มดาวพิจารณาแล้วว่าเป็นคนชั่วผู้กระทำเรื่องไม่ถูกต้องจองฮีวอนจะไม่มีวันแพ้เด็ดขาด

            ในที่สุดหนูกระชอนตัวสุดท้ายก็ล้มตายลงบนพื้นอีฮยอนซองที่ยืนถือโล่อยู่ข้าง ๆ พูดพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ

            “ฮู่...ระดับนี้ก็พอไหวนะครับ”

            ความจริงแล้วมันไม่ใช่ระดับที่จะสามารถเคลียร์ได้ง่ายๆ แบบนี้ ต่อให้รูปแบบการโจมตีของหนูกระชอนจะเรียบง่ายแค่ไหนจำนวนกว่าสามสิบตัวก็ไม่ใช่ตัวเลขที่จะรับมือได้ง่ายแน่นอน

            ขนาดผมเองยังไม่มั่นใจเลยว่าถ้าไม่เปิดใช้งาน[บุ๊กมาร์ก] แล้วจะกวาดล้างพวกมันได้ด้วยตัวคนเดียวทุกคนในกลุ่มแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้เลยหรือเนี่ย

            ไม่รู้ว่าพวกเราเดินเข้ามาในอุโมงค์นานแค่ไหนในที่สุดก็มองเห็นชานชาลาสถานีถัดไปอยู่ตรงหน้า

            “สถานียักซูค่ะว่าแต่ไม่มีใครอยู่เลยนะคะ...ไม่สิ ไม่ใช่ไม่มี”

            สถานียักซูเต็มไปด้วยซากศพของหนูกระชอนกับผู้คนที่เสียชีวิตแล้วดูจากรอยแผลคนส่วนหนึ่งไม่ได้โดนหนูกระชอนเล่นงาน แต่เป็นยูจุงฮยอก

            “ไปต่อเถอะครับตอนนี้เหลืออีกสองสถานี”

            พวกเรามุ่งหน้าเดินกันต่อไปเรื่อย ๆอย่างไรเสียจากสถานียักซูไปถึงสถานีมหาวิทยาลัยทงกุกก็เป็นระยะทางตรงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเลยวางแผนกันว่าควรจะมุ่งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ยังไปได้จะดีกว่า

            ตอนใกล้จะถึงสถานีมหาวิทยาลัยทงกุกพวกเราก็เผชิญหน้ากับฝูงหนูกระชอนอีกครั้งแล้วจัดการพวกมัน

            ระยะทางโดยรวมแค่สองกิโลเมตรเท่านั้นแต่เพราะพบกับการต่อสู้ที่ยากลำบากมากความแข็งแกร่งของสมาชิกในกลุ่มจึงลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว

            “พักที่นี่กันก่อนแล้วค่อยไปต่อเถอะครับ”

            “เหลืออีกแค่สถานีเดียวเองไปให้ถึงก่อนแล้วค่อยพัก...”

            “ไปถึงแล้วจะได้พักหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้หรอกนะครับ”

            ทุกคนปิดปากเงียบเมื่อได้ยินคำพูดของผม สิ่งอันตรายในโลกใบนี้ไม่ได้มีแต่สัตว์ประหลาดแน่นอนผมหันไปมองรอบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

            “ดูเหมือนคนอื่น ๆในสถานีนี้จะรีบอพยพกันออกไป อาจจะยังเหลือของใช้จำเป็นอยู่บ้างก็ได้ครับ”

            “อ๊ะ ถ้าอย่างนั้น...”

            คำว่าของใช้จำเป็นทำให้ยูซังอารีบยกมือขึ้นพรวดยูซังอากับจองฮีวอนมองสบตากัน ทั้งคู่พยักหน้าให้กันโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้นพอเห็นว่าผมยืนทำหน้างงจองฮีวอนก็ถาม

            “ทำไมคะ คุณดกจา อยากไปด้วยเหรอคะ”

            “ไม่ครับ ไปเถอะครับ”

            เล่นพูดถึงขนาดนั้นถ้ายังไม่รู้อีกว่าเรื่องอะไรก็แปลกแล้ว ถึงแม้โลกจะมีสภาพกลายเป็นแบบนี้แต่กระบวนการทางสรีระร่างกายของมนุษย์ไม่ได้หยุดลงไปด้วย

            อีฮยอนซองเปิดปากพูดขึ้นได้จังหวะพอดี

            “ถ้าเป็นชั่วโมงส่วนตัวงั้นผมขอไปห้องน้ำสักครู่นะครับ”

            สถานการณ์แบบนี้ยังจะไปเข้าห้องน้ำอีก ชั่วขณะนั้นผมอยากจะตะโกนออกไปว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรแต่ลองคิดดูแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปใช้ห้องน้ำซึ่งสร้างมาอย่างดีเพราะแบบนี้สินะ เมื่อถึงสถานการณ์ฉุกเฉินจึงได้สั่งอพยพมาที่รถไฟใต้ดินกัน

            “ผมขอไปด้วยนะครับ”

            อีกิลยองก็ไปด้วยอีกคน ผมมองภาพด้านหลังของทั้งคู่ที่พากันเดินจากไปพวกเขาดูเหมือนพี่น้องอายุห่างกันมากที่สนิทสนมรักใคร่กันดี

            ยูซังอาหันมาถามผม

            “คุณดกจาจะอยู่ตรงนี้คนเดียวเหรอคะ”

            “ผมว่าจะขึ้นไปด้านบนดูสักหน่อยน่ะครับ”

            “คะ? ข้างนอกนั่นมีหมอกพิษนะ...จะไหวเหรอคะ”

            “ไปแค่ครู่เดียวเท่านั้นเองครับ”

            คำพูดของผมทำให้จองฮีวอนหรี่ตาลง

            “...น่าสงสัยนะไปข้างนอกนั่นทำไมกันคะ”

            “จะไปประกอบพิธีทางศาสนาสักครู่น่ะครับ”

            “ประกอบพิธี...ทางศาสนา?”

            ผมมองหน้าจองฮีวอนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับไปว่า

            “เห็นแบบนี้ผมก็เป็นผู้มีจิตศรัทธานะครับ”

             

    ไม่นานหลังจากนั้นผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าทางออกหกของสถานีมหาวิทยาลัยทงกุก จากข้อมูลที่ผมอ่านมาล่วงหน้า มันจะต้องเป็นที่นี่แน่ ๆ...

            [คุณสัมผัสกับหมอกพิษมรณะ]

            นึกแล้วเชียวที่นี่เองก็ได้รับผลกระทบจากแรดพิษนั่นด้วยเหมือนกัน

            เนื่องจากว่าคราวนี้ผมไม่ได้ซื้อ ‘ปอดวานรเอลเลียน’ ดังนั้นจึงต้องรีบจัดการธุระให้เสร็จโดยเร็วผมกลั้นหายใจ วิ่งขึ้นไปบนบันไดเลื่อนซึ่งเชื่อมกับถนนมหาวิทยาลัยทงกุก

            วิ่งไปได้ไม่นานก็ปรากฏรูปปั้นสัมฤทธิ์สีเทาอมฟ้าให้เห็น

            [กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางคาดหวังกับการกระทำของคุณ]

            รูปปั้นนี้สร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของพระรูปหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในช่วงกลางยุคโชซอนรู้สึกได้ถึงความสูงส่งอย่างไม่อาจอธิบายจากใบหน้าของพระอาจารย์ซึ่งสวมจีวรผืนเก่าและในมือถือไม้ไผ่ท่อนยาว

            ผมมองชื่อที่สลักไว้เป็นแนวดิ่งใต้รูปปั้นสัมฤทธิ์

            พระอาจารย์ยูจองซามยอง[1]

            ดีละ ถูกต้องแล้ว ไม่มีร่องรอยด้วยว่าเคยมีใครมาที่นี่...ผมยืนอยู่ตรงหน้ารูปปั้นแล้วพนมมือ

            [กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางมีความสุขกับการกระทำของคุณ]

            [คุณได้รับเงินสนับสนุน 100เหรียญ]

            ผมไม่ลังเล เปิดใช้งาน ‘คมดาบแห่งศรัทธา’ ด้วยพลังดวงดาราบริสุทธิ์ต่อทันที

            [กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางสงสัยในการกระทำของคุณ]

            และฟาดฟันมันลงไปบนรูปปั้นพระอาจารย์ซามยองทั้งแบบนั้น

            [กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางตกตะลึงในการกระทำของคุณ]


    [1] พระอาจารย์ยูจองซามยอง (사명대사 유정) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำกองทัพพระสงฆ์ต่อสู้กับข้าศึกศัตรูในช่วงต้นของสงครามอิมจินภายหลังยังได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าซอนโจให้เป็นทูตเจรจาสันติภาพกับญี่ปุ่นซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดีทำให้โชซอนกับญี่ปุ่นกลับมามีสัมพันธไมตรีที่ดีอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT) ที่คุณอ่าน