ชิงหยางนั่งกัดกินเนื้อเสือขาวอย่างบ้าคลั่งเขาสวาปามเนื้อของมันเข้าไปมากถึงสิบชั่งหากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าเด็กหนุ่มกินเนื้อเสือขาวได้มากขนาดนี้เห็นทีเขาคงถูกว่าเป็นตัวประหลาด
หลังจากกินเนื้อเสือขาวแล้วเสร็จ เด็กหนุ่มได้เข้าสู่สมาธิแลทำการฝึกฝนเคล็ดวิชาชิงสวรรค์ในทันใด
ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าอสูร ค่ำคืนนี้มิมีแม้นแต่เสียงลมพัดผ่านมันเงียบสงัดเสียจนน่าใจหาย เพราะแต่ไหนแต่ไรป่าอสูรแห่งนี้มิเคยเงียบงันเช่นนี้สักครา
“ มันเงียบผิดปกติ “ ชายชราเหลาเอ่ย
เขากวาดสัมผัสของเขาออกตรวจสอบทั่วอาณา แต่ก็มิพบพานสิ่งใดที่ผิดปกติ“ รึจะเป็นเพราะเสือขาวถูกสังหารจึงมิมีการไล่ล่าเช่นทุกคืน “ เขาพึมพำ
ชิงหยางจ่อมจมอยู่ในเคล็ดวิชาชิงสวรรค์เขาพยายามที่จะเรียบเรียงตัวอักษรที่ล่องลอยอยู่แต่มิว่าเขาจะพยายามมากเพียงใดมันก็ไร้ผล เพราะเขามิอาจจัดเรียงตัวอักษรได้
เขาเปิดเปลือกตาขึ้น “ เห็นทีต้องลองจัดเรียงเมื่ออยู่ขั้นผสานวิญญาณ“ เขาพึมพำ
“ เวลานี้ต้องเตรียมเลือดสัตว์อสูรไว้ให้พอเพียงสำหรับทะลวงขั้นพลังที่มีอยู่เวลานี้ยังน้อยไป “ เขาพึมพำ
ชิงหยางมองยังขวดใส่เลือดของหมีขาวแลเสือขาว “ หากได้เลือดของหมาเกราะเหล็กระดับสามสูงสุดคงดีมิน้อย “ เขาพึมพำ
ชิงหยางสลัดความคิดทิ้งไป แลเริ่มทำการฝึกฝนต่อ
วันเวลาหมุนผ่านไปนานหลายวัน ในที่สุดก็ได้เวลาออกเดินทาง
เขาเร่งออกจากสำนักไปยังร้านของตู้ชางชานที่อยู่ในเมืองตะวันเมื่อเข้ามาในเมืองตะวันผู้คนมากมายต่างเหลียวมองยังเด็กหนุ่มเป็นตาเดียวเพราะเขานั้นสวมใส่ชุดของศิษย์ร้อยอันดับ โดยเฉพาะหญิงสาวต่างก็ส่งสายตาเชิญชวนส่วนชายหนุ่มได้แต่กำสองหมัดแน่น
เหล่าผู้ชราทั้งหลายต่างเร่งเข้าถามไถ่เพราะอยากผูกสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มเสียแต่เนิ่นๆมิแน่ว่าหากเด็กหนุ่มโด่งดังอาจได้รับประโยชน์มิมากก็น้อย
“ พี่ตู้ “ ชิงหยางร้องออกเมื่อเข้ามาในร้านค้า
“ น้องหยาง ข้ารอเจ้ามาช้านานยิ่งนัก “ ตู้ชางชานเอ่ยออกมา
“ ตุบ “ ชิงหยางวางถุงมิติลงยังโต๊ะ
ตู้ชางชานเร่งเปิดถุงมิติอย่างเร็วไวเมื่อถุงมิติถูกเปิดออกสองตาของเขาเร่งมองเข้าไปภายใน
“ นี่มัน “ เขาร้องออกมา
เขาแทบมิอยากเชื่อสายตาเลยว่าภายในถุงมิตินี้จะมีสัตว์ระดับสองสูงสุดมากมายนับร้อยทั้งระดับสามอีกราวสามสิบ เขามองยังสัตว์อสูรแลเด็กหนุ่มสลับไปมาราวกับมิอยากเชื่อว่าทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเด็กหนุ่มที่อยู่ต่อหน้า
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ ตู้ชางชานระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่นแลเร่งส่งเหรียญทองให้กับชายหนุ่มอย่างเร็วไว
“ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม “ ตู้ชางชานเอ่ยออกมา
“ ข้าเดาว่า ทั้งหมดนี่มิใช่ที่เจ้าหามาได้ “ ตู้ชางชานเอ่ย
“ เจ้าน่าที่จะเก็บตัวเด็ดๆไว้ “ เขาเอ่ย
“ พี่ตู้ “ ชิงหยางเอ่ยพร้อมกับยกยิ้ม
“ ดี ดี “ ตู้ชางชานเอ่ย
“ นี่ก็ใกล้จะถึงงานประลองแล้วสินะ “ ตู้ชางชานเอ่ย
“ ใช่ “ ชิงหยางพยักหน้า
“ ข้านั้นมิมีสิ่งใดจะให้เจ้าข้าก็ได้แต่อวยพรให้เจ้าโชคดีในการประลอง “ ตู้ชางชานเอ่ยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยของเขานั้นมันบอกถึงความรู้สึกที่ซับซ้อนของเขาได้เป็นอย่างดี
“ พี่ตู้ ข้ามิได้ต้องการสิ่งใดจากท่าน “ ชิงหยางเอ่ย
“ สิ่งที่ข้าต้องการก็คือใครสักคนที่ข้าสามารถพูดคุยได้ “ เขาเอ่ย
ตั้งแต่เล็กจนโตชิงหยางนั้นไร้ครอบครัว ไร้สหายเขาจึงอยู่คนเดียวมาโดยตลอด
“ อืม “ ตู้ชางชานรับรู้เรื่องของเด็กหนุ่มเป็นอย่างดีเขาเข้าใจดีว่าการที่อยู่ตัวคนเดียวนั้นมันเป็นเช่นใด
“ เย็นนี้จะมีการประมูล เจ้าอยากดูรึไม่ “ ตู้ชางชานเอ่ย
“ การประมูลรึ “ ชิงหยางพึมพำ
เขาจำได้ว่าเหล่ายอดยุทธที่เคยไปการประมูลได้บอกเล่าเรื่องของการประมูลให้กันฟังเด็กหนุ่มในเวลานั้นให้สนใจซึ่งการประมูลเป็นอย่างมากเพราะเขาเองก็อยากจะเห็นสมบัติล้ำค่าที่เข้าประมูลมาเวลานี้โอกาสอยู่ต่อหน้าของเขาแล้ว เขาย่อมที่จะมิพลาดโอกาส
“ ไป ข้าไป “ ชิงหยางเอ่ย
“ เช่นนั้นแล้ว เจ้าไปพักที่ห้องของเจ้าก่อนแลเมื่อถึงเวลาข้าจะไปเรียก “ ตู้ชางชานเอ่ย
“ อึ้ม “ ชิงหยางพยักหน้า แลเข้าไปในสวนหลังร้านอย่างเร็วไว
ตู้ชางชานฉีกยิ้มกว้างกับซากสัตว์อสูรที่สามารถทำเงินได้มากมายทั้งแก่นวิญญาณอสูรอีก เขาครุ่นคิดถึงจำนวนเงินที่จะได้ในครั้งนี้ “น่าจะหลายพันเหรียญทอง “ เขาพึมพำ
จวบจนได้เวลาเริ่มประมูล
ตู้ชางชานเดินเคียงข้างเด็กหนุ่มไปยังหอประมูลของเมืองตะวัน
ชิงหยางกวาดตามองทั่วเขาพบว่าผู้ที่มายังหอประมูลนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหล่าผู้ชราของหลายตระกูลหลายสำนักยอดยุทธพเนจรก็มี ผู้คนที่มานั้นล้วนแล้วแต่เป็นยอดยุทธระดับสัมผัสฟ้าดินต่ำสุดก็คือผสานวิญญาณระดับแปด
“ สมแล้วกับคำที่ว่า หอประมูลเป็นแหล่งรวบรวมยอดยุทธ “ ชิงหยางพึมพำ
เมื่อเข้ามาถึงยังหน้าหอประมูลคนของหอประมูลได้ทำการซักประวัติทุกคนที่เข้ามาร่วมประมูล ทำให้ผู้คนมากมายต่อแถวยืดยาวจนเกิดความไม่พอใจขึ้นแต่จนแล้วจนรอดก็มิมีสิ่งใดเกิดขึ้น
หลังจากถูกซักประวัติแล้วเสร็จตู้ชางชานได้พาเด็กหนุ่มเข้าไปในหอประมูลเขาเลือกที่นั่งแถวหลังสุดเพราะว่าเขามีทุนน้อย จึงมิอาจเสนอหน้าที่ขอบเวทีได้
หลังจากรออยู่ครู่ใหญ่ได้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินขึ้นยังเวทีท่วงท่าที่องอาจของเขานั้นมันช่างน่ายำเกรงยิ่งนัก
ชิงหยางมองยังชายผู้นั้นแลพยักหน้าช้าๆ เมื่อเขานำเสนอสมบัติชิ้นแรก
ตลอดการประมูลนั้นเด็กหนุ่มให้ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่งเพราะสิ่งของที่ถูกนำเขามาประมูลนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติล้ำค่าหาได้ยากยิ่งทั้งราคาที่ถูกประมูลออกไปนั้นก็แพงลิบลิ่ว มันแพงชนิดที่เขายังมิกล้าจะเอ่ยถึงมัน
ที่แพงที่สุดเห็นจะเป็นโอสถเบิกปฐพีสำหรับใช้ทะลวงขั้นพลังของผู้สัมผัสฟ้าดินสูงสุดเพื่อก้าวไปเป็นผู้เบิกปฐพีมันถูกประมูลไปด้วยราคามหาโหด มันมากมายเสียจนเด็กหนุ่มขนลุกซู่เขามิกล้าแม้นจะหายใจเมื่อพูดถึงจำนวนเหรียญทองที่จ่ายออกไป
“ หากเป็นนักหลอมโอสถได้คงหาเงินได้มาก “ เขาพึมพำ
“ นั่นมันแน่อยู่แล้ว ทั้งยังได้รับเคารพจากผู้คนมากมาย “ตู้ชางชานเอ่ย
“ อืม “ ชิงหยางพยักหน้า
ในขณะที่การประมูลกำลังดำเนินไป
“ ครืนนน “ ผืนพาราทั่วเมืองตะวันได้เกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ ครึก ครัก “ อาคารของหอประมูลพลันสั่นไหวเลื่อนลั่น
ผู้คนมากมายพลันเกิดแตกตื่น ต่างก็ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายลั่นร้อนถึงคณะผู้จัดงานเร่งออกไปหาข้อมูล
“ นั่นมันอะไร “ ชายชราผู้หนึ่งมองยังกลุ่มควันที่ฟุ้งกำจายอยู่กลางป่า
หมอกควันหนาแน่นล่องลอยปกคลุมทั่วอาณาของป่าสิ้นทำให้มิอาจมองเห็นผืนป่าที่เขียวชะอุ่มได้
ผู้คนมากมายต่างเร่งทะยานร่างเข้าใกล้ผืนป่าอย่างรวดเร็วเพราะพวกเขากลัวว่าหากสมบัติล้ำค่าปรากฎขึ้นพวกเขาก็จะมิสามรถสามารถช่วงชิงได้ทัน
เมื่อผู้คนออกจากหอประมูลจนสิ้นการประมูลจึงต้องยุติลงโดยปริยาย
เด็กหนุ่มออกมาพร้อมกับตู้ชางชาน เขามองยังกลุ่มหมอกควันหนาจิตใจของเขาพลันเต้นระรัวทั่วร่างของเขาพลันสั่นเทิ้ม
ตู้ชางชานมองยังเด็กหนุ่ม เขาให้สงสัยในตัวเด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่งว่าเกิดสิ่งใดขึ้น“ รึว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะเกี่ยวข้องกับน้องหยาง “ เขาพูดในใจ
ตู้ชางชานเร่งลากเด็กหนุ่มออกจากจุดที่ยืนอย่างรวดเร็วแลหาที่ลับตาคนหลบซ่อน