หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่1
หยกครึ่งชิ้นในคืนหิมะ
หิมะแรกของฤดูเหมันต์โปรยลงเหนือวังหลวงต้าเยี่ยนอย่างเงียบงัน เกล็ดขาวลอยผ่านหลังคากระเบื้องดำ ผ่านโคมแดงใต้ชายคาที่ไหวเบา ๆ ก่อนละลายหายไปบนพื้นหินเย็นเยียบ
ค่ำคืนนี้วังหลวงงดงามราวภาพวาด — แต่ความงามเช่นนี้ไม่เคยมีไว้เพื่อปลอบโยนผู้ใด
ในตำหนักอวี้หลันด้านตะวันออก องค์ชายสามหลี่เฉิงเยว่นั่งอยู่ลำพังหน้าโต๊ะไม้จันทน์ กลิ่นกำยานลอยอวล แสงเทียนกระทบสันกรามคมชัดของเขา ดวงตาเรียวยาวสงบนิ่งราวสระน้ำกลางหนาว อาภรณ์สีขาวปักลายเมฆเงินทำให้แม้แต่ขันทีที่ยืนห่าง ๆ ก็ไม่กล้าหายใจแรง
บนโต๊ะมีฎีกากองหนึ่ง ถ้วยชาที่ยังอุ่น และกล่องไม้ใบเล็กปิดสนิทอยู่ข้างตะเกียง
เขาไม่รู้ว่าเริ่มเก็บมันไว้ั้แ่เมื่อใด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งข้างในสำคัญต่อเขาอย่างไร รู้เพียงว่าทุกครั้งที่เปิดออกดู หัวใจจะเจ็บแปลบขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ราวกับอดีตบางส่วนพยายามเคาะประตูความทรงจำ แต่ไม่เคยดังพอให้เขาได้ยินชัด
นิ้วเรียวแตะฝากล่อง แล้วเปิดออก
ภายในบุด้วยผ้าไหมเก่าสีซีดจาง ตรงกลางวางหยกขาวนวลครึ่งชิ้น รูปทรงไม่สมบูรณ์เหมือนถูกหักแบ่งจากอีกครึ่งอย่างตั้งใจ บนผิวมีรอยสลักเล็กจนแทบมองไม่เห็น — คำว่า "เยว่" แปลว่าจันทร์
เขายกหยกขึ้น แสงเทียนลอดผ่านเนื้อหยกขุ่นมัวจนเกิดเงาสั่นไหวบนฝ่ามือ
ทันใดนั้นภาพหนึ่งวูบผ่านหัว — ควันไฟหนาทึบ เสียงไม้ลั่นแตก กลิ่นไหม้ฉุนจมูก และเสียงเด็กคนหนึ่งะโกลางเปลวเพลิง
"อย่ากลัว ข้าจะพาท่านออกไป!"
หลี่เฉิงเยว่สะดุ้งเล็กน้อย นิ้วกำหยกแน่นขึ้น ภาพนั้นหายไปเร็วราวกับไม่เคยเกิด เหลือไว้เพียงอาการปวดตื้อในอกและเสียงหิมะนอกหน้าต่างที่เงียบเกินไป
"องค์ชาย" เสียงขันทีเฒ่าฝูอันดังจากนอกม่าน
เขาเก็บหยกกลับลงกล่อง ปิดฝาช้า ๆ "เข้ามา"
ฝูอันก้มศีรษะจนแทบติดพื้น "ทูลองค์ชาย ทหารจากกององครักษ์มาถึงแล้ว แม่ทัพหลัวส่งมาเป็ทหารเอกประจำพระองค์ ตามพระบัญชาฝ่าา เพิ่งกลับจากชายแดนเหนือ มีความชอบปราบกองโจรเผ่าเป่ยหลาง ฝ่าาทรงเห็นว่าวังหลวงไม่สงบ จึงให้มาคุ้มกันองค์ชายเป็การเฉพาะ"
มุมปากหลี่เฉิงเยว่คล้ายยิ้ม แต่ไร้ความอบอุ่น "ฝ่าาเป็ห่วงข้า หรืออยากส่งคนมาจับตาข้ากันแน่"
"กระหม่อมมิบังอาจคาดเดาพระทัยฝ่าา"
ในวังหลวง ไม่มีของขวัญใดไร้เจตนา ไม่มีความห่วงใยใดบริสุทธิ์ และไม่มีผู้ใดถูกส่งมาอยู่ข้างกายเขาโดยไม่มีเหตุผล
"ให้เข้ามา"
ประตูเปิดออก ลมหนาวพัดเข้ามาจนเปลวเทียนไหววูบ ชายหนุ่มร่างสูงก้าวเข้ามาในชุดเกราะดำเข้มเหนืออาภรณ์ทหารสีกรมท่า เกล็ดหิมะยังติดบ่าและปลายผม ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาลึกสงบ มีกลิ่นอายดาบที่ผ่านสนามรบจริงติดอยู่ทุกอิริยาบถ — ไม่งดงามแบบขุนนางในวัง แต่คมแข็งเงียบงันแบบคนที่เคยเดินผ่านความตายมาหลายครั้ง
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "กระหม่อมเซวียนอี้ ถวายบังคมองค์ชายสาม"
เพียงแวบแรกที่สายตาทั้งสองสบกัน บางอย่างในอกองค์ชายหนุ่มพลันกระตุกอย่างประหลาด ไม่ใช่ความใ ไม่ใช่ความหวาดระแวง แต่เป็ความคุ้นเคยที่ไม่ควรมี ราวกับเขาเคยเห็นดวงตาคู่นี้ เคยได้ยินเสียงนี้ เคยมีมือเล็ก ๆ เปื้อนเขม่าจับแขนเขาไว้แล้วพูดซ้ำ ๆ ว่าอย่ากลัว
"เงยหน้า"
แสงเทียนเผยรอยแผลจาง ๆ ใกล้คิ้วซ้ายของทหารหนุ่ม และรอยแผลเก่าที่ซ่อนอยู่ตรงลำคอ หลี่เฉิงเยว่ไม่รู้ว่าเหตุใดสายตาของตนจึงหยุดอยู่ตรงนั้นนานเกินควร
"เ้าเคยพบข้ามาก่อนหรือไม่"
เซวียนอี้นิ่งไปชั่วขณะ เพียงเสี้ยวลมหายใจ ดวงตาของเขาดูสั่นไหว ก่อนกลับมานิ่งดังเดิม
"ทูลองค์ชาย กระหม่อมเป็เพียงทหารชายแดน เพิ่งมีวาสนาเข้าเฝ้าเป็ครั้งแรก"
คำตอบไร้ที่ติ น้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าไม่เปลี่ยน — แต่เหตุใดหลี่เฉิงเยว่จึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก หรือบางทีคนที่โกหกอาจเป็ความทรงจำของเขาเอง
เขาเอนกายพิงพนัก "ในเมื่อฝ่าาส่งเ้ามา เ้าคงรู้หน้าที่ตนดี"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"หน้าที่ของเ้าคือคุ้มครองข้า ไม่ใช่สอดส่องข้า"
"กระหม่อมรับบัญชา"
"หากมีผู้ใดสั่งให้เ้าทำอย่างอื่นเล่า"
ห้องเงียบลงทันที มีเพียงลมหวีดหวิวนอกหน้าต่างราวใครกระซิบอยู่ในหิมะ เซวียนอี้เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสงบนิ่งแต่ลึกลงไปมีบางอย่างหนักแน่นกว่าคำสัตย์ใด
"นับแต่ก้าวเข้าตำหนักอวี้หลัน กระหม่อมมีนายเพียงผู้เดียว"
คำพูดเช่นนี้ในวังหลวงมีราคาถูกกว่าถ้วยชาบนโต๊ะ ผู้คนล้วนกล่าวคำสัตย์ด้วยริมฝีปากแล้วซ่อนมีดไว้ในแขนเสื้อ แต่เมื่อคำนี้ออกจากปากเซวียนอี้ หลี่เฉิงเยว่กลับไม่รู้สึกอยากเยาะหยัน ตรงกันข้าม หัวใจกลับเงียบลงอย่างประหลาด ราวกับรอคำนี้มานานแล้ว
"ดี เช่นนั้นต่อจากนี้เ้าจะอยู่ข้างกายข้า" เขาหลุบตาลง "แต่จำไว้ ข้าไม่ชอบคนตายแทน"
เซวียนอี้ชะงักเล็กน้อย
"คนในวังมักพูดว่าจะยอมตายเพื่อข้า ข้าฟังจนเบื่อแล้ว หากเ้าตาย ข้าก็เสียหมากไปหนึ่งตัว เท่านั้นเอง"
ถ้อยคำเ็าจนฝูอันลอบกลืนน้ำลาย แต่เซวียนอี้เพียงก้มศีรษะนอบน้อม "กระหม่อมจะไม่ตายง่าย ๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"ดี คืนนี้เฝ้าอยู่นอกตำหนัก ไม่ต้องเข้ามาหากข้าไม่เรียก"
เซวียนอี้คำนับแล้วถอยออกไปเงียบเชียบ กลิ่นหิมะยังเหมือนหลงเหลืออยู่ในห้อง
ฝูอันเอ่ยอย่างระมัดระวัง "องค์ชาย ทรงไม่ไว้ใจทหารผู้นั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่ไว้ใจผู้ใดทั้งนั้น"
"แล้วเหตุใดจึง..." — เหตุใดจึงยอมให้เขาอยู่ข้างกาย ฝูอันไม่ได้ถามต่อ แต่หลี่เฉิงเยว่เข้าใจ เพราะเขาเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน เหตุใดเพียงเห็นคนผู้นั้นคุกเข่าตรงหน้า เขาจึงรู้สึกเหมือนเงาที่ตามหามานานได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม
เขาหลับตาลง ภาพเปลวไฟในฝันผุดขึ้นอีกครั้ง เด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาท่ามกลางควันหนาทึบ ใบหน้าเปื้อนเขม่า แขนมีรอยไหม้ แต่ดวงตากลับดื้อรั้นอย่างเหลือเชื่อ
"จับมือข้าไว้"
"ข้าเดินไม่ไหว..."
"เช่นนั้นข้าจะแบกท่านเอง"
เสียงนั้นไกลเหมือนมาจากอีกชีวิตหนึ่ง เขาลืมตาขึ้นทันที ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
"ฝูอัน สิบห้าปีก่อน ตำหนักใดในวังเคยเกิดไฟไหม้"
ใบหน้าฝูอันซีดลงในพริบตา "ทูลองค์ชาย เื่เก่านานมากแล้ว กระหม่อม..."
"ข้าถามว่าตำหนักใด" — น้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้น แต่เย็นลงจนคนฟังหนาวถึงกระดูก
ฝูอันคุกเข่าทันที "ตำหนักเย็นเก่าทางทิศเหนือพ่ะย่ะค่ะ เป็เพียงอุบัติเหตุ ไฟจากเตาถ่านลามไปยังม่าน"
"มีคนตายหรือไม่"
"มีนางกำนัลสองคน ทหารยามหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ"
"เด็กเล่า"
ฝูอันเงยหน้าขึ้นอย่างใ เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากทั้งที่อากาศหนาวจัด "กระหม่อมไม่เคยได้ยินว่ามีเด็กเกี่ยวข้องพ่ะย่ะค่ะ"
โกหก — หลี่เฉิงเยว่ได้ยินคำนี้ดังขึ้นในใจ แต่ไม่เปิดโปง เพราะบางครั้งคำโกหกก็มีประโยชน์กว่าความจริง มันชี้ให้เห็นว่าผู้ใดกำลังซ่อนสิ่งใด
"ออกไปเถอะ"
เมื่อประตูปิดลง เหลือเพียงเขา แสงเทียน กล่องไม้ และเสียงหิมะ เขาเปิดกล่องอีกครั้ง ปลายนิ้วลูบผ่านรอยสลักคำว่าเยว่ แล้วจู่ ๆ ก็นึกถึงเสียงของตนเองเมื่อยังเด็ก
"ข้าจะจำเ้าได้"
ประโยคนั้นชัดขึ้นมาเพียงครู่ก่อนจางหายเหมือนหมึกละลายในน้ำ
"จำใครกัน..." ไม่มีใครตอบ มีเพียงหยกครึ่งชิ้นในมือที่เย็นราวเก็บหิมะทั้งคืนไว้ภายใน
ด้านนอกตำหนัก เซวียนอี้ยืนใต้ชายคา หิมะตกหนักขึ้นเกาะบนเส้นผมและบ่ากว้าง แต่เขาไม่ขยับ ดาบยาวแนบข้างกาย สายตาจับจ้องความมืดเบื้องหน้า
ทหารยามที่เดินผ่านกระซิบกันว่าแม่ทัพหลัวส่งยอดฝีมือมาให้องค์ชายสามจริงหรือไม่ บ้างว่าเขาฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา บ้างว่าเป็เพียงสุนัขรับใช้ตัวใหม่ของเ้านายผู้เ็า
เซวียนอี้ได้ยินทุกคำแต่ไม่ใส่ใจ เขาเคยเป็เด็กกำพร้า เคยเป็ทหารฝึกหัด เคยถูกโยนเข้าสนามรบเพื่อดูว่าจะรอดหรือไม่ ชื่อเสียงหรือคำดูถูกไม่เคยสำคัญ สิ่งเดียวที่สำคัญคืนนี้คือคนในตำหนักนั้นยังมีชีวิตอยู่
มือของเขายกขึ้นแตะอกเสื้อโดยไม่รู้ตัว ใต้ชุดเกราะมีถุงผ้าเล็กซ่อนหยกครึ่งชิ้นที่พกติดตัวมาสิบห้าปี — หยกที่มีรอยสลักคำว่า "อี้" แปลว่าปีก
เขาจำได้เพียงไฟ มือเล็ก ๆ ที่สั่นอยู่ในมือเขา และเด็กชายผู้หนึ่งมอบหยกให้ท่ามกลางสวนเหมยที่ปกคลุมด้วยควัน ดวงตาที่แม้เปื้อนน้ำตาก็ยังพยายามทำเหมือนไม่กลัว
"วันหนึ่ง หากไม่มีผู้ใด้าเ้า จงมาหาข้า ข้าจะจำเ้าได้"
องค์ชายจำเขาไม่ได้ — ดีแล้ว บางทีการจำไม่ได้อาจปลอดภัยกว่า เพราะหากความทรงจำคืนนั้นกลับมา สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงอดีต แต่เป็คนตาย ความลับในวัง และมือที่เคยจุดไฟเผาตำหนักเย็นด้วย
เสียงแ่เบาแว่วมาจากปลายระเบียง แทบกลืนไปกับเสียงหิมะ แต่เซวียนอี้หันไปทันที มือแตะด้ามดาบ
เงาดำเคลื่อนผ่านหลังเสาอย่างรวดเร็ว — เร็วพอหลบสายตาทหารยามทั่วไป แต่ไม่พอหลบคนที่ผ่านสนามรบมาแล้ว
ดาบถูกชักออกไร้เสียง เซวียนอี้ก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ร่างของเขาก็หายไปในเงาชายคา
เงาดำรู้ตัวว่าถูกพบ พุ่งหนีไปทางสวนด้านหลัง หิมะบนพื้นถูกเหยียบจนเป็รอยลึก เซวียนอี้ไล่ตามอย่างเงียบเชียบ ลมหนาวพัดแรงขึ้น โคมแดงไหวรุนแรงจนแสงวูบวาบ
ถึงมุมสวน เงานั้นหันกลับมาซัดมีดบินสามเล่ม เซวียนอี้เอียงหลบเล่มแรก ปัดตกเล่มที่สอง หนีบเล่มที่สามไว้ระหว่างนิ้วอย่างแม่นยำ
คมมีดสะท้อนแสงจันทร์เย็นเยียบ บนด้ามมีตราสลักรูปดอกเหมยสีดำ
เซวียนอี้ชะงัก — ดอกเหมยดำ
เงาดำอาศัยจังหวะนั้นะโข้ามกำแพง หายเข้าไปในความมืด เขาไม่ไล่ต่อ เพราะในวังหลวง การไล่ศัตรูออกจากตำหนักของนายอาจเป็กลลวงให้ทิ้งที่คุ้มกัน
เขาก้มเก็บมีดบินขึ้นมา ดวงตาเย็นลง — ดอกเหมยดำไม่ควรปรากฏในวังหลวง ยิ่งไม่ควรปรากฏใกล้ตำหนักอวี้หลัน
เสียงประตูตำหนักเปิดออก เซวียนอี้หันกลับทันที
หลี่เฉิงเยว่ยืนใต้ชายคา เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินคลุมทับอาภรณ์ขาว ใบหน้าซีดกว่าปกติเล็กน้อย แต่ดวงตาคมชัดในแสงหิมะ
"เกิดอะไรขึ้น"
เซวียนอี้คุกเข่าลง "มีผู้บุกรุกพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไร้ความสามารถ ปล่อยให้มันหนีไปได้"
หลี่เฉิงเยว่ไม่มองาแเล็ก ๆ บนแก้มของตน กลับมองรอยเืบาง ๆ บนแก้มเซวียนอี้แทน "เ้าเจ็บ?"
เซวียนอี้นิ่งไป คำถามสั้นมาก น้ำเสียงยังเย็นเช่นเดิม แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดมันกลับสั่นหัวใจเขายิ่งกว่าคมมีดเมื่อครู่
"เพียงรอยขีดข่วนพ่ะย่ะค่ะ"
"มีด" หลี่เฉิงเยว่ยื่นมือออกมา
ทันทีที่เห็นตราดอกเหมยดำ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที เล็กจนแทบไม่มีใครสังเกต — แต่เซวียนอี้เห็น
"องค์ชายรู้จักสัญลักษณ์นี้หรือพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ไม่ตอบ เขาจ้องตราดอกเหมยดำ ความปวดในศีรษะพลันแล่นขึ้นรุนแรง — ควันไฟ สวนเหมย เสียงร้องไห้ เืบนหิมะ และมือหนึ่งที่มีแหวนดอกเหมยดำ
เขาเซถอยหลังครึ่งก้าว เซวียนอี้ลุกขึ้นประคองแขนเขาไว้โดยไม่ทันคิด "องค์ชาย!"
ัันั้นทำให้ทั้งคู่ชะงักพร้อมกัน มือของเซวียนอี้อบอุ่นแม้เพิ่งยืนกลางหิมะมานาน หลี่เฉิงเยว่ก้มมองมือที่จับแขนตน — ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เขากลับไม่ผลักออก ตรงกันข้าม ความคุ้นเคยบางอย่างแผ่ซ่านขึ้นมาเงียบ ๆ เหมือนครั้งหนึ่งเขาเคยถูกมือนี้จับไว้แน่น แน่นจนผ่านเปลวไฟออกมาได้
เซวียนอี้รู้ตัวว่าล่วงเกิน รีบปล่อยมือแล้วคุกเข่าลง "กระหม่อมสมควรตาย"
หิมะตกลงมาระหว่างคนทั้งสอง วังหลวงทั้งวังเงียบหายไป เหลือเพียงแสงโคมไหวเบา ๆ และรอยเืจาง ๆ บนแก้มทหารหนุ่ม
"ข้าบอกแล้วว่าไม่ชอบคนพูดเื่ตาย" หลี่เฉิงเยว่หันหลังกลับเข้าตำหนัก "เข้ามา ข้าจะให้คนทำแผลให้เ้า"
"องค์ชาย กระหม่อม..."
"นี่คือคำสั่ง"
เซวียนอี้เงียบลง มองแผ่นหลังสูงศักดิ์ เ็า และโดดเดี่ยวอย่างยิ่งของเ้านาย บางอย่างในอกเจ็บขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ราวกับเมื่อหลายปีก่อนเขาเคยเห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ในสวนเหมยด้วยแผ่นหลังเช่นนี้ — เด็กชายที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เด็กชายที่ยื่นหยกครึ่งชิ้นให้เขาแล้วบอกว่าจะจำเขาได้
เขาก้มหน้า มือใต้แขนเสื้อกำถุงผ้าที่ซ่อนหยกไว้แน่น
องค์ชายอาจจำไม่ได้ แต่เขาจะจำแทนเอง ไม่ว่าจะเป็คืนไฟไหม้ คำสัญญา หรือคนที่เคยถูกเขาพาออกมาจากเปลวเพลิง เขาจะจำให้หมด และหากวันหนึ่งความทรงจำเ่าั้กลายเป็ภัยต่อองค์ชาย เขาจะเป็ดาบที่ตัดภัยนั้นออกไป แม้ต้องตัดตัวเขาเองออกจากชีวิตองค์ชายด้วยก็ตาม
คืนนั้นหิมะยังตกไม่หยุด ไม่มีใครในวังหลวงรู้ว่ามีดบินตราดอกเหมยดำเล่มหนึ่งได้เปิดรอยแผลเก่าที่ฝังไว้มานานสิบห้าปี
และไม่มีใครรู้ว่าการมาถึงของทหารเอกนามเซวียนอี้ จะทำให้องค์ชายสามผู้เ็าที่สุดในวังหลวง เริ่มได้ยินเสียงหัวใจของตนเองอีกครั้ง
เสียงนั้นเบามาก แต่ชัดเจนพอจะเรียกชื่อใครบางคนจากอดีต
อี้ — ปีกที่หายไปของจันทร์