การก้าวไปข้างหน้า
การพบเจอคนจากกลุ่มราชสีห์มงกุฎทองนั้นทำให้อารมณ์เที่ยวเล่นของกัสบินหายไปจนหมดสิ้นเขาก็เลยตัดสินใจกลับไปยังดันเจี้ยนในทันที
ทว่าก่อนที่จะกลับเขาก็ไม่ลืมทำในสิ่งที่ต้องทำก่อนเพื่อไม่ให้ปัญหาที่เขาจงใจสร้างในวันนี้ต้องเสียเปล่า
เพียงเพื่อให้คนจากกลุ่มหนูใต้ดินเสียสมาธิไปเพียงช่วงสั้นๆกัสไม่เสียใจเลยที่ขยายเรื่องเล็กๆ ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะการสร้างปัญหาให้กับบุรุษสตรีทั้งสองจากกลุ่มราชสีห์มงกุฎทองคู่นั้น
โดยเฉพาะการลงมือที่เรียกได้ว่าโหดเหี้ยมของเขาที่ช่วงชิงเสียงไปจากบุรุษหนุ่มคนนั้นตลอดกาลด้วยการกัดกินวิญญาณตรงลำคอของมันไปหรือถ้าขยายความให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือการกัดกินวิญญาณที่เชื่อมต่อกับกล่องเสียงของมันไปจนทำให้กล่องเสียงของมันไม่อาจใช้งานได้อีกตลอดกาล
จากการศึกษาค้นคว้ามานานนับพันปีตระกูลอันดูวเดธของเขาย่อมนับเป็นตระกูลที่มีความเข้าใจในด้านของวิญญาณมากที่สุดจึงไม่แปลกที่กัสจะรู้ว่าการโจมตีวิญญาณนั้นสามารถทำลายการเชื่อมต่อของวิญญาณกับกายเนื้อได้และด้วยวิธีที่เขาทำลงไป
วิญญาณของบุรุษหนุ่มที่ผสานกับลำคอของมันก็ได้ถูกกัสฉีกกระชากจนขาดไปชิ้นใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงความเจ็บปวดจากการถูกโจมตีเข้าใส่วิญญาณโดยตรงที่เจ็บเกินกว่าจะอธิบายได้ผลกระทบที่ตามมาเองก็หนักหนาสาหัสเป็นที่สุดและที่สำคัญการรักษาวิญญาณที่ถูกฉีกกระชากเองก็ยากมากด้วย
ปัญหานี้แน่นอนว่าต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ทว่ากัสไม่กลัวเลยสักนิดเพราะกลุ่มราชสีห์มงกุฎทองนั้นเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆพวกที่อาศัยบารมีจากบรรพชนจนเติบใหญ่
ในปัจจุบันถึงแม้ว่าพวกมันจะพยายามรักษาตระกูลให้ยิ่งใหญ่เอาไว้ได้แต่สภาพของพวกมันจริงๆ แล้วเหลือแค่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น เนื้อในของมันไม่ได้มีความแข็งแกร่งอะไรเลย
ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับคนกลุ่มนี้จริงๆกัสก็ไม่กลัวยังไม่พูดถึงเรื่องที่มันพูดออกมาซึ่งเขาไม่มีวันยอมอดทนได้ทำให้เขาตัดสินใจใช้มันเป็นเครื่องสังเวยเพื่อทำให้แผนการของเขาสำเร็จ
กัสกับน้องสาวเดินตรงกลับไปยังดินแดนของพวกเขาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมสีหน้าของพวกเขาเห็นได้ชัดว่าหงุดหงิดมาก
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาได้เชือดคนจากกลุ่มราชสีห์มงกุฎทองให้พวกหนูใต้ดินดูไปเมื่อครู่หรือเป็นเพราะเขาได้เปิดเผยฐานะของตัวเองออกมาจึงทำให้พวกหนูใต้ดินที่ไม่น่าจะลามือง่ายๆกลับนิ่งเฉยไปโดยไม่ลงมือหรือทำอะไรเขาเลยจนกระทั่งกัสกลับไปถึงบ้านในดินแดนของเขา
เมื่อเข้ามาในดินแดนซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดได้กัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วส่งเสียงเรียกให้ทุกคนมารวมกันดังๆ ครั้งหนึ่ง
กัสเดินเข้าไปในมิติย่อยทีละแห่งเพื่อเรียกบราวนี่กับลูกและมิโดริที่ทำงานอยู่ในสวนผลไม้กลับมาทีละคนต่อจากนั้นก็นำโต๊ะตัวใหญ่ออกมาตั้งที่ลานกว้างหน้าบ้านก่อนจะเทเอาของที่ซื้อมาในวันนี้ลงบนโต๊ะ
“มาๆ เข้าแถวๆวันนี้ข้าไปซื้อของมาดังนั้นพวกเราจะแบ่งข้าวของเครื่องใช้กัน มารับไปเร็ว!”
เมื่อได้ยินว่ามีการแจกของ แน่นอนว่าเด็กๆย่อมต้องส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ของใช้บางอย่างนั้นดันเจี้ยนไม่มีให้ทำให้พวกเธอไม่ได้ใช้มานานไม่ว่าจะเป็นสบู่ที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่แม้จะทำความสะอาดตัวได้เหมือนกับการใช้เวทมนตร์ชำระกายแต่ก็ให้อารมณ์กว่ามาก
ไหนจะม้วนผ้าเนื้อดีที่ถูกแบ่งไปให้บราวนี่กับโรสคนละหลายม้วนไปจนถึงการประกาศว่าจะตัดเสื้อผ้าใหม่ให้ทุกคนเป็นรางวัลที่ทำงานหนักทำให้เด็กสาวทุกคนพากันส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ
บรรยากาศภายในดินแดนเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงทุกคนมีความสุขกับของฝากที่กัสนำมาให้
แต่ถึงจะดีใจแค่ไหนงานก็ยังเป็นงานหลังจากแจกจ่ายของฝากจนได้รับกันครบทุกคนแล้วกัสก็ตบมือเบาๆเพื่อบอกให้ทุกคนกลับไปทำงานของตัวเองตามเดิม
เหล่าเด็กสาวก็พากันขานรับจากนั้นจึงแยกย้ายกันออกไปทำงานของตัวเองตามเดิมด้วยอารมณ์ที่สดใสซึ่งทำให้กัสมีความสุขไปด้วย
“น้องเองก็ขอตัวไปตกปลาก่อนนะคะท่านพี่”
“หืม..เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป..วันนี้ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าหน่อย..”
พูดจบแล้วกัสก็โบกมือน้อยๆเรียกน้องสาวเข้าไปนั่งคุยในบ้านทำให้เด็กสาวนึกแปลกใจแต่ก็ยอมเดินตามเข้าไปแต่โดยดี
ภายในบ้านหลักกัสนั่งลงบนเก้าอี้และนำบันทึกโลกวิญญาณของเขาออกมาเปิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปหาน้องสาว
“วันนี้เจ้าเองก็ได้เห็นแล้วใช่ไหมว่าดินแดนของญาติพี่น้องของพวกเราเป็นยังไง เจ้ามีความคิดเห็นอะไรบ้างไหม”
“ดินแดนของพวกท่านพี่หรือคะ น้องไม่ทราบหรอกค่ะแต่น้องรู้สึกว่าทุกคนโชคดีมากทีเดียว”
“ใช่..ทุกคนโชคดี แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้โชคดีแบบนั้นเจ้าก็เห็น..มีท่านพี่คนหนึ่งที่มีเพียงป่าแห่งเดียวจึงต้องพึ่งพาการเพาะปลูกเพื่อสร้าง DP”
ที่กัสพูดถึงคือทายาทหญิงคนที่สองที่ออกมาแสดงผลงานเธอนั้นมีป่าเพียงแห่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือนั้นเป็นพื้นที่ราบทั้งหมดไม่มีส่วนไหนเลยที่ใช้ประโยชน์ได้
“ค่ะ..น่าเห็นใจมากเลยนะคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้กัสก็กระตุกยิ้มเบาๆพลางส่ายหน้าแล้วเริ่มอธิบายสิ่งที่น้องสาวของเขามองข้ามไปให้ฟัง
“เจ้าไม่คิดบ้างหรอว่า..ดินแดนของท่านพี่คนนั้นเหมือนกับดินแดนของพวกเรา”
ปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กสาวนั้นไม่ได้ผิดจากที่กัสคิดไว้เท่าไหร่เธอดูตกใจแปลกใจและไม่เข้าใจแต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็นึกขึ้นได้ว่าสภาพของดินแดนของท่านพี่คนนั้นเหมือนกับดินแดนของพวกเรามากทีเดียว
“หรือว่า! ท่านพี่คนนั้นมีทรัพยากรซ่อนอยู่ด้วย”
รอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆแทนการปฏิเสธจนทำให้น้องสาวของเขาต้องอ้าปากค้างไปชั่วขณะ
“ข้าไม่รู้และข้าก็ไม่คิดว่าท่านพี่คนนั้นจะทำพลาดแบบนั้นได้อีกด้วย..ที่ข้าอยากบอกก็คือไม่ว่าเราจะโชคดีหรือโชคร้าย แต่สุดท้ายสิ่งที่เราต้องสนใจไม่ใช่โชคแต่เป็นการเลือกทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุดต่างหากท่านพี่ท่านนั้นรู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็เลือกที่จะใช้ดินแดนทั้งหมดเพื่อเพาะปลูก”
แม้กัสจะพยายามอธิบายอย่างใจเย็นแต่ก็ดูเหมือนว่าน้องสาวของเขาจะไม่เข้าใจเสียทีเดียวกัสก็เลยไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดออกมาคำหนึ่ง
“เจ้าชอบการตกปลาไหมน้องข้า”
“เรื่องนี้มัน..น้องเองก็ไม่รู้ค่ะแต่น้องรู้สึกว่าเวลาที่ได้นั่งตกปลามันทำให้หัวใจสงบพอสงบแล้วก็รู้สึกว่ามีความสุขมาก”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้กัสก็ยิ้มออกมาพลางพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจพลางคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สมัยที่เขาเคยเรียกเธอว่าควีนฟอเรสที่เขาเรียกเธอแบบนั้นก็เพราะเธอนั้นชอบที่จะอยู่ในป่าเดินเก็บของป่าและใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาพยายามสร้างผลผลิตจากป่า
ทว่าชีวิตนี้เส้นทางของเธอเปลี่ยนไปทว่าสุดท้ายแล้วคำพูดนี้ก็ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปอย่างที่เขาคิดเอาไว้
“เจ้าชอบข้าก็ดีใจ..แต่ข้าอยากขอให้เจ้าวางมือจากการตกปลาไปก่อนได้ไหม”
คำขอนี้ทำให้สีหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนแปลงไปในทันทีเธอสับสนและไม่เข้าใจแต่แล้วก็เหมือนจะคิดอะไรได้จนทำให้ใบหน้าเปลี่ยนสี
“อย่าคิดอะไรไม่ดี..ข้าไม่ได้ให้เจ้าหยุดเพราะเห็นว่าเจ้าทำมันได้ไม่ดีที่ผลงานของเจ้าไม่ดีพอไม่ใช่ว่าเจ้าไม่มีฝีมือ..แต่เป็นเพราะขีดจำกัดของดินแดนหลักต่างหากปลาของเจ้า..แพงสุดก็ 3 DP ใช่ไหม ในขณะที่ปลาน้ำแข็งนั้นราคาต่ำสุดก็ 10 DP เข้าไปแล้ว”
สีหน้าของเด็กสาวหม่นหมองลงในทันที แม้จะเข้าใจว่าพี่ชายของเธอต้องการสื่ออะไรทว่าเธอก็ไม่อาจปิดบังความผิดหวังในใจได้อยู่ดี
ทั้งที่พยายามเต็มที่แล้วแท้ๆพยายามเรียนรู้เคล็ดลับต่างๆ ครุ่นคิดมาก็มาก ศึกษามาก็เยอะจนทำให้ฝีมือการตกปลาของเธอพัฒนาขึ้นจนถึงจุดที่น่าประทับใจ
แต่สุดท้ายขีดจำกัดของดินแดนก็ทำให้เธอต้องผิดหวังเพราะไม่อาจสานต่องานที่เธอพยายามมานานได้
“น้องทราบแล้วค่ะ..น้องจะหยุดตกปลาและไปทำอย่างอื่น”
“หยุดตกปลาก่อนก็ดี..แต่ข้ายังไม่อยากให้เจ้าวางมือจากมันต่อจากนี้เราจะเปลี่ยนวิธีจับปลา แทนที่จะใช้คันเบ็ดตกมันขึ้นมาทีละตัว..ข้าอยากให้เจ้าเปลี่ยนไปวางกรงดักปลาแทน”
“กรง..ดักปลาหรือคะ”
“ใช่ กรงดักปลา วันนี้เจ้าก็เห็น ดินแดนของบลูอายนั้นมีแม่น้ำใหญ่ขนาดไหนข้าเห็นแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าการหมกมุ่นอยู่กับการตกปลาด้วยคันเบ็ดนั้นมันสิ้นเปลืองเวลาเกินไปข้าก็เลยอยากเปลี่ยนวิธีจับปลาเสียใหม่”
พูดแล้วกัสก็เดินไปยังแท่นหินที่ผิวเรียบราวกับกระจกจากนั้นว่างมือลงไปเพื่อเรียกหน้าต่างระบบของดันเจี้ยนขึ้นมาแล้วเลือกเอาอุปกรณ์ออกมาชิ้นหนึ่งแล้วถือไปวางไว้บนโต๊ะ
สิ่งที่กัสซื้อมานั้นเป็นกรงที่ทำจากไม้ที่มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว มันมีกลไกเล็กๆติดอยู่ตรงกลางกรงทำให้สามารถแยกกรงออกเป็นสองส่วนได้
“สิ่งนี้คือกรงดักปลา วิธีใช้ก็ง่ายๆเจ้าใส่เหยื่อล่อลงไปในกรงจากนั้นโยนมันลงไปในน้ำโดยผูกเชือกเอาไว้กับเสาหรืออะไรสักอย่างแล้วปักไว้ริมน้ำเพียงเท่านี้ก็จบ ต่อจากนั้นก็รอให้ปลามาติดกับแล้วคอยตรวจสอบเพื่อดูว่ามีปลามาติดกับหรือยัง”
คำอธิบายของกัสนั้นรวบรัดมากและทำให้เด็กสาวเข้าใจได้ในที่สุดและตระหนักว่าวิธีนี้เองก็น่าจะได้ผลเช่นกัน
“แต่มันจะใช้ได้หรือคะท่านพี่ กรงอันแค่นี้จะจับปลาได้สักกี่ตัวกัน”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็ขำและส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะซื้อมาอีกอันจากนั้นก็เพิ่มระดับเป็นระดับ 2 แล้ววางลงข้างๆ น้องสาว
“แล้วถ้าข้าซื้อมันสัก 10 อันละ แล้วถ้าเพิ่มเป็นระดับ2 ละ”
เพียงเท่านั้นเด็กสาวก็เข้าใจ เธอมองดูกรงอันใหม่ที่มีระดับ 2กับกรงอันแรกที่เป็นระดับหนึ่ง ความแตกต่างของทั้งสองอันนั้นต่างกันมากทีเดียวกรงระดับสองนั้นดูดีกว่ามีขนาดใหญ่กว่าและเธอเองก็ไม่ลืมคุณสมบัติพิเศษของอุปกรณ์ระดับ 2 อีกด้วย
“มันขยายใหญ่ได้ไหมคะท่านพี่”
“ได้..แต่อย่าขยายเลย ขยายใหญ่ไปมันก็จับได้แต่ปลาตัวใหญ่ส่วนปลาตัวเล็กๆ..มันคงหนีออกไปหมด”
กัสไม่เพียงพูดให้ฟังเพียงอย่างเดียว แต่ขยายขนาดใหญ่น้องสาวดูด้วยซ้ำจนเห็นว่ากรงนั้นขยายใหญ่ขึ้น ทว่าช่องว่างระหว่างซี่ไม้เองก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วยจนไม่สามารถจับปลาตัวเล็กได้
เด็กสาวนิ่งคิดอยู่นานสองนานเธอพยายามทำความเข้าใจกับประสิทธิภาพของกรงดักปลา ไม่ว่าจะเป็นขนาดของมันที่น่าจะจับปลาได้สัก 1 – 3 ตัวเท่านั้น ต่อให้เป็นกรงระดับ 2 ก็จับได้มากสุดเพียง5 ตัว
“มันจะคุ้มหรือคะท่านพี่”
“ถ้าเทียบกับการให้เจ้าเสียเวลาทั้งวันเพื่อ DP เพียง100 หน่วยละก็นะ ข้าคิดว่ามันคุ้มแล้วละ”
เด็กสาวเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆแต่เธอก็พูดอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นอย่างที่พี่ชายของเธอว่าจริงๆ
แม้จะฝึกฝนฝีมือมาได้ดียังไงท้ายที่สุดปลาในแม่น้ำก็มีขีดจำกัด ตกยังไงก็ทำ DP ได้เพียงแค่ร้อยเศษๆ วันไหนโชคดีก็อาจจะได้ถึง 120 หน่วยแต่ถ้าโชคร้ายก็อาจได้ไม่ถึงร้อย
เธอเสียเวลาไปมากจริงๆกับการนั่งตกปลาจึงไม่สามารถหาข้ออ้างใดๆ มาเปลี่ยนความคิดของพี่ชายได้
“เข้าใจแล้วค่ะ..แล้วต่อจากนี้น้องควรจะทำอะไรต่อถึงจะดีคะท่านพี่”
“เรื่องนั้น..ข้ายังคิดไม่ออก..เจ้าลองคิดดูสิว่าในดินแดนของพวกเรามีงานแบบไหนที่เหมาะสำหรับเจ้าบ้าง หรือเจ้าอยากลองทำมัน”
พอได้ยินแบบนั้นเด็กสาวก็นิ่งไป เธอมองดูพี่ชายด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออกก่อนจะครุ่นคิดอย่างตั้งใจเกี่ยวกับงานที่เธอน่าจะทำได้ดี
ท่าทีครุ่นคิดของน้องสาวนั้นทำให้กัสอมยิ้มน้อยๆพลางเฝ้ามองอย่างใจเย็นเพื่อให้เธอคิดถึงสิ่งที่อยากจะทำจริงๆไม่ใช่ทำเพียงเพราะเขาสั่ง
ใจจริงใช่ว่ากัสจะหางานให้น้องสาวทำไม่ได้ทว่าเขาไม่คิดที่จะทำต่างหากเพราะว่าตอนนี้เขากำลังคิดที่จะตั้งชื่อให้กับเธออยู่เขาเลยอยากเห็นสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ อีกครั้งเพื่อยืนยันความคิดของเขา
ส่วนเรื่องที่กัสพูดออกมาก่อนหน้านี้ก็เป็นไปตามที่เขาพูดเขาเพิ่งจะคิดได้ตอนที่เห็นดินแดนของบลูอายจริงๆ เขาเห็นแม่น้ำที่ฟาดผ่านดินแดนมองเห็นพื้นที่เกือบครึ่งที่ถูกแม่น้ำแย่งไปจนทำให้เธอต้องพึ่งพามันในการสร้าง DP ให้กับตัวเอง
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็มองเห็นจุดอ่อนของดินแดนแบบนั้นได้อย่างชัดเจนและตระหนักว่าดินแดนของเขาเองก็มีเรื่องแบบนี้เช่นกันทั้งยังรู้ว่าคนที่กำลังประสบกับปัญหานี้ก็คือน้องสาวคนโตของเขา
หากปล่อยเอาไว้แบบนี้นอกจากจะไม่อาจพัฒนาไปได้มากกว่านี้แล้วปัญหาที่ตามมาก็คือการถ่วงพัฒนาของน้องสาวซึ่งจะทำให้ฝีมือและความสามารถของเธอหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้
ซึ่งจริงๆเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรทว่าเป้าหมายของกัสนั้นไม่ได้อยู่เพียงแค่ชดใช้ความผิดทั้งหมดแต่อยู่สูงกว่านั้นและเขาก็ไม่ต้องการปีนขึ้นไปอยู่บนจุดนั้นเพียงลำพัง
ท่าทีครุ่นคิดของน้องสาวนั้นทำให้กัสยิ้มได้แตกต่างกับน้องสาวคนโตที่คิดหนักจนปวดหัวไปบ้างเพราะว่าประสบการณ์ที่เธอมีอยู่มันน้อยเกินไปจนยากที่จะคิดได้ว่าสิ่งใดควรจะทำสิ่งใดไม่ควรทำ
“น้อง..น้องไม่รู้จริงๆ ค่ะท่านพี่สิ่งที่น้องชอบ..น้องคิดว่าน้องชอบการตกปลาค่ะ มันทำให้หัวใจของน้องสงบน้องชอบช่วงเวลาแบบนั้นจริงๆ”
“เจ้าชอบช่วงเวลาที่สงบสุขงั้นสินะ..แล้วตอนที่ปลามากินเหยื่อละเจ้ารู้สึกยังไง”
ดวงตาของเด็กสาวทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งเธอเริ่มครุ่นคิดต่ออีกครั้งเพื่อค้นหาความชอบที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะตระหนักถึงส่วนที่เธอชอบในการตกปลา
“น้อง..น้องรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นค่ะ สัมผัสจากปลายนิ้ว..วินาทีที่ปลามากินเหยื่อการมองให้ออกว่าปลากินเหยื่อแล้ว หรือเพียงแต่ตอดเหยื่อความรู้สึกที่ส่งผ่านปลายนิ้วมานั้น..น้องชอบค่ะ”
เมื่อได้รับคำตอบกัสก็ยิ้มกว้างและพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับในขณะเดียวกันนั้นก็อดคิดถึงน้องสาวของเขาในชีวิตก่อนขึ้นมาเช่นกัน
‘เจ้าในตอนนั้นเองก็ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกันสินะ..ชอบความสงบของป่า..และชอบที่จะสัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงของมันด้วยนิ้วมือ..ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะชอบงานที่ใช้มือสินะ’
ดวงตาของกัสฉายแสงออกมาชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มและคิดขึ้นมาได้ว่ามีงานชนิดหนึ่งที่น่าจะเหมาะกับน้องสาวของเขา
“น้องข้า..เจ้าชอบวาดรูปไหม”
“วาดรูปหรือคะ..น้องเองก็ไม่ได้เกลียดนะคะแต่ว่า..น้องไม่ค่อยได้วาดรูปมากนัก น้องเกรงว่าฝีมือจะไม่ดีพอ”
“ไม่เป็นไร..แค่เจ้าชอบก็พอแล้ว เอาแบบนี้เป็นไง ลองวาดลวดลายลงบนไหที่อิจิโกะปั้นดูวิธีนี้น่าจะทำให้มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นได้หากอ้างอิงจากคำพูดของโกลเด้นที่ได้ยินมาในวันนี้ศิลปะเองก็เป็นหนึ่งในวิธีปลดปล่อยความมุ่งมั่นหากวาดลวดลายลงไปบนไหดินเผาละก็..บางทีพวกเราอาจจะเพิ่มมูลค่าให้มันก็ได้นะ”
กัสจับจ้องสีหน้าของน้องสาวอย่างตั้งใจเขาเฝ้ามองอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเธอ มองดูท่าทีครุ่นคิดและลังเลใจก่อนจะกลายเป็นความตื่นเต้นยินดีเล็กๆ
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็เบาใจและตัดสินใจมอบงานนี้ให้กับน้องสาวของเขาได้
“ลองดูนะน้องข้า..หากเจ้ารู้สึกว่าไม่พอใจวันหน้าหากข้ารวบรวม DP ได้มากกว่านี้ข้าสัญญาว่าจะซื้อดินแดนที่มีแม่น้ำให้เจ้า..ถึงตอนนั้นเจ้าจะตกปลาเท่าไหร่ข้าก็ไม่ว่า”
“จริงนะคะท่านพี่! สัญญานะ!”
“แน่นอนยังไงเสียดินแดนแบบนั้นก็เป็นดินแดนที่จำต้องมีอยู่แล้ว..และถ้าเพื่อน้องสาวที่ข้ารักด้วยแล้วทำไมจะให้ไม่ได้”
ขณะที่พูดกัสก็ยื่นมือออกไปสัมผัสกับใบหน้าที่แดงระเรื่อของเด็กสาวก่อนจะเชิดค้างของเธอขึ้นมาแล้วประกบริมฝีปากของเข้าเพื่อลิ้มรสชาติที่หอมหวานจากน้องสาวที่รัก
การจูบที่วาบหวานทำให้ทั้งสองลุ่มหลงไปไม่น้อยเสียงครางเบาๆ ดังออกมาไม่ขาดก่อนที่กัสจะผละออกไปอย่างช้าๆเพื่อมองดูใบหน้าที่เคลิบเคลิ้มของน้องสาว
“วันนี้ลองไปดูก็แล้วกันศึกษาดูว่าทำยังไงถึงจะทำให้ไหเคลือบดินเผาพวกนั้นมีสีสันออกมาได้หลังจากเผาไฟ”
“ค่ะท่านพี่..แล้วเรื่องปลาละคะ”
“เรื่องนั้นก็ด้วย รอข้าก่อนข้าจะซื้อกรงดักปลาเพิ่มสักหน่อยจากนั้นค่อยดูว่าต้องใช้กรงดักปลาสักเท่าไหร่ถึงจะจับปลาได้ถึงขีดจำกัดของแม่น้ำในตอนนี้”
หลังจากพูดจบกัสก็ซื้อกรงดักปลาออกมาเพิ่มจนมีกรงดักมากกว่า 20 ใบซึ่งรวมกันแล้วใช้ DP ไปแค่ 200 หน่วยเท่านั้น
ราคานี้หากเป็นสองสามเดือนก่อนหน้านี้กัสคงจ่ายออกไปได้ลำบากมากแต่สำหรับตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องคิดด้วยซ้ำและไม่จำเป็นต้องสนใจอีกด้วยว่าปลาที่จับได้จะได้DP มากหรือน้อยกว่ามูลค่าของกรง
เพราะยังไงเสียอุปกรณ์ก็เป็นสิ่งที่คงอยู่ไปตลอดขอเพียงใช้เวลาสักหน่อยก็จะได้ทุนกลับคืนมาง่ายๆ เลยทีเดียว
‘ต่อไปก็..เพิ่มระดับโรงปั้นเป็นระดับ 3 โรงปั้นขนาดกลางสินะในที่สุดก็พัฒนามาจนถึงจุดนี้จนได้’