มารสยบฟ้า

    บทที่ 35 : ชายชุดดำ

    กระถางหลอมโทสะทำให้ภายในห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ฟางเยว่จึงเริ่มเปิดการประมูลในทันที

     

    “ราคาของกระถางหลอมโทสะใบนี้เริ่มต้นที่สองพันเหรียญทอง ทุกท่านสามารถเริ่มประมูลได้เลยค่ะ”

     

    “สองพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง!”

     

    “สองพันสองร้อยเหรียญทอง!”

     

    ด้วยความลำค่าของวัตถุวิเศษชิ้นนี้ นอกจากห้าตระกูลใหญ่แล้ว ตระกูลอื่น ๆ และผู้มีสถานะร่ำรวยต่างก็เข้าร่วมการประมูลด้วย

     

    ก่อนจะเริ่มประมูลกระถาง โม่เฟิงหันไปหาปิงหยุน “ข้าต้องการให้เจ้านำถ้อยคำของข้าไปบอกกับผู้อาวุโสมู่ฟาง”

     

    แม้จะไม่รู้ว่าโม่เฟิงต้องการบอกอะไรกับผู้อาวุโสมู่ฟาง แต่เขาก็ยินดีที่จะเป็นคนส่งสารให้ “ว่ามาได้เลย”

     

    โม่เฟิงเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของปิงหยุน “ข้าต้องการประมูลกระถางหลอมโทสะใบนี้ให้ได้ แลกกับค่ายกลระดับสี่ ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา”

     

    ปิงหยุนหยักหน้า ก่อนจะรีบเดินตรงไปที่ห้องรับร้องของตระกูลเฉียน แจ้งทุกถ้อยคำของโม่เฟิงโดยที่ไม่มีคำไหนผิดเพี้ยน

     

    “ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา!” มู่ฟางไม่เคยได้ยินชื่อค่ายกลนี้มาก่อน เขาจึงไม่รู้ว่ามันเป็นค่ายกลแบบไหน

     

    เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสมู่ฟางไม่รู้จักค่ายกลนี้ ปิงหยุนจึงเริ่มอธิบายทุกอย่างเกี่ยวค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา

     

    หลังจากได้ฟังรายละเอียดเกี่ยวกับค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา เฉียนเป่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้อาวุโสมู่ฟางถึงกับต้องพูดขึ้น “ไม่คิดเลย ว่าหมอกพวกนั้นจะเป็นฝีมือของพวกเจ้า”

     

    หลังจากได้ประเมินความสามารถของค่ายกลดูแล้ว ค่ายกลระดับสี่อย่างค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรานั้นคุ้มค่าที่เขาจะลงทุนด้วย มู่ฟางจึงหันไปหาฟางเจิ้ง “เพิ่มวงเงินให้กับโม่เฟิงเป็นหนึ่งหมื่นเหรียญทอง แล้วค่อยมาเรียกเก็บกับข้าทีหลัง”

     

    “รับทราบ ข้าจะรีบดำเนินการให้ในทันที” ฟางเจิ้งรีบออกไปดำเนินการทุกอย่างตามที่มู่ฟางบอก

     

    ปิงหยุนเดินกลับไปที่ห้องรับรองของตน เพื่อแจ้งข่าวให้กับโม่เฟิง “ผู้อาวุโสมู่ฟางได้เพิ่มวงเงินประมูลให้เจ้าเป็นหนึ่งหมื่นเหรียญทอง สามารถใช้ประมูลกระถางหลอมโทสะได้ในทันที”

     

    “สามพันเก้าร้อยเหรียญทอง!”

     

    “สี่พันเหรียญทอง”

     

    ราคาของกระถางหลอมโทสะพุ่งสูงขึ้นถึงสี่พันเหรียญทอง ผู้เข้าประมูลส่วนมากไม่มีเงินพอที่จะประมูล จึงไม่มีใครเสนอราคาขึ้นมาอีก ตอนนี้จึงหรือเพียงตระกูลเฟิง ตระกูลยิน และตระกูลหลินเท่านั้นที่กำลังประมูลกันอย่างดุเดือด

     

    “สี่พันหนึ่งร้อยเหรียญทอง”

     

    “สี่พันสองร้อยเหรียญทอง’”

     

    ในขณะที่ทั้งสามตระกูลกำลังแข่งขันกันอยู่  เสียงที่ทุกคนได้ยินกันมาหลายต่อหลายครั้งก็ดังขึ้นมาจากห้องรับรองของตระกูลปิง

     

    “ห้าพันเหรียญทอง”

     

    ด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสามตระกูลต่างมองไปยังห้องรับรองของตระกูลปิงอย่างสงสัย

     

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลปิงน่าจะใช้เงินไปกับการรักษาพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษเป็นจำนวนหลายพันเหรียญทอง ไม่น่าจะมีเงินเหลือมาประมูลกระถางหลอมโทสะใบนี้ได้ แล้วทำไมพวกนั้นถึงยังมีเงินเหลือมาประมูลกระถางใบนี้ได้อีก! พวกเขาไปเอาเงินมาจากที่ไหนกัน?

     

    ตระกูลเฟิงยังคงไม่ยอมแพ้ ได้เสนอราคาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง “ห้าพันหนึ่งร้อย…!”

     

    คนจากตระกูลเฟิงยังไม่ทันขานจบ โม่เฟิงก็เสนอราคาทับไปขึ้นไปอีก “ห้าพันห้าร้อยเหรียญทอง”

     

    เฮือก! ราคาที่โม่เฟิงเสนอขึ้นมาอีกละลอก ทำเอาคนจากตระกูลเฟิงถึงกับสะอึกไปเลยทีเดียว เนื่องจากเงินที่เตรียมมานั้นเหลืออยู่ไม่มากแล้ว เขาจึงรีบแจ้งให้ผู้อาวุโสกวงหงทราบในทันที

     

    “ท่านกวงหง เงินที่ข้าเตรียมมานั้นมีไม่พอแล้ว จะทำอย่างไรต่อดี?”

     

    กวงหงปรายตามอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา “เจ้าไม่ต้องทำอะไรแล้ว เดี๋ยวข้าให้คนอื่นจัดการต่อ”

     

    กวงหงหันกลับมา ส่งกระแสจิตให้กับชายชุดดำผู้หนึ่ง “เข้าประมูลได้เลย”

     

    ชายชุดดำที่ยืนอยู่หลังสุดของผู้เข้าประมูลในชั้นแรก ได้ยกป้ายหมายเลขของตนขึ้น “หกพันเหรียญทอง!”

     

    เสียงของชายชุดดำทำให้ทุกคนต้องหันหน้ามามอง พวกเขาต่างรู้สึกสงสัยว่าชายชุดดำผู้นี้เป็นใครกันแน่  ถึงกล้าประชันราคากับคนจากห้าตระกูลใหญ่

     

    โม่เฟิงจ้องมองชายชุดดำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอราคาขึ้นอีก “หกพันห้าร้อยเหรียญทอง!”

     

    ชายชุดดำเองก็ไม่ยอมเช่นกัน “เจ็ดพันเหรียญทอง”

     

    “เจ็ดพันห้าร้อยเหรียญทอง”

     

    “แปดพันเหรียญทอง”

     

    เห็นว่าชายชุดดำยังคงไม่ยอมถอย โม่เฟิงจึงเพิ่มราคาขึ้นอีกครั้ง “เก้าพันเหรียญทอง”

     

    ราคาของกระกางโทสะแตะถึงเก้าพันเหรียญทอง ผู้เข้าประมูลทุกคนแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาได้ยิน

     

    ด้วยราคาที่มากถึงเก้าพันเหรียญทอง ชายชุดดำถึงกับนิ่งไป ฟางเยว่จึงเริ่มทำการขานราคาประมูล

     

    “เก้าพันเหรียญทองครั้งที่หนึ่ง! เก้าพันเหรียญทองครั้งที่สอง!”

     

    ขณะที่ฟางเยว่กำลังจะขานครั้งที่สาม ชายชุดดำก็ได้เพิ่มราคาขึ้นมาอีกเล็กน้อย “เก้าพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง”

     

    โม่เฟิงไม่ยอมปล่อยให้ชายชุดดำได้มีความหวัง เขาเสนอราคาต่อในทันที “เก้าพันห้าร้อยเหรียญทอง”

     

    การเสนอราคาอย่างบ้าคลั่งของโม่เฟิง ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกอึ้งไปตามๆกัน

     

    ฟางเยว่หันไปมองชายชุดดำ เห็นอีกฝ่ายไม่ได้เสนอราคาขึ้นมามาอีก เธอจึงเริ่มทำการขานอีกรอบ

     

    “เก้าพันห้าร้อยเหรียญทองครั้งที่หนึ่ง! เก้าพันห้าร้อยเหรียญทองครั้งที่สอง! เก้าพันห้าร้อยเหรียญทองครั้งที่สาม...ขาย!”

     

    เมื่อทำการขานครบสามครั้ง ฟางเยว่ได้แสดงความยินดีกับโม่เฟิง “ฟางเยว่ต้องขอยินดีกับผู้เข้าประมูลหมายเลขเจ็ดด้วยค่ะ ที่ได้กระถางหลอมโทสะอันล้ำค่าใบนี้ไปครอบครอง”

     

    หลังจากแสดงความยินดีเสร็จเรียบร้อย ฟางเยว่ก็ได้กล่าวปิดงานประมูลในค่ำคืนนี้

     

    “งานประมูลในค่ำคืนนี้ก็จบลงแล้ว ฟางเยว่ต้องขอกล่าวขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมงาน  ฟางเยว่หวังว่า งานประมูลในครั้งหน้า พวกท่านจะให้เกียรติมาร่วมประมูลอีกครั้ง วันนี้ฟางเยว่ต้องขอตัวลาไปก่อน  สวัสดีค่ะ!”

     

    งานประมูลสิ้นสุดลง ผู้เข้าประมูลต่างทยอยกันเดินทางออกจากห้องโถง แต่ชายชุดดำยังคงยืนอยู่กับที่ สายตาเขาเอาแต่จ้องไปที่โม่เฟิง

     

    ก่อนโม่เฟิงจะเดินออกมาจากห้องรับรอง เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของชายชุดดำที่แฝงเอาไว้ด้วยภัยคุกคาม

     

    โม่เฟิงครุ่นคิด ไม่น่าจะใช่คนจากห้าตระกูลใหญ่ และก็ไม่น่าจะใช่คนในเมืองตะวันดับแห่งนี้ด้วย เพราะนอกจากห้าตระกูลใหญ่แล้ว ไม่น่ามีตระกูลไหน ที่มีสถานะการเงินมากพอที่จะเสนอราคามากถึงเก้าพันเหรียญทองเช่นนี้ได้

     

    ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครและมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม แต่เมื่อดูจากการแต่งตัวแล้ว ทั้งยังปกปิดระดับพลังของตัวเองไว้อีก อีกฝ่ายย่อมไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน

     

    โม่เฟิงเดินตามปิงหยวนและปิงมู่ออกมาจากห้องรับรอง พวกเขาเดินไปรับกระถางหลอมโทสะที่พึ่งประมูลได้

     

    มู่ฟางและเฉียนเป่ยยืนรอส่งมอบกระถางหลอมโทสะ เมื่อเห็นโม่เฟิงเดินลงมา เขาจึงได้มอบกระถางให้

     

    “นี่กระถางหลอมโทสะที่เจ้าประมูลได้” มู่ฟางได้มอบเงินให้กับโม่เฟิงเพื่อประมูลกระถางหลอมโทสะใบนี้ไปเกือบหนึ่งหมื่นเหรียญทอง แม้พวกเขาจะเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองตะวันดับ แต่เงินจำนวนนี้ก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยๆเลย

     

    โม่เฟิงเก็บกระถางหลอมโทสะลงไปในแหวนมิติวงใหม่ที่พึ่งประมูลมาได้  “ขอบคุณผู้อาวุโสมู่ วันพรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำแบบค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราไปให้”

     

    มู่ฟางพอใจกับการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ เพราะค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา จะช่วยทำให้ตระกูลเฉียนนั้นทำกำไรได้อีกมาก เงินหนึ่งหมื่นเหรียญที่เสียไป นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

     

    “หากเจ้าขาดเหลืออะไรก็อย่าลืมมาบอกข้า” มู่ฟางเชื่อว่าโม่เฟิงนั้นยังมีสูตรโอสถและค่ายกลเก็บเอาไว้อยู่อีกมากมาย การผูกมิตรกับโม่เฟิงจึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด

     

    โม่เฟิงเดินเข้าไปผู้หาผู้อาวุโสมู่ฟาง พร้อมกับเอ่ยด้วยสีหน้าที่จริงจัง “ไม่ทราบว่าท่านพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับชายชุดดำที่ประมูลกระถางหลอมโทสะแข่งกับข้าหรือไม่?”

     

    มู่ฟางส่ายศีรษะ “ตั้งแต่ที่คนผู้นั้นได้ประมูลกระถางหลอมโทสะแข่งกับเจ้า ข้าก็ได้ให้ฟางเจิ้งไปตรวจดูประวัติที่ใช้ลงทะเบียน พบว่าเป็นประวัติที่มีการปลอมแปลงขึ้นมา ตอนนี้ข้าได้ส่งคนไปจับตาดูเอาไว้แล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”

     

    โม่เฟิงยังคงไม่วางใจ “ท่านมู่ฟาง ชายชุดดำผู้นั้นได้หมายตากระถางหลอมโทสะใบนี้ ข้าเลยอยากขอผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตซักห้าถึงหกคนมาคอยคุ้มกันข้าระหว่างเดินทางกลับ จะได้หรือไม่?”

     

    ปิงหยวนและปิงมู่เองก็มีสีหน้าที่กังวล พวกเขาไม่ได้แปลกใจเลย ที่โม่เฟิงจะขอคนคุ้มกันจากมู่ฟาง

     

    เนื่องจากพวกเขาเองก็สัมผัสได้ว่า ชายชุดดำผู้นั้นดูจะไม่ค่อยน่าไว้ใจซักเท่าไหร่นัก นอกจากนั้น พวกเขายังไม่อาจสัมผัสถึงระดับพลังลมปราณของอีกฝ่ายได้ ดีไม่ดี ระดับพลังของพวกเขาทั้งสอง อาจจะด้อยกว่าอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ

     

    เพื่อความสบายใจของโม่เฟิง มู่ฟางจึงรับปาก “ได้! ข้าจะให้ฟางเจิ้งจัดหาคนในขอบเขตหลอมดวงจิตตามไปคอยคุ้มกันพวกเจ้าซักหลายคนหน่อย”

     

    ก่อนจะเดินทางกลับ โม่เฟิงได้นำหอกวิหคเพลิงที่ประมูลได้ออกมา “ศิษย์พี่เฉียน หอกวิหคเพลิงที่ข้าประมูลมาได้นั้น ไม่มีสหายของข้าคนไหน ที่มีพลังลมปราณธาตุอัคคีและเหมาะกับศาสตราวุธชิ้นนี้เลย ข้าเลยอยากจะมอบมันให้กับศิษย์พี่เฉียน ได้โปรดรับเอาไว้”

     

    เฉียนเป่ยมองดูหอกวิหคเพลิง ถึงแม้มันจะไม่ใช่ศาสตราวุธที่ล้ำค่ามากมายอะไรนัก แต่เขาก็ยินดีที่จะรับมันไว้

     

    “ขอบคุณเจ้ามาก ข้าจะใช้มันอย่างทะนุถนอม”

     

    “เช่นนั้น พวกข้าต้องขอตัวกลับก่อน!” โม่เฟิงเอ่ยลา เขาและสหายต่างขึ้นรถม้า เดินทางกลับไปพร้อมกับปิงหยวนและปิงมู่


                    -------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ชายชุดดำผู้นี้เป็นใครกันน้า ถึงมีเงินมากขนาดประมูลแข่งกับโม่เฟิงที่มีตระกูลเฉียนหนุนหลังได้สูสีขนาดนี้..?

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ